ถึงแม้ภายหลังจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ได้ประกาศตัวออกมาชัดเจนว่าตนเองเป็น “นักการเมือง” ที่เคยเป็น “ทหาร”
แนวโน้มการมาถึงของ “การเลือกตั้ง” อันเป็นวิถีทางสามัญปกติในการเมืองการปกครองระบอบประชาธิปไตย กลับจะยิ่งดูเหมือนห่างไกลออกไป หรือรางเลือนไม่ชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ
ทั้งจากน้ำเสียง-คำชี้แจงของรัฐบาลและบุคคลใน “กลไกอำนาจส่วนอื่นๆ” ที่เกี่ยวข้อง
อย่างไรก็ตาม สังคมการเมืองไทยเมื่อย่างเข้าสู่ปีที่ 4 ที่ คสช.เข้ามาควบคุมอำนาจในการปกครองประเทศนั้น “เปลี่ยนแปลง” หรือ “เคลื่อนตัว” ไปมากพอสมควร
อย่างน้อย กิจกรรมเดินพาเหรดของขบวนล้อการเมืองและการแปรอักษรโดยนิสิตนักศึกษาจากสองมหาวิทยาลัยชั้นนำ ที่ปรากฏในงานฟุตบอลประเพณี “จุฬาฯ-ธรรมศาสตร์” เมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ก็บ่งบอกถึงอารมณ์ความรู้สึกร่วมกันบางอย่างของสังคม ที่มีต่อรัฐบาล คสช.
เป็นอารมณ์ความรู้สึกร่วมที่มิได้สำแดงผ่านท่าที “ล้อเล่น” อย่างขำๆ เท่านั้น
หากยังแฝงไว้ด้วยอาการเบื่อหน่าย โกรธเกรี้ยวกราด และวิพากษ์วิจารณ์อย่างตรงไปตรงมา
นี่คืออารมณ์ความรู้สึกร่วมของผู้คนที่รัฐตระหนักดีว่าไม่สามารถเข้าไปกำหนดควบคุม ได้แต่ปล่อยให้ระบายออกมา โดยหวังว่าจะไม่ลุกลามแพร่ขยายจนเกินควร
หรือต่อให้รัฐเลือกใช้ “ไม้แข็ง” ผ่านกระบวนการทางกฎหมาย ดังที่ดำเนินการกับนักกิจกรรมบางส่วน ซึ่งเคลื่อนไหวผ่านการชุมนุมบนสกายวอล์กสี่แยกปทุมวันหรือการเดินสันติภาพ
แต่ผลลัพธ์ที่จะออกมาก็ยังคลุมเครือ ระหว่างการกดปรามได้สำเร็จ กับการเร่งผลักเร้าให้ภาวะเผชิญหน้าทางการเมืองเข้มข้นขึ้นอีกระดับ
ขณะเดียวกัน ถ้าไม่ปฏิเสธความจริง ก็ต้องยอมรับว่าสถานะและตำแหน่งแห่งที่ทางการเมืองของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม นั้นยังเต็มไปด้วยความคลอนแคลนและกลายเป็นเป้าโจมตีหลัก ซึ่งผู้คนจากภาคส่วนต่างๆ ระดมซัดหอกดาบเข้าใส่รัฐบาล
สัปดาห์ที่แล้ว ไม่แน่ใจว่าเพราะพลั้งปากหรือไม่? อย่างไร? แต่การที่ พล.อ.ประวิตร เปิดใจกับสื่อมวลชนสายทหารว่า พร้อมจะลงจากตำแหน่ง หากประชาชนเห็นสมควร ก็นำไปสู่การทำโพลจำนวนมากในสื่อออนไลน์
ซึ่งยิ่งส่ง “ผลเสีย” ต่อตัวรองนายกฯ และ รมว.กลาโหม, รัฐบาล และ คสช.มากยิ่งขึ้นไปอีก
ไม่ว่าผลลัพธ์จะออกมาว่าคะแนนเสียงของผู้โหวตส่วนใหญ่ต้องการเห็น พล.อ.ประวิตร ลาออกจากตำแหน่ง หรือเกิดข้อกล่าวหาว่ามีหน่วยงานในกองทัพเข้าไปปั่นผลโพลของบางสำนักก็ตาม
“อาการ” รวมๆ เหล่านี้ บ่งชี้ว่าสังคมการเมืองไทยกำลังคลี่คลายตัวเข้าสู่สภาวะทาง “การเมือง” ตามปกติ
“การเมือง” ที่ต้องมีความขัดแย้ง ปะทะ สังสรรค์
แม้ “สภาวะยกเว้น” ภายใต้อำนาจรัฐบาลที่มาจากการรัฐประหารโดยกองทัพจะยังคงดำรงอยู่
แต่สภาวะพิเศษดังกล่าวก็มิได้ดำรงอยู่โดย “เต็มตัว” อีกต่อไป
นี่คือสภาพการณ์ที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง ไม่ว่าจะมีการเลือกตั้งในเร็ววันนี้หรือไม่
……………..
ปราปต์ บุนปาน

