นับวันบทสรุปเมื่อเดือนกันยายน 2558 ของ นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ต่อกรณีคว่ำร่างรัฐธรรมนูญโดย สปช.ที่ว่า
“เขาอยากอยู่ยาว”
จะได้รับการยอมรับอย่าง หนักแน่น ลึกซึ้งและกว้างขวาง กระทั่ง ยกระดับเป็น “กระแส” ร่วมในทางสังคม
จนนำไปสู่คำขวัญ “ยื้อเลือกตั้ง ยื้ออำนาจ”
เพราะยิ่งทอดเวลาของ “การเลือกตั้ง” ออกไปยาวนานมากเพียงใด ยิ่งเท่ากับเป็น “การยื้ออำนาจ” ทางการเมืองออกไปยาวนานมากเพียงนั้น
กระนั้น คำถาม 1 ที่เสนอเข้ามาอย่างเฉียบขาด
นั่นก็คือ คำถามที่ว่า การอยู่ยาวโดยไม่มี “การเลือกตั้ง” จะเป็นผลดี หรือว่าจะเป็นผลเสียให้กับ “คสช.” กันแน่
คำถามนี้แหลมคมและทรงความหมาย
ความเห็น 1 ที่เผยแพร่อย่างกว้างขวางก็คือ การยังคงอำนาจทางการเมืองไว้จะยิ่งทำให้เกิดการกระชับอำนาจของ คสช.หนักแน่น และมั่นคงมากยิ่งขึ้น
ขณะเดียวกัน ก็นำไปสู่ความเชื่อ 1 ที่ว่า อำนาจนั้นจะเป็น “ผลดี”
ไม่เพียงดีในทางการเมืองเพราะว่า คสช.สามารถเคลื่อนไหวไม่ว่าจะเป็น “ประชารัฐ” ไม่ว่าจะเป็น “ไทยนิยม ยั่งยืน” โดยอาศัยเงินงบประมาณแผ่นดินอย่างเต็มที่ และหากประสบผลสำเร็จก็จะป่าวร้องได้ว่านี่คือ “ผลงาน”
เท่ากับเป็นกระดานหกในทางการเมือง
คำโฆษณาที่ว่า เศรษฐกิจฟื้นตัวแล้ว กำลังซื้อมาแล้ว ราคาสินค้าเกษตรโงหัวขึ้นถ้วนหน้า จะไม่มีคนจนเหลืออยู่แล้ว
ตรงนี้ต่างหากคือเครดิตของ “คสช.”
แม้จะมีความเชื่อมั่นเช่นนี้ปรากฏขึ้น แต่ความสงสัยที่ตามมาโดยอัตโนมัติก็คือ หากมีผลงานและความสำเร็จเหตุใดจึงไม่ยอม “เลือกตั้ง”
เพราะหากว่าไม่ว่า “ประชารัฐ” ไม่ว่า “ไทยนิยม ยั่งยืน” หากมีความยั่งยืนสามารถสัมผัสได้อย่างเป็นรูปธรรม นั่นเท่ากับตีป้อมค่าย “ประชานิยม” พังทลาย
“คสช.” ย่อมเข้าไปแทนที่ “ไทยรักไทย”
ความรุ่งโรจน์ที่พรรคไทยรักไทยเคยได้รับเมื่อเดือนมกราคม 2548 พรรคพลังประชาชนเคยได้รับเมื่อเดือนธันวาคม 2550
ก็ยากที่จะแสดงฤทธิ์แสดงเดชได้อีก
เดิมพันอย่างแท้จริงจึงอยู่ที่ว่า คสช.สามารถเข้าไปนั่งอยู่ในหัวใจของประชาชนได้อย่างองอาจสง่างามหรือไม่
หากดูจาก 3 ปีที่ผ่านไปก็ยังไม่แน่
เพราะหากแน่แท้อย่างสามารถจับต้องได้คงมีการปลดล็อกพรรคการเมืองให้สามารถเคลื่อนไหวและทำกิจกรรมได้
แต่นี่ไม่เพียงแต่ไม่เลิกคำสั่งหัวหน้า คสช.ฉบับที่ 57/2560
หากแต่ยังมีคำสั่งหัวหน้า คสช.ฉบับที่ 53/2560 เพื่อสร้างเงื่อนไขในการเซตซีโร่ พรรคการเมืองเดิมและสร้างเงื่อนไขในการเลื่อนการเลือกตั้งออกไปอีก
เวลาที่เหลือในปี 2561 จึงเท่ากับด้าน 1 ยืนยันอย่างเป็นรูปธรรมว่า 3 ปีที่ผ่านมายังไม่อยู่ในจุดอันถือได้ว่าสำเร็จ จึงต้อง “ขอเวลาอีกไม่นาน” เพื่อสร้างผลงานต่อไป
แต่ 1 เวลาที่เหลืออีก 1 ปีก็มีความไม่แน่นอนสูง
ไม่แน่นอนเพราะอยู่ในห้วงอย่างที่เรียกว่า “กองหนุน” กลายเป็น “กองหน่าย” และได้รับการเรียกขานว่าเป็นรัฐบาล “ขาลง” เด่นชัดเป็นลำดับ
การ “อยู่ยาว” จึงไม่แน่ว่าจะเป็น “ผลดี” เสมอไป

