หน้าแรก คอลัมนิสต์ ภาพเก่าเล่าตำ...

ภาพเก่าเล่าตำนาน : กรุงเทพฯ (เคย) เป็นเวนิสแห่งตะวันออก โดย พลเอก นิพัทธ์ ทองเล็ก

5.02.18 | 13:00 น.

 

หนังสือเรียนชั้นประถมในสมัยผู้เขียนเป็นเด็กต่างจังหวัดที่ยังจดจำได้แม่นยำถึงวันนี้ มีข้อความที่ระบุว่า “กรุงเทพฯ เป็นที่รู้จักของชาวต่างชาติทั่วไปว่า เป็นเวนิสแห่งตะวันออก” แถมครูเอามาออกเป็นข้อสอบซะด้วย

ปัญหา คือ กรุงเทพฯ ก็ไม่เคยไป แล้วเมืองเวนิสก็ไม่เคยเห็น มันอยู่ที่ไหน และมันเหมือนกันยังไง (วะ)

เมืองเวนิส (Venice) อยู่ในแคว้นเวเนโต ประเทศอิตาลี ถูกสร้างขึ้นจากการเชื่อมเกาะเล็กๆ จำนวน 118 เกาะ เข้าด้วยกันในบริเวณทะเลสาบเวนิเทีย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของทะเลอาเดรียตริกในภาคเหนือของประเทศอิตาลี เมืองกระจุ๋มกระจิ๋ม มีสีสันสวยงาม เป็นความเก๋ไก๋แปลกประหลาดที่ตึกรามบ้านช่องตั้งอยู่ริมน้ำ หรือในน้ำ

เรือ คือ ชีวิตจิตใจ เป็นปัจจัยที่ชาวเวนิส “ต้องมี”

Advertisement

ความน่าตื่นตาตื่นใจ น่าสัมผัส ทำให้เมืองเวนิสเป็นสถานที่ได้รับฉายาหลากหลาย ตั้งแต่เมืองแห่งสายน้ำ (City of Water) เมืองแห่งสะพาน (City of Bridges) เมืองแห่งแสงสว่าง (The City of Light) นักท่องเที่ยวยกย่องให้เมืองเล็กๆ แห่งนี้เป็นราชินีแห่งทะเล
อาเดรียตริก และที่สำคัญ ยูเนสโกยกให้เวนิสเป็นหนึ่งในเมืองมรดกโลก

เวนิสเป็นเมืองที่มีการใช้คลองในการคมนาคมเป็นหลัก เป็นเมืองที่มีคลองมากกว่าถนน เวนิสมีกายภาพของเมืองทั้งเมืองแทบจะอยู่ในน้ำ ชาวเวนิสไปไหนมาไหนต้องใช้เรือพายในคลอง

ลำคลองที่น้ำสวยใส และเรือกอนโดลา (Gondola) ถือเป็นสัญลักษณ์แห่งเวนิส แน่นอนที่สุด เวนิสเป็นเมืองที่โกยเงินจากอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวมหาศาลตลอดมา

The Merchant of Venice เป็นบทประพันธ์ของวิลเลียม เชกสเปียร์ อันโด่งดัง ซึ่งพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ในหลวง ร. 6 ทรงพระราชนิพนธ์แปลเป็นกลอนบทละครภาษาไทยในปี พ.ศ.2459 ชื่อ “เวนิสวาณิช”

เวนิส มีคลองมากกว่าถนน เลยเปรียบเปรยว่า เหมือนกับราชธานีกรุงเทพฯ ไทยแลนด์ เมืองที่มีคลองมากกว่าถนน ใช้เรือเป็นหลัก

ลองย้อนอดีตมาคุยกันเรื่องกรุงเทพฯ ที่เคยถูกเปรียบว่าเป็นเวนิสแห่งตะวันออก แม้กาลเวลาผันผ่านเนิ่นนาน แต่ยังไม่สายเกินไปที่จะนำมาบอกเล่าให้ลูกหลานฟังครับ

ในหลวงรัชกาลที่ 1 ตั้งกรุงเทพฯเป็นราชธานี เมื่อ 6 เมษายน 2325 การสร้างบ้านเมืองขึ้นใหม่พร้อมทั้งปราสาทราชวัง ต้องใช้เรือลำเลียงซากอิฐ ซากวัสดุก่อสร้างมาจากอยุธยาที่ถูกทำลายกลายเป็นเมืองร้าง เพราะกรุงศรีอยุธยาแตกในการทำสงครามกับพม่าเมื่อ 7 เมษายน พ.ศ.2310

เรือลำเลียงที่มาจากอยุธยา คืบคลานมาตามแม่น้ำเจ้าพระยา ใช้แรงคนล้วนๆ รอจังหวะน้ำขึ้นน้ำลง นำวัสดุที่พอยังใช้ได้จากอดีตราชธานี มาเป็นวัสดุตั้งต้นก่อสร้างปราสาทราชวัง วัดวาอารามในกรุงเทพฯ

การก่อสร้างเมืองหลวงใหม่ มีปัจจัยที่ต้องคำนึงเป็นประการแรก คือ ต้องเป็นเมืองที่แข็งแกร่งเหมือนป้อมปราการ ต้องต้านทานข้าศึกได้ มีค่ายคูประตูรบ มีคูคลอง ในเวลาเดียวกันชาวเมืองต้องใช้ชีวิตอยู่ได้ มีข้าว มีน้ำกิน มีพืชพันธุ์ธัญญาหาร

การขุดคลอง คือ ภารกิจใหญ่หลวง เพื่อความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนของสยามประเทศ

การใช้แรงคนล้วนๆ เพื่อการขุดคลองขนาดใหญ่ ให้กว้าง ให้ลึก เพื่อการสัญจรไปมา และเพื่อการระบายน้ำเพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมในเมืองกรุงเทพฯ เป็นตำนานที่อัจฉริยะ ชนรุ่นหลังพึงเรียนรู้

บรรพบุรุษของเราทราบดีว่า กรุงเทพฯเป็นพื้นที่ต่ำ มีน้ำหลาก น้ำท่วม เป็นหนอง เป็นบึง ทางเดียวที่จะอยู่รอด คือ การขุดคลองเพื่อให้น้ำมีที่ไป ไม่ให้ท่วมขัง

การขุดคลองในยุคต้นรัตนโกสินทร์ที่ใช้แรงคนล้วนๆ ไม่มีเครื่องจักรกลใดๆ บรรพบุรุษของเรา กล้าคิด กล้าสั่ง กล้าลงมือทำ แบบมีวิสัยทัศน์ สร้างข่ายคมนาคมแบบเชื่อมโยงโดยการขุดคลองในกรุงเทพฯ และปริมณฑลลักษณะใยแมงมุม ให้ประชาชนไปมาหาสู่ ใช้คูคลองเป็นเครื่องกีดขวางข้าศึกศัตรู ใช้น้ำอุปโภคบริโภค

และประการสำคัญที่สุด คือ วางแผนการขุดคลองทั้งหลายเพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมกรุงเทพฯ

ตํานานการขุดคลองในกรุงเทพฯ เริ่มลงจอบลงเสียมกันตั้งแต่สมัยในหลวงรัชกาลที่ 1 ต่อเนื่องไปจนถึงรัชกาลที่ 5 อันเป็นช่วงเวลาที่สร้างกรุงเทพราชธานีให้มีความเจริญก้าวหน้าแบบพลิกโฉม

นักประวัติศาสตร์จำแนกที่มาของคูคลองที่ขุดขึ้นในสยาม โดยใช้การทำสัญญาเบาว์ริงระหว่างสยามกับอังกฤษ เมื่อ พ.ศ.2398 เป็นเส้นแบ่ง

คลองที่ขุดก่อนการทำสนธิสัญญาเบาว์ริง

1.คลองรอบกรุง ขุดในสมัย ร.1 เมื่อ พ.ศ.2328 ยาว 7.09 กม.

2.คลองหลอด มี 2 คลอง คลองหนึ่งอยู่ที่ข้างวัดเทพธิดาราม อีกคลองหนึ่งอยู่ที่ข้างวัดสุทัศนเทพวราราม

3.คลองมหานาค เป็นคลองสั้นๆ อยู่บริเวณเหนือวัดสระเกศ ขุดขึ้นในสมัย ร.1 เมื่อ พ.ศ.2328

4.คลองลัดหลวง ขุดขึ้นในสมัย ร.2 เป็นคลองลัดที่ขุดขึ้นในลำน้ำเจ้าพระยา ที่ อ.พระประแดง ยาวประมาณ 3 กม.

5.คลองสุนัขหอน เริ่มขุดใน พ.ศ.2377 สมัย ร.3 ขุดเชื่อมแม่น้ำท่าจีนฝั่งขวา ใน ต.ท่าจีน อ.เมือง จ.สมุทรสาคร กับแม่น้ำแม่กลองฝั่งซ้าย ใน ต.แม่กลอง อ.เมือง จ.สมุทรสงคราม คลองนี้ยาว 30 กม.

6.คลองพระโขนง ขุดขึ้นในสมัย ร.3 เริ่มขุดเมื่อ พ.ศ.2380 แล้วเสร็จใน พ.ศ.2383 ยาว 14.5 กม.

คลองที่ถือว่าเป็นพระเอกของบทความนี้ ขุดในสมัยในหลวง ร.3 คือ คลองแสนแสบ ที่ขุดเชื่อมคลองบางกะปิ กรุงเทพฯ กับคลองบางขนาก ในเขต อ.เมือง ฉะเชิงเทรา นับเป็นคลองขุดที่ยาวที่สุดในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น

พ.ศ.2380 ในหลวง ร.3 โปรดเกล้าฯให้พระยาศรีพิพัฒน์ฯ (ทัต บุนนาค) เป็นแม่งานการขุดคลองเส้นนี้ คลองมีความยาวประมาณ 72 กม. นับเป็นคลองขุดที่ยาวที่สุดในบรรดาคลองที่ขุดด้วยแรงคน แล้วเสร็จใน พ.ศ.2383 ค่าใช้จ่ายรวมกับค่าขุดแก้คลองพระโขนงเป็นเงิน 95,534 บาท 1 สลึง

ในหลวง ร.3 ทรงมีพระประสงค์ให้คลองแสนแสบเป็นเส้นทางติดต่อระหว่างกรุงเทพฯกับฉะเชิงเทราได้สะดวก รวดเร็วยิ่งขึ้น เมื่อคลองไปที่ไหน ความเจริญจะไปที่นั่น และยังจะเป็นเส้นทางส่งกำลังบำรุง เพื่อการดูแลปกครอง และป้องกันหัวเมืองภาคตะวันออก ซึ่งในสมัยนั้น สยามยังต้องทำสงครามกับญวนที่
ขยายอำนาจเข้ามาในดินแดนเขมร เป็นเวลายาวนานเกือบ 15 ปี

แรงงานในการขุด ประวัติศาสตร์บันทึกว่า พระยาศรีพิพัฒน์ฯ (ทัต บุนนาค) จ้างแรงงานชาวจีนขุดคลองแสนแสบตลอดสาย

ชื่อแสนแสบ อาจจะเพี้ยนมาจากภาษาเขมรว่า “เซสาบ” แปลว่า คลองน้ำจืด เซ แปลว่า แม่น้ำ, ลำคลอง เช่น เซบก, เซบาย ใน จ.อุบลราชธานี สาบ แปลว่า จืด เช่น โตนเลสาบในเสียมราฐ ประเทศกัมพูชา

ข้อมูลจากบางสำนักระบุว่า ชื่อคลองที่เรียกว่า “แสนแสบ” นั้นอาจจะเป็นเพราะยุงชุม โดยมีหลักฐานจากบันทึกการเดินทางของนักสำรวจชาวอังกฤษชื่อนาย ดี.โอ. คิง ความว่า “…คลองนี้ยาวถึง 55 กม. เชื่อมนครกรุงเทพฯกับแม่น้ำบางปะกง บริเวณที่ราบชนบท… คนพื้นเมืองเป็นคนเชื้อสายมาเลย์… ไม่ว่าพวกเขาจะทำอะไรอยู่ก็ตาม มือข้างหนึ่งจะต้องใช้ปัดยุงเสมอ…”

นักสำรวจชาวอังกฤษบันทึกข้อมูลถูกต้องแล้วครับ เรื่องคนพื้นเมืองเชื้อสายมาเลย์นั้น สมัยในหลวงรัชกาลที่ 1 สยามนำมุสลิมจากหัวเมืองภาคใต้มาตั้งบ้านเรือนแถววัดชนะสงคราม กระทั่งสมัยรัชกาลที่ 3 เมื่อขุดคลองแสนแสบแล้วเสร็จและสยามว่างจากการทำศึกกับพม่า จึงโปรดเกล้าฯย้ายชุมชนมุสลิมกลุ่มนี้ให้มาอยู่ตามแนวคลองแสนแสบ ด้วยเหตุผลที่ว่า พี่น้องมุสลิมเหล่านี้เคยอาศัยอยู่ริมน้ำ ใกล้ทะเลมาก่อน

หนังสืออานามสยามยุทธ หน้า 342 เขียนโดย ก.ศ.ร.กุหลาบ จากหนังสือของเจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) แม่ทัพไทยที่ไปบัญชาการรบในเขมร บันทึกว่า

“ครั้นถึง ณ เดือนยี่ขึ้นสี่ค่ำ ในปีระกานพศกจุลศักราช 1199 ปี เป็นปีที่ 14 ในรัชกาลแผ่นดินที่ 3 กรุงเทพฯ พระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการดำรัสสั่งให้ พระยาศรีพิพัฒน์รัตนราชโกษา (ชื่อทัด) เป็นแม่กอง จ้างจีนขุดคลอง ตั้งแต่ตำบลหัวหมากต่อคลองบางกะปิไปทางตะวันออก ทะลุที่บางกะหนากฝั่งแม่น้ำเมืองฉะเชิงเทรา รางวัดทางยาว 1,337 เส้น 19 วา 2 ศอก กว้าง 6 วา ราคาค่าจ้างขุดเส้นละเจ็ดสิบบาท รวมเงินทั้งค่าฟันตอไม้ ค่าแก้คลองพระโขนงข้างปลาย รวมเป็นเงินพันสองร้อยหกชั่งสิบสามตำลึง สองบาทสลึงเฟื้อง ขุดอยู่ถึงสี่ปีเศษจึงสำเร็จแล้วตลอด เป็นลำคลองเรือเดินได้ เมื่อปลายปีชวดโทศกจุลศักราช 1202 ปี เป็นปีที่ 17 ในรัชกาลที่ 3 กรุงเทพฯ ชนสามัญเรียกว่า คลองแสนแสบ”

ชาวจีนเป็นแรงงานหลักในการขุดคลอง มีสัญญาค่าแรงชัดเจน เมื่อกล่าวถึงแรงงานที่สร้างบ้านสร้างเมือง เป็นประเด็นที่น่าสนใจเรื่องแรงงานชาวจีนที่เป็น “กำลังหลัก” ในการขุดคลองทั้งปวงในสยาม

คลองแสนแสบ บางทีชาวบ้านก็สะดวกที่จะเรียกคลองนี้ว่า คลองบางขนาก (อ่าน ขะ-หนาก) หมายถึง พันธุ์ไม้ชนิดหนึ่งในจำพวกต้นกก มักขึ้นริมน้ำ บางทีเรียกกระหนาก

พ.ศ.2394 ในหลวง ร.4 โปรดเกล้าฯให้ขุดคลองผดุงกรุงเกษม เป็นคูเมืองชั้นนอกของกรุงเทพฯ เมื่อคราวขยายเขตพระนครออกไป แล้วเสร็จใน พ.ศ.2397 คลองมีความยาว 5.5 กิโลเมตร

พ.ศ.2401 ในหลวง ร.4 มีพระประสงค์ที่จะให้ราษฎรเดินทางไปนมัสการพระปฐมเจดีย์ เมืองนครไชยศรี และพระแท่นดงรัง เมืองกาญจนบุรีได้โดยสะดวก จึงได้โปรดเกล้าฯให้จ้างชาวจีนขุดคลองตั้งแต่ท้ายบ้านท่านา แขวงเมืองนครไชยศรี ไปจนถึงพระปฐมเจดีย์ คลองนี้ได้รับพระราชทานนามว่า คลองเจดีย์บูชา ยาวประมาณ 12 กม. ทรงบริจาคพระราชทรัพย์ในการขุดคลองนี้ 600 ชั่ง

ลองมาดูข้อมูลการขุดคลองที่ขุดขึ้นภายหลังสนธิสัญญาเบาว์ริง (ช่วง พ.ศ.2398-2453)

เซอร์ จอห์น เบาว์ริง ทูตอังกฤษเข้ามาเปิดประตูการค้ากับสยาม มีการลงนามในสนธิสัญญา เมื่อ 18 เมษายน พ.ศ.2398 ตรงกับรัชสมัยในหลวง ร.4

สัญญาเบาว์ริงทำให้สยามปรับเปลี่ยนระบบเศรษฐกิจของไทย จากแบบยังชีพไปเป็นแบบส่งสินค้าออกสู่ตลาดโลก ข้อกำหนดในสนธิสัญญาเบาว์ริงมีผลให้สยามขายข้าวส่งออกต่างประเทศได้

เมื่อสยามเปิดประตูออกสู่ตลาดโลก ในหลวง ร.3 และ ร.4 ทรงมีพระวิสัยทัศน์โปรดเกล้าฯให้มีการการขุดคลองเป็นจำนวนมากในกรุงเทพฯ และปริมณฑล เพื่อขยายพื้นที่ปลูกข้าว บวกกับการสร้างระบบขนส่ง นำผลผลิตจากแหล่งผลิตออกสู่แม่น้ำและท่าเรือ เพื่อส่งต่อไปยังต่างประเทศ ถ้าเป็นยุคสมัยปัจจุบัน ก็เรียกให้โก้ว่า การสร้างระบบโลจิสติกส์ (Logistics)

การปฏิรูปสยามประเทศ โดยการขุดคู คลองเชื่อมต่อกันด้วยเหตุและผลในช่วงเวลานั้น เป็นช่วงเวลาที่น่าจดจำ และสะท้อนให้เห็น “พระอัจฉริยภาพ” ของพระมหากษัตริย์แห่งสยาม

ในรัชสมัยในหลวง ร.5 เป็นยุคที่มีการขุดคลองมากที่สุดยุคหนึ่ง โดยพระองค์ทรงส่งเสริมให้หน่วยราชการและเอกชนขุดคลองขึ้นเป็นจำนวนมาก ทั้งขุดคลองใหม่และขุดลอกคลองเก่า เช่น คลองเปรมประชากร คลองนครเนื่องเขต คลองประเวศบุรีรมย์ คลองอุดมชลจร คลองราชมนตรี คลองทวีวัฒนา คลองนราภิรมย์ คลองรังสิตประยูรศักดิ์ คลองประปา และคลองแยก คลองซอยอีกมหาศาล

ท่านผู้อ่านกรุณาสังเกตการตั้งชื่อคลองที่สละสลวย คล้องจองกันอย่างไพเราะ เสนาะยิ่งนัก

ตั้งแต่สมัย ร.1 ถึงในหลวง ร.5 บรรพบุรุษของเรานั้น ท่านได้วางผังเมือง และการใช้ประโยชน์ของคลอง ทำให้กรุงเทพฯในสมัยนั้นได้ชื่อว่าเป็นเมืองที่สะอาด เรียบร้อย สวยงาม ร่มรื่น ด้วยแม่น้ำลำคลองซึ่งการยกย่องให้กรุงเทพฯเป็น “เวนิสตะวันออก” ไม่ใช่เรื่องโกหก

การขุดคลองต่างๆ ชะลอตัวลงตั้งแต่ในสมัยในหลวง ร.6

หลัง พ.ศ.2475 กรุงเทพฯเปลี่ยนแปลงอีกครั้งเมื่อต้องการให้ราชธานีแห่งนี้ใช้การคมนาคมขนส่งทางบกเป็นหลัก

กรุงเทพฯโตแบบพรวดพราด คนที่ไม่ได้คิดแต่คิดได้ คือ การถมคลองเพื่อทำผิวถนน มีการถมคลองเพื่อทำถนนหลายสาย เช่น คลองสาทร ซึ่งถูกถมเป็นถนนพระรามที่ 4 คลองพระโขนง แนวคลองถูกถมไปจนหมดเพื่อขยายถนนพระราม 4 รวมทั้งสร้างถนนอีกหลายสายที่กีดขวางทางน้ำ สร้างท่อระบายน้ำที่ไม่สามารถระบายน้ำได้

สิ่งที่เลวร้ายที่สุดสะสมตัว ทำให้เวนิสแห่งตะวันออก คือ แม่น้ำลำคลองที่บรรพบุรุษคิดสร้างไว้ กลับเน่าเหม็นสกปรก อันเกิดจากการรุกล้ำพื้นที่สาธารณะ คือ สร้างบ้านรุกล้ำไปในพื้นที่คลอง ทิ้งขยะ สิ่งปฏิกูลต่างๆ ลงในคลอง ทำให้น้ำเน่าเสีย ชุมชนทั้งหลาย ตลาด ร้านค้าจะปล่อยน้ำเสียลงในท่อระบาย

การวางแผนใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างไร้ระบบผังเมือง ราชธานีที่เคยวางแผนใช้คลองเป็นช่องทางระบายน้ำ เมื่อเปลี่ยนระบบระบายน้ำในเมืองจากคลองธรรมชาติไปเป็นระบบท่อ ซึ่งท่อระบายน้ำมีขนาดเล็ก ไม่เพียงพอต่อการระบายน้ำ แถมท่อยังอุดตันด้วยขยะ

การสร้างถนนในยุคต่อมาที่ต้องการเพิ่มผิวการจราจร แนวถนนกีดขวางทิศทางการไหลของน้ำ ทำให้เกิดน้ำท่วม น้ำที่ท่วมขังสร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวง ทำให้เวนิสแห่งตะวันออกมีน้ำที่ไม่ต้องการเกินหน้าเกินตาเมืองเวนิสของอิตาลีไปหลายขุม

โรงงานต่างๆ ที่ตั้งอยู่ตามลำคลอง แอบทิ้งน้ำโสโครกลงคลองโดยไม่ผ่านระบบบำบัด ประเทศที่เจริญแล้วทั้งหลายมีกฎหมายที่ต้องให้ ประชาชนต้องเสียค่าธรรมเนียมเรื่องจ่ายค่าบำบัดน้ำเสีย สำหรับราชธานีกรุงเทพฯและเมืองใหญ่ทั้งหลายในประเทศไทยยังไปไม่ถึง

ไม่ต้องไปรื้อถนนกลับมาเป็นคลอง ขอเพียงฟื้นฟูคลองที่บรรพบุรุษสร้างไว้ ให้คืนกลับมาสวยใส ไร้ขยะ ไร้ผักตบชวา น้ำไหลถ่ายเท จะเป็นการนำเอาจิตวิญญาณของคนในชาติ ความเป็นตัวตนของชนชาติกลับมา สร้างคุณค่าทางจิตใจต่อคนไทย จะเป็นชาติอารยะเหนือกว่าทุกสิ่ง

ประชาชนจิตอาสาออกทำงานเก็บขยะในคูคลอง เก็บวัชพืช ปรับภูมิทัศน์ ทำความสะอาด เก็บขยะในแม่น้ำ คู คลอง ตลอดมาในหลายพื้นที่ของประเทศไทย สร้างความเปลี่ยนแปลงเจริญตา สบายใจให้กับชุมชนทุกแห่ง

หากน้ำในคูคลองในราชธานีกรุงเทพฯกลับมาใสสะอาด มีภูมิทัศน์ริมน้ำที่สวยงาม ไม่มีขยะ ไม่มีผักตบชวา สองฟากฝั่งมีต้นไม้ ดอกไม้ที่มีสีสัน ผู้คนใช้ชีวิตร่วมกับแม่น้ำลำคลองอย่างเป็นระบบ มีระเบียบ ไม่ต้องมีฉายาเป็น “เวนิสแห่งตะวันออก” ขอเป็น “กรุงเทพฯ” ที่คนไทยภาคภูมิใจในตัวเราเอง

ขอบคุณภาพจาก  reurnthai.com

และ กองประชาสัมพันธ์ กทม.

พลเอก นิพัทธ์ ทองเล็ก