มีเวลาว่างเมื่อใดก็มักหยิบพระสูตรขึ้นมาอ่าน อ่านทีไรได้ความคิดใหม่ๆ ให้เอามาเขียนขายกินเมื่อนั้น วันนี้ก็เหมือนกัน ถึงเวลาจะต้องส่งต้นฉบับ ไม่รู้จะเขียนอะไร เปิดพระสุตตันปิฎก เจอเรื่องพระพุทธเจ้าทรงสอนเด็กเข้าพอดี ขอนำมาขยายต่อเสียเลย
น่าสังเกตว่า พระสูตรที่ทรงสอนนั้นส่วนมากจะทรงสอนผู้ใหญ่ ไม่ว่าบรรพชิตและคฤหัสถ์ ที่สอนเด็กๆ มีน้อย เท่าที่นึกออกและเปิดพบขณะนี้มีอยู่สองสูตร สูตรแรกชื่อ ทัณฑสูตร ความย่อว่า ขณะพระพุทธองค์เสด็จออกบิณฑบาตในเมืองสาวัตถี ทอดพระเนตรเห็นเด็กกลุ่มหนึ่งเอาไม้ไล่ตีงู จึงตรัสถามว่า “พวกเธอตีงูทำไม”
“กลัวมันกัด พระเจ้าข้า” เด็กน้อยรายงาน
พระองค์ทรงเห็นว่าพวกเด็กเบียดเบียนสัตว์โดยไม่มีเหตุผล จึงตรัสถามว่า
“ถ้าเผื่อใครเขาตีพวกเธอ พวกเธอจะเจ็บไหม”
“เจ็บ พระเจ้าข้า”
“อยากให้เขาตีไหม”
“ไม่อยาก พระเจ้าข้า”
“งูก็เหมือนพวกเธอนั่นแหละ มันไม่อยากให้ใครตีมัน มันเจ็บเหมือนกัน ถ้าพวกเธอไม่อยากให้ใครรังแก ก็อย่ารังแกคนอื่นสิจ๊ะ” พระองค์ทรงถือโอกาสสั่งสอนพวกเขา พวกเขาต่างเห็นด้วย ทิ้งท่อนไม้เลิกไล่ตีงูทันที
หลายคนเวลาเห็นเด็กไล่ตีสัตว์อยู่อาจดุด่าหรือตะเพิดไล่ วิธีนี้ได้ผลเหมือนกัน คือ เด็กเลิกรังแกสัตว์ แต่พอลับตาผู้ใหญ่ เด็กอาจทำเช่นเดิมอีก เพราะไม่ได้บอกเหตุผลให้เด็กเข้าใจ หลายคนอาจใช้วิธีขู่ให้เด็กกลัว วิธีนี้นอกจากไม่ช่วยให้เด็กเติบโตด้วยสติปัญญาและเหตุผลแล้ว ยังจะเพาะเชื้อแห่งความเก็บกดก้าวร้าวในสันดานของพวกเขาอีกด้วย
พระสูตรนี้น่าจะเป็นตัวอย่างแก่พ่อแม่ ครู อาจารย์ ได้กระมังว่า ไม่ควรเลี้ยงดูปลูกฝังเด็กด้วยอารมณ์ แต่ควรเลี้ยงดูปลูกฝังด้วยเหตุผล
สูตรที่สองชื่อ ราหุโลวาทสูตร คราวนี้ทรงเทศน์สอนพระโอรสของพระองค์ พระราหุล
น้อย ยังไงเล่าครับ เย็นวันหนึ่ง ขณะทรงถือขันน้ำล้างพระบาท ทรงเหลือน้ำในขันไว้หน่อยหนึ่ง แล้วหันมาตรัสถามราหุลว่า “เห็นน้ำที่เหลือหน่อยหนึ่งในขันนี้ไหม ราหุล” “เห็น พระเจ้าข้า” ราหุลกราบทูลตอบ
“จำไว้นะราหุล คนที่พูดเท็จทั้งที่รู้จะมีคุณธรรมเหลือในตัวนิดเดียว ดุจน้ำในขันนี้” แล้วทรงเทน้ำออกหมด ตรัสถามต่อไป “เธอเห็นน้ำที่เราเททิ้งทั้งหมดหรือไม่”
“เห็น พระเจ้าข้า”
“จำไว้นะราหุล คนที่ชอบพูดเท็จทั้งที่รู้ก็จะ ‘เทคุณธรรมทิ้งหมด’ เหมือนอย่างนี้แหละ” จากนั้นทรงคว่ำขันลงแล้วตรัสถามว่า “เห็นขันที่คว่ำนี่ไหม” เมื่อเธอรับว่าเห็น พระองค์ตรัสถามต่อไปว่า “จำไว้นะ คนที่ชอบพูดเท็จทั้งที่รู้ จัดว่า ‘คว่ำคุณธรรมทิ้ง’ เหมือนขันคว่ำนี้แหละ”
จากนั้นทรงหงายขันอันว่างเปล่าขึ้นตรัสถามว่า
“ราหุล เห็นขันอันว่างเปล่าไม่มีน้ำสักหยดนี้ไหม”
“เห็น พระเจ้าข้า”
“จำไว้นะ คนที่ชอบพูดเท็จทั้งที่รู้ จะไม่มีคุณงามความดีอะไรเหลืออยู่เลย ว่างเปล่าเหมือนขันน้ำใบนี้แหละ”
บทสนทนาระหว่าง “พ่อลูก” นี้น่าศึกษายิ่ง ทรงใช้อุปกรณ์หรือที่เรียกในภาษาสมัยใหม่ว่า ทรงใช้ “สื่อการสอน” แสดงเป็นขั้นเป็นตอนให้เห็นภาพชัดเจน
-ทรงถือขันน้ำ
-เทน้ำจนเหลือนิดเดียว
-เทน้ำจนหมดขัน
-คว่ำขันลง
-หงายขันเปล่าขึ้น
แล้วทรงเปรียบเทียบให้เห็น ให้เกิดการเรียนรู้ทีละขั้นทีละตอน ว่าคนชอบพูดเท็จทั้งที่รู้ เทคุณงามความดีทิ้งตามลำดับจนไม่เหลืออย่างไรบ้าง
แสดงชัดแจ๋วแหววอย่างนี้ อย่าว่าแต่สามเณรราหุลเลย ต่อให้เด็กปัญญาทึบทั่วไปก็เข้าใจได้

