หน้าแรก คอลัมนิสต์ แก้ไขไม่แก้แค...

แก้ไขไม่แก้แค้น โดย ชุมฉันท์ ชำนิประศาสน์

7.02.18 | 15:00 น.
แฟ้มภาพ

มีคดีเกี่ยวข้องกับการแก้แค้นในประเทศประชาธิปไตยอยู่สองคดีที่เป็นข่าวอยู่เมื่อเร็วๆ นี้ เหมาะสำหรับการศึกษาเรียนรู้ โดยเฉพาะบ้านเราที่ระบบและระบอบประชาธิปไตยกระท่อนกระแท่น หรือพยายามจะบอกว่าอยากได้อย่างสมบูรณ์แบบ แต่ไปชิงอำนาจประชาชนมา

คดีแรกเป็นคดีมือปืนขับรถมายิงใส่กลุ่มคนที่ดูออกว่าเป็นผู้อพยพเพราะผิวดำเด่นเห็นชัด ในเมืองมาเซราตา ประเทศอิตาลี เมื่อวันที่ 3 ก.พ.

เหยื่อที่ถูกยิงเป็นผู้ลี้ภัยจากแอฟริกาบาดเจ็บ 6 คน ส่วนมือปืนเป็นหนุ่มอิตาลีผิวขาว อายุ 28 ปี ขณะก่อเหตุเอาธงชาติอิตาลีคลุมไหล่มาด้วย

สอบสวนเบื้องต้นพบว่านิยมแนวการเมืองขวาจัดระดับฟาสซิสต์

หนุ่มมือปืนให้การรับสารภาพเป็นคนก่อเหตุจริงเพราะไม่พอใจที่ได้ยินข่าวว่าผู้ลี้ภัยชาวไนจีเรียมีส่วนเกี่ยวข้องกับการตายของหญิงสาวอิตาลีวัย 18 ปีที่ถูกพบเป็นศพเมื่อ 31 ม.ค.ปีนี้

Advertisement

เป็นคำสารภาพที่พยายามจะให้ดูดีว่าต้องการทวงความยุติธรรม แต่จริงๆ คือการแก้แค้นเอากับคนที่ไม่เกี่ยวข้องด้วย

รมว.กิจการภายในอิตาลี หรือเทียบเท่ากับกระทรวงมหาดไทยบ้านเรา ชื่อ มาร์โก มินนิตี กล่าวเตือนถึงประเด็นนี้ไว้ดีมาก ว่าระบอบประชาธิปไตยไม่ได้เปิดช่องให้บุคคลทวงคืนความยุติธรรมด้วยตนเองโดยลำพัง การกระทำเช่นนี้ไม่อาจนับได้เลยว่าทำเพื่อความยุติธรรม

เพราะถ้าเป็นประชาธิปไตยต้องรู้จักแยกแยะ ต้องยึดถือระบบเหนือความรู้สึกส่วนตัวหรือตัวบุคคล

อีกคดีที่น่าคิดเช่นกัน เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์สะเทือนขวัญคนทั่วโลกเมื่อปี 2558 เมื่อเกิดเหตุสังหารหมู่ 130 ศพในกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส แต่กลับมาเป็นข่าวใหญ่ช่วงนี้ เพราะมีการไต่สวนคดีที่ผู้ต้องหาคนหนึ่งเกี่ยวข้องด้วย

ในเหตุก่อการร้ายช็อกโลกในวันศุกร์ 13 เดือนพฤศจิกายนปี 2558 ผู้ก่อการร้ายแยกทีมออกเป็น 3 ทีม ทีมละ 3 คน ไล่ฆ่าเหยื่อตามสถานที่ต่างๆ โดยเฉพาะที่ชุมนุมคนจำนวนมากในคอนเสิร์ต และหน้าสนามฟุตบอล

ผู้ก่อการร้ายถูกวิสามัญฯ เกือบหมด เหลือรอดมาคนเดียว ชื่อ ซาลาห์ อับเดสลาม อายุ 28 ปี

สัปดาห์นี้ถูกส่งตัวจากเรือนจำในฝรั่งเศสมาขึ้นศาลที่เบลเยียม ในคดีขัดขืนการจับกุมและพยายามฆ่าเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งหนุ่มรายนี้ไม่ให้ความร่วมมือ

ไม่ยืนเคารพศาล ไม่ยอมตอบคำถามในการไต่สวน

เพียงอธิบายด้วยประโยคที่สะท้อนความรู้สึกและแจงเหตุผลในการก่อเหตุ ว่ามุสลิมเป็นฝ่ายที่ถูกตัดสินและปฏิบัติโดยไม่มีปรานี ไม่มีการสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์

ประโยคดังกล่าวนี้ถ้าพิจารณาเนื้อหาแล้วมีส่วนถูกอยู่ในหลายๆ กรณี แต่ถ้าคิดถึงการทำลายชีวิตผู้อื่นเพื่อแก้แค้น นี่ไม่ใช่สิ่งถูกต้องอย่างแน่นอน

ในระบอบประชาธิปไตย การทวงความยุติธรรมมีหลักการและกระบวนการต่างๆ ที่ต้องไม่เอาชีวิตเลือดเนื้อกัน ต้องเป็นการแก้ไขปัญหาที่ไม่ใช่การแก้แค้น

เมื่อมีการยึดระบบแล้วจะช่วยให้สังคมขับเคลื่อนความยุติธรรมไปได้ โดยไม่เอาความคิดส่วนตัวมาอ้างเป็นเรื่องของส่วนรวม

………….

ชุมฉันท์ ชำนิประศาสน์