ตีแสกหน้า

8.02.18 | 13:00 น.

สํานวนไทยตามพจนานุกรมฉบับ อ.เปลื้อง ณ นคร แสกหน้า หมายความว่า ตั้งแต่กึ่งกลางหน้าผากขึ้นไปถึงกระหม่อม

ผมคิดถึงสำนวนไทยนี้ขึ้นมา เพราะอ่านจดหมายเปิดผนึกของคุณวิญญัติ ชาติมนตรี เลขาธิการสมาพันธ์นักกฎหมายเพื่อสิทธิเสรีภาพ (สกสส.) โพสต์เฟซบุ๊กถึง พ.อ.บุรินทร์ ทองประไพ นายทหารปฏิบัติการประจำกองบัญชาการกองทัพบก ปฏิบัติหน้าที่ฝ่ายกฎหมายคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ผู้แจ้งความเอาผิดกับกลุ่มประชาชนที่จัดกิจกรรมที่สกายวอล์กหน้าห้างสรรพสินค้าพารากอน

ท้ายจดหมายเขียนว่า ประชาชนกลุ่มเรียกร้องอยากเลือกตั้ง กับประชาชนกลุ่มสนับสนุนให้กำลังใจรองนายกฯ พวกเขาต่างก็มีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น สิทธิพลเมือง สิทธิทางการเมืองในระดับพื้นฐานที่ควรจะต้องมีควบคู่กับอำนาจรัฐ ย่อมไม่ได้กระทบต่อความมั่นคงของรัฐตรงไหน ถ้าจะเอาผิดลงโทษประชาชนต้องคำนึงถึงหลักความได้สัดส่วนและความเหมาะสมด้วย มันจะเป็นตราบาปไปตลอดชีวิต

จดหมายต้องการสื่อความหมายและตอกย้ำการปฏิบัติสองมาตรฐาน ซึ่งได้กลายเป็นองค์ประกอบถาวรของประชาธิปไตยไทยนิยมไปแล้ว รวมทั้งโครงสร้างทางการเมืองตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายประกอบ ที่บัญญัติให้วุฒิสมาชิกมาจากการแต่งตั้งของ คสช.

ซึ่งสะท้อนถึงความเหลื่อมล้ำ ไม่เป็นธรรมทางการเมือง “ถ้าเป็นพวกข้า เชียร์ข้าไม่เป็นไร ถ้าไม่ใช่พวกข้า คัดค้าน ทำตรงข้ามกับข้ามีปัญหา”

Advertisement

การปฏิบัติสองมาตรฐาน จึงเป็นคุณสมบัติหรือองค์ประกอบสำคัญของความเป็นประชาธิปไตยไทยนิยมที่ต้องดำรงอยุู่

นั่นเท่ากับเป็นการยอมรับในหลักการที่ว่า คนเรามีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ไม่เท่าเทียมกัน

ทั้งๆ ที่ความเป็นจริงแล้วการเคลื่อนไหวจัดกิจกรรมเรียกร้องให้การเลือกตั้งเป็นไปตามโรดแมปของกลุ่มประชาชนสกายวอล์ก เจตนาหลักเพื่อทวงสัญญาที่ท่านผู้นำให้ไว้หลายครั้งหลายครา แต่เปลี่ยนไปเรื่อย ก็เท่านั้น ไม่ได้เน้นต่อต้านรัฐบาล คสช. แม่น้ำห้าสาย เป็นหลัก

แต่สิ่งที่ได้รับ การอ้างเหตุผลข้างๆ คูๆ แบบสีข้างเข้าถูว่าเป็นเรื่องของ สนช.ต้องรับผิดชอบการกระทำของตัวเอง แม้ว่าการยืดเวลาการบังคับใช้กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ
ออกไปอีก 90 วัน จะเป็นการดำเนินการร่วมกันก็ตาม

การปฏิบัติสองมาตรฐานที่กำลังถูกตั้งคำถาม ยังลุกลามเป็นไฟลามทุ่งถึงวันนี้ จากเหตุนาฬิกาหรูเพื่อนให้ยืมใส่ ยังไม่มีใครบอกได้ว่าจะจบลงอย่างไร

โพสต์ข้อความทางเฟซบุ๊กอีกฉบับที่นักวิชาการ รศ.ดร.พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต คณบดีคณะพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ เขียนถึงหัวหน้า คสช.และนายกรัฐมนตรี เสนอให้ คสช.ปรับยุทธศาสตร์การเมืองจากยุทธศาสตร์การสืบทอดอำนาจการบริหาร ไปสู่ยุทธศาสตร์การตรวจสอบทางการเมือง ดำรงบทบาทในฐานะเป็นผู้ตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลหลังการเลือกตั้ง ผ่านกลไกวุฒิสภา

ยุทธศาสตร์การสืบทอดอำนาจทำให้เกิดความเสี่ยงต่อทั้งคณะรัฐประหารเองและต่อเกียรติภูมิของกองทัพในภาพรวมด้วย เพราะมีความเป็นไปได้สูงที่จะเกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยประวัติศาสตร์ช่วงเดือนพฤษภาคม พ.ศ.2535 หรือ 14 ตุลาคม พ.ศ.2516

แนวทางการดำเนินการตามยุทธศาสตร์ตามลำดับ 4 ข้อ ข้อแรก หัวหน้าคณะรัฐประหารควรประกาศต่อสาธารณะว่าจะไม่เป็นนายกรัฐมนตรีภายหลังการเลือกตั้งและประกาศวันเลือกตั้งให้ชัดเจน สำหรับบทบาทของรัฐบาลของคณะรัฐประหารก็ประกาศให้ชัดว่าจะมุ่งทำหน้าที่ในการดูแลความสงบมั่นคงของบ้านเมืองและการเตรียมการเลือกตั้งให้ราบรื่นลุล่วงไป

ตรงกับข้อเรียกร้องของคุณอดุลย์ เขียวบริบูรณ์ ประธานและคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 35 ในเวลาต่อมา 4 ประการ หนึ่งในนั้นคือนายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.ต้องประกาศเป็นสัญญาประชาคมให้ชัดเจนครั้งสุดท้ายว่าจะจัดให้มีการเลือกตั้งเมื่อไหร่และต้องไม่เลื่อนโรดแมปอีก 2 ขอให้ พล.อ.ประวิตรพิจารณาตัวเองด้วยการลาออกจากตำแหน่ง สร้างบรรทัดฐานทางจริยธรรม เพราะสถานการณ์ไม่สามารถประคับประคองให้ยาวนานกว่านี้ได้

ความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของท่านเหล่านี้จะได้รับการพิจารณาปฏิบัติตาม หรือปฏิบัติสวนทาง ส่งผลต่อสถานการณ์การเมืองและด้านอื่นๆ อย่างแน่นอน

ต้นเหตุล้วนมาจากประเด็นความเหลื่อมล้ำ ไม่เป็นธรรม การเลือกปฏิบัติ สองมาตรฐาน ไม่ว่าจะเป็นประชาธิปไตยสมบูรณ์หรือประชาธิปไตยไทยนิยมก็ตาม หากปล่อยให้สิ่งนี้เกิดขึ้นและดำรงอยู่ ก็ไปไม่รอดด้วยกันทั้งคู่