หน้าแรก คอลัมนิสต์ อนาคตของชนกลุ...

อนาคตของชนกลุ่มน้อย กับโครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย โดย : ลลิตา หาญวงษ์

9.02.18 | 12:09 น.
กิโลเมตรที่ 0 จุดเริ่มต้นถนนสายทวาย-กาญจนบุรี

เมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน ผู้เขียนได้รับคำเชิญจากอาจารย์วีระ ธีรภัทร ให้เดินทางไปสำรวจพม่าภาคใต้ด้วยกัน นับเป็นครั้งที่ 2 ที่ผู้เขียนได้ไปเยือนทวาย แต่ความรู้สึกหลังจากได้ไปเยือนทวายครั้งหลังนี้แตกต่างจากครั้งแรก
มากทีเดียว การไปกับนักวิเคราะห์อย่างอาจารย์วีระ นักประวัติศาสตร์อย่างศาสตราจารย์ ดร.สุเนตร ชุตินทรานนท์ และนักธุรกิจอีกจำนวนหนึ่งเปิดหูเปิดตาของผู้เขียน ที่ผ่านมาภาพของทวายสำหรับผู้เขียนเป็นภาพเบลอๆ และเป็นส่วนผสมระหว่างเมืองเล็กๆ ที่มีเสน่ห์น่าเย้ายวนหลงใหล ด้วยบ้านไม้เก่าสไตล์โคโลเนียล บ้านเรือนที่เป็นระเบียบและสะอาดตา ต่างกับเมืองขนาดใหญ่อื่นๆ ในพม่า และทรัพยากรประเภทอาหารทะเลที่อุดมสมบูรณ์อย่างน่าอัศจรรย์ อย่างไรก็ดี นอกจากทวายจะมีภาพการเป็นเมืองทางวัฒนธรรมที่เก่าแก่แล้ว ภาพที่หลายคนคุ้นชินกับทวายมากที่สุดน่าจะเป็นเมกะโปรเจ็กต์ในนามเขตเศรษฐกิจพิเศษและท่าเรือน้ำลึกทวาย ที่ว่ากันว่าจะเปลี่ยนโฉมการขนส่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กันเลยทีเดียว

แต่หากผู้อ่านท่านใดเคยไปเยือนเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย ที่อยู่ห่างตัวเมืองทวายไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือเกือบ 30 กิโลเมตร อาจจะรู้สึกงงๆ เหมือนกับผู้เขียนว่าเหตุใดโครงการที่ “ฟัง” ดูยิ่งใหญ่และเปี่ยมไปด้วยความหวังจึงเต็มไปด้วยพื้นที่รกร้างว่างเปล่าสุดลูกหูลูกตา เหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะโครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษที่บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด ได้รับสัมปทานในการใช้ประโยชน์จากพื้นที่ถึง 60 ปี มีปัญหามาโดยตลอด ทั้งปัญหาการร้องเรียนจากชาวบ้านในท้องที่ที่มองว่าไม่ได้รับค่าเวนคืนที่ดินที่เป็นธรรม รวมทั้งปัญหาด้านการเงินของอิตาเลียนไทยเอง ซึ่งต่อมาทำให้อิตาเลียนไทยต้องตัดสินใจหยุดโครงการไว้ชั่วคราวตั้งแต่ปี 2013 (พ.ศ.2556) และถอนตัวออกมาจากสัมปทานเขตเศรษฐกิจพิเศษทวายในปี 2015 (พ.ศ.2558) นับตั้งแต่นั้นมา โครงการที่ทวายก็ถูกแขวนไป แม้จะมีความพยายามรื้อฟื้นให้เดินหน้าก่อสร้างมาอย่างต่อเนื่อง

ภายหลังอิตาเลียนไทยแขวนโครงการนี้มาหลายปี ตั้งแต่ปี 2015 รัฐบาลญี่ปุ่น (ฝ่ายองค์กรให้เงินขนาดใหญ่อย่าง JICA) เพิ่งประกาศสำรวจความเป็นไปได้ในการลงทุนที่เขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย หรือกล่าวแบบตรงๆ คือหากอิตาเลียนไทยพับเสื่อกลับบ้านแล้ว จะมีความเป็นไปได้หรือไม่อย่างไรที่ญี่ปุ่นจะเข้ามาลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษทวายต่อ แต่แม้ญี่ปุ่นจะเสนอตัวเข้ามาเป็นผู้ลงทุน แต่ก็มีปัญหาอื่นๆ เกิดขึ้น เช่น ญี่ปุ่นจี้ให้ทางพม่าปรับเปลี่ยนแผนเดิมที่รัฐบาลพม่าเคยลงนามในเอ็มโอยูกับอิตาเลียนไทย

นอกจากนี้ โครงการท่าเรือน้ำลึกทวายก็ยังถูกต่อต้านจากกลุ่มสิ่งแวดล้อมและชาวบ้านในท้องที่มาอย่างต่อเนื่อง

เมื่อเทียบกับนิคมอุตสาหกรรมติลาวา (Thilawa Special Economic Zone) ที่เมืองสิเรียม ไม่ไกลจากเมืองย่างกุ้ง ซึ่งรัฐบาลญี่ปุ่นเข้ามาลงทุนตั้งแต่ปี 2011 (พ.ศ.2554) และมีแผนจะสร้างเฟสแรกให้เสร็จภายในปี 2016 (พ.ศ.2559) กลับเปิดให้บริการก่อนเวลาที่กำหนดไว้ถึงเกือบ 1 ปี และในปัจจุบันมีนักลงทุนต่างชาติเข้าไปจับจองพื้นที่โรงงานภายในเขตเศรษฐกิจพิเศษจนเกือบเต็มหมดแล้ว ติลาวาเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ 1 ใน 3 แห่งของพม่า แม้จะมีขนาดเล็กกว่าแหล่งอื่น และอาจจะเสียเปรียบที่ไม่ได้มีโครงการท่าเรือน้ำลึกรวมเป็นแพคเกจมาด้วย แต่ติลาวากลับได้รับผลตอบรับที่ดีมาก เพราะนอกจากจะเข้าไปช่วยพัฒนาเมืองสิเรียม อันเป็นเขตชานเมืองหนึ่งของย่างกุ้ง และขยายความเจริญเข้าไปตามหัวเมืองอื่นๆ รอบนอกแล้ว ติลาวายังดึงดูดเม็ดเงินมหาศาลเข้าไปช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจพม่าที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว และเนื่องจากใช้เวลาก่อสร้างไม่นาน มีระบบแบบแผนที่ดีตามสไตล์ของญี่ปุ่น ติลาวาในวันนี้ที่ถือกำเนิดหลังโครงการท่าเรือน้ำลึกที่ทวายเพียง 2 ปี กลับเปิดใช้งานอย่างเป็นทางการไปแล้วเรียบร้อย

Advertisement

คงจะไม่เกินจริงไปนักหากจะกล่าวว่าโครงการท่าเรือน้ำลึกที่ทวายนั้นใหญ่เกินตัวอิตาเลียนไทยมาก ด้วยเหตุนี้โครงการจึงล่าช้าและเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ในปัจจุบัน ทางอิตาเลียนไทยและรัฐบาลพม่าได้ตกลงกันแล้วว่าทางบริษัทจะรับผิดชอบเฉพาะส่วนท่าเรือน้ำลึกและนิคมอุตสาหกรรมเท่านั้น ด้านถนนที่เชื่อมท่าเรือน้ำลึกกับด่านบ้านพุน้ำร้อนจังหวัดกาญจนบุรี ความยาวประมาณ 150 กิโลเมตรนั้น รัฐบาลพม่าจะรับผิดชอบเอง โดยรัฐบาลพม่าจะกู้เงินจากรัฐบาลไทยจำนวน 4,500 ล้านบาท เพื่อก่อสร้างทางให้แล้วเสร็จ คาดว่าจะเดินเครื่องสร้างถนนภายในปีนี้ เมื่อรัฐบาลพม่ากลับไปรับผิดชอบการสร้างถนนทวาย-กาญจนบุรี ก็เกิดคำถามขึ้นว่าบริษัทใดจะเข้ามารับสัมปทานการสร้างถนนเส้นนี้

ทางอิตาเลียนไทยค่อนข้างมั่นใจว่าแม้เอกชนจะต้องทำตามระเบียบยื่นซองประมูล แต่ตนคงจะได้สัมปทานการสร้างถนนเส้นนี้เพราะอิตาเลียนไทยมีเครื่องจักรอยู่ในพื้นที่อยู่แล้ว

ปัญหาอีกประการหนึ่งที่ทำให้โครงการท่าเรือน้ำลึกทวายและการตัดถนนล่าช้ากว่าที่ควรจะเป็นคือเส้นทางระหว่างทวายสู่กาญจนบุรีตัดผ่านพื้นที่ของชาวกะเหรี่ยงที่ยังควบคุมโดยเคเอ็นยู (Karen National Union) กองกำลังติดอาวุธของกะเหรี่ยงที่ยังมีบทบาทสำคัญอยู่ในพื้นที่ เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมาเคเอ็นยูเพิ่งออกข้อเรียกร้อง 4 ข้อต่อรัฐบาลที่เนปิดอว์ สาระสำคัญคือเรียกร้องให้รัฐบาลพม่าให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ สิทธิของชุมชน และการดำเนินโครงการอย่างโปร่งใส ถนนความยาว 150 กิโลเมตรนี้ตัดผ่านเขตภูเขาสูงที่มีป่าไม้อุดมสมบูรณ์ เต็มไปด้วยชุมชนใหญ่น้อยที่อยู่ในพื้นที่มายาวนาน เคเอ็นยูยังเรียกร้องให้รัฐบาลพม่าแสดงให้เห็นว่าโครงการพัฒนาที่จะเกิดขึ้นจะเป็นประโยชน์กับชุมชนกะเหรี่ยงของตน

ข้อเรียกร้องของเคเอ็นยูอย่างละเอียด มีดังนี้ 1) รัฐบาลพม่าต้องจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบที่มีต่อสิ่งแวดล้อม (ESIA) และปฏิบัติตามกฎหมายของพม่า และนโยบายว่าด้วยที่ดินและป่าไม้ของฝั่งกะเหรี่ยง 2) รัฐบาลพม่าต้องเจรจากับชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากโครงการนี้ เพื่อการันตีว่ารัฐบาลมุ่งมั่นพัฒนาโครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษทวายอย่างยั่งยืน และมีผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนน้อยที่สุด 3) รัฐบาลจะต้องชดเชยค่าเสียหายและค่าเวนคืนที่ดินให้กับชาวบ้านอย่างเหมาะสม และมีโครงการเพื่อรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นระบบและมีมาตรฐานสากล และ 4) การสร้างถนนจะมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนชาวกะเหรี่ยงให้น้อยที่สุด

ข้อเรียกร้องนี้ของเคเอ็นยูมีความน่าสนใจยิ่ง เพราะชี้ให้เห็นว่าภายใต้การเจรจาสันติภาพระดับชาติที่รัฐบาลเอ็นแอลดีพยายามผลักดันมาโดยตลอด ชนกลุ่มน้อยเริ่มมีบทบาทสำคัญ เปรียบเสมือนภาคประชาสังคมที่มีแรงขับเคลื่อนนโยบายระดับชาติและกรองคราบเขม่าเทาๆ ที่มีให้เห็นทั่วไป และชี้ให้เห็นชัดเจนว่าโครงการท่าเรือน้ำลึกที่ทวายมีปัญหาที่หมักหมมมานานจริง โดยเฉพาะความสัมพันธ์ระหว่างภาครัฐพม่า บริษัท อิตาเลียนไทยฯ ชุมชนชาวกะเหรี่ยงหรือกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ ในพื้นที่ และเคเอ็นยู ในอนาคตหากปัญหานี้ไม่ได้รับการแก้ไข อาจเป็นชนวนหนึ่งที่ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลพม่ากับกลุ่มชาติพันธุ์แย่ลงก็เป็นได้

โครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษที่ทวายจึงมิได้เป็นโครงการของเพียงรัฐบาลพม่าและรัฐบาลไทยเท่านั้น แต่ยังเป็นภาพแทนของความขัดแย้งด้านชาติพันธุ์ที่หลอกหลอนพม่ามาหลายสิบปีด้วย