คดีรถเบนซ์ซิ่งระห่ำไปพุ่งชนรถอีกคันจนไฟไหม้ท่วม มีคนหนุ่มสาวที่กำลังมีอนาคตเสียชีวิตอย่างน่าเศร้าสลด 2 ราย ยังเป็นเหตุการณ์ใหญ่ในความสนใจของประชาชน โดยเฉพาะการค้นหาสาเหตุที่แท้จริง ว่าทำไมคนในรถเบนซ์คันนั้นจึงต้องขับรถเร็วอย่างไม่มีเหตุผลและไร้สติขนาดนั้น รวมทั้งลงเอยจะได้รับโทษเช่นไร
ประเด็นหนึ่งที่วิพากษ์วิจารณ์กันมาก โดยสงสัยกันว่าทำไมทีแรกตำรวจท้องที่ สภ.พระอินทร์ราชา อยุธยา จึงหละหลวมล่าช้า
โดยมองโยงไปถึงฝ่ายรถเบนซ์ที่ก่อเหตุ มีเงินทองมากมายอย่างนั้นหรือเปล่า
ไม่เท่านั้น ข้อมูลที่ว่อนในโซเชียลมีเดีย ยังพยายามเชื่อมโยงถึงเรื่องสีทางการเมืองเข้าให้อีก ว่าอาจจะเป็นอิทธิพลที่ทำให้ตำรวจไม่กล้าทำคดี อะไรไปโน่น
ข้อสงสัยเหล่านี้ จะว่าไปแล้วก็แค่สงสัยกันไป ยังไม่มีพยานหลักฐานอะไรที่ชัดเจน
อีกทั้งข้อมูลที่อ้างกันว่ามีสีทางการเมืองเข้ามานี่แหละ น่าสังเกตว่า ผู้นำทางการเมืองบางคนจึงสนใจคดีนี้จี้ไชตำรวจอย่างมาก คาดว่าคงเชื่อข่าวในโซเชียลไปกับเขาด้วย
หากศึกษาสภาพการทำงานของตำรวจไทยในทุกวันนี้จะพบว่า เรื่องใหญ่คือแทบทุกโรงพักต้องแบกรับคดีความของประชาชนในพื้นที่รับผิดชอบสูงลิบ นั่งรับแจ้งความอยู่คดีหนึ่ง ยังสอบสวนผู้มาร้องทุกข์ไม่เสร็จเลย มีคดีใหม่แจ้งเข้ามาเพิ่มอีกแล้ว
อย่างคดีรถเบนซ์พุ่งชน 2 ศพนี้ ทีแรกที่แจ้งเหตุเข้ามา ตำรวจทั้งโรงพักไม่มีใครคาดคิดหรอกว่ามันจะเป็นเรื่องใหญ่ เพราะแต่ละวันคดีรถชนกันเกิดขึ้นมากมาย คดีนี้อาจจะรู้สึกว่าชนรุนแรงหน่อยมีไฟไหม้ มีคนตาย
แต่ขอบเขตคดีก็ยังอยู่ในความรับผิดชอบของฝ่ายจราจร
อีกทั้งเมื่อไปตรวจที่เกิดเหตุรับแจ้งว่า ฝ่ายถูกชนเสียชีวิต ฝ่ายที่ก่อเหตุขับมาชนได้รับบาดเจ็บส่งโรงพยาบาล ก็สั่งการไปตามระเบียบว่าอย่าลืมตรวจแอลกอฮอล์ด้วย แล้วหายดีเมื่อไรก็จะตามไปสอบปากคำทีหลัง
ในเวลานั้น ยังไม่ทันจะมีอิทธิพลอะไรมาเบี่ยงเบนตำรวจหรอก แต่เป็นเรื่องการปฏิบัติหน้าที่ไปตามขั้นตอนราชการปกติ ด้วยสไตล์สโลว์ไลฟ์
จนในเวลาต่อมา คลิปจากกล้องหน้ารถที่แล่นตามมาจับภาพนาทีเบนซ์พุ่งชนได้ แล้วเผยแพร่ในโซเชียลมีเดียจนช็อกคนทั้งสังคม เพราะเป็นการแล่นด้วยความเร็วอย่างเกินปกติและพุ่งชนอย่างไม่มีเหตุผล
คนทั้งสังคมได้เห็นความจริงอันน่าตกใจของเหตุการณ์ผ่านคลิป แล้วก็เริ่มจับผิดตำรวจต่างๆ นานาว่าทำไมปล่อยปละละเลยล่าช้า
ปัญหาก็คือ ตำรวจเองนั่นแหละที่ปรับตัวไม่ทันตามกระแสสังคมที่ถูกปลุกให้เดือดพล่านด้วยคลิปเหตุการณ์จริง จึงช่วยไม่ได้ที่ ผกก.และรอง ผกก.ท้องที่ต้องถูกย้าย
เพราะคนที่ตื่นตัวได้ทันกลับเป็น ผบ.ตร. เป็น ผบช.ภาค 1 และรีบปรับตัวด้วยการมอบหมายให้ พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ รอง ผบ.ตร.เข้ามาดูแลคดีและคลี่คลายกระแสสังคมได้รวดเร็ว
คดีนี้จึงเป็นบทเรียนให้กับตำรวจทุกท้องที่ ต้องรู้สึกตื่นตัวในทุกคดี อย่าให้ความเหน็ดเหนื่อยที่แบกรับคดีสารพัดในแต่ละวันมาทำให้เกิดความเฉื่อยชา
ขณะเดียวกันนักปฏิรูปที่อยากปฏิรูปตำรวจทั้งหลายต้องตระหนักว่าการแก้ปัญหาตำรวจให้รับใช้ประชาชนได้ดีที่สุดก็คือ การเพิ่มจำนวนโรงพักให้ดูแลประชาชนได้ใกล้ชิดขึ้น ลดพื้นที่ให้เล็กลงกว่าปัจจุบัน
เพราะพื้นที่โรงพักกำหนดกันมายาวนานแล้ว ขณะที่การเพิ่มของประชากรและชุมชนเป็นไปอย่างรวดเร็ว จนตำรวจรองรับไม่ไหว
จนกลายเป็นความเชื่องช้าตามไม่ทันกระแสสังคมและคลิป

