1.ตำนานความรัก : ความรักมีจุดเริ่มต้นมาจากไหนและใครเป็นปฐมบทแห่งความรัก ยังสืบค้นหาได้ไม่ชัดเจนมากนักเนื่องเพราะจุดกำเนิดของวันแห่งความรักนั้น มีลักษณะเป็นนวนิยาย ไม่ปรากฏตัวตนที่สามารถยืนยันได้ว่า “เป็นใครกันแน่ที่ก่อกำเนิดหรือจุดประกายความรัก” ที่เรากล่าวกันว่า เป็นเซนต์วาเลนไทน์
(St. Valentine) เมื่อสืบค้นเรื่องราวก็ไม่ปรากฏชัดว่า เซนต์วาเลนไทน์คนไหนเพราะมีชื่อซ้ำกันหลายคน ที่สร้างตำนานวันแห่งความรักให้กับชาวโลก แต่ถึงกระนั้นเมื่อเอ่ยถึงคำว่า “ความรัก” ก็ไม่ควรที่จะพึงสงสัยหรือลังเล เพราะความรักเป็นเสมือนหนึ่งยาอายุวัฒนะของมนุษย์และเป็นวิตามินที่ยอดเยี่ยมสำหรับหัวใจทุกดวง เพียงแต่ต้องทำความเข้าใจกับคำว่า ความรัก ให้ครบถ้วนและถูกต้องเท่านั้น
2.ปรัชญาแห่งความรัก : นักบุญวาเลนไทน์ ที่บรรดานักรักทั้งหลายมักเอ่ยถึงว่าเป็นเจ้าตำรับแห่งความรักนั้นจะมีจริงหรือไม่ก็ตาม แต่ความจริงของสังคมโลกปัจจุบันเมื่อถึงต้นเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปีก็เริ่มเทศกาลวันแห่งความรักกันอย่างคึกคักและสนุกสนานเบิกบานใจเป็นอย่างยิ่งจนกระทั่งถึงวันที่ 14 กุมภาพันธ์จึงจะสิ้นสุดเทศกาลวันแห่งความรัก เพราะวันที่ 14 กุมภาพันธ์เป็นวันแห่งความรักนั่นเอง ซึ่งกว่าจะถึงวันที่ 14 กุมภาพันธ์ นักรักทั้งหลายก็อ่อนเพลียและเหน็ดเหนื่อยกันแล้ว เพราะความรักในสังคมโลกปัจจุบันได้กลายพันธุ์จากความรักที่เป็นดอกบัวสีขาวมาเป็นดอกกุหลาบสีชมพูเรียกว่า ความรักที่เริ่มต้นด้วยการให้และเสียสละแม้กระทั่งชีวิต เพื่อมอบให้กับชาวโลกนั้น แปรเปลี่ยนเป็นความรักเพื่อจะรับและแลกเปลี่ยนรสชาติทางเพศระหว่างกัน จึงเป็นความรักที่นำไปสู่ความทุกข์ระทมขมขื่นแก่จิตใจ เรียกว่าชิมรสรักไม่นานนักก็เบื่อหน่าย ความรักจึงกลายเป็นยาพิษ ด้วยเหตุนี้จึงมีผู้รู้ได้เขียนปรัชญาแห่งความรักไว้ว่า “ความรักคือน้ำตาล น้ำหวาน และยาพิษ คือหยาดน้ำอมฤตอันชื่นชุ่ม คือเกสร ดอกไม้ และไฟรุม คือความกลุ้ม ความฝัน นั่นแหละรัก”
ความรักจะเป็นไปอย่างที่ปรัชญาแห่งความรักกล่าวไว้หรือไม่ นักรักทั้งรุ่นเดอะและรุ่นเยาว์ทั้งหลายลองพินิจพิเคราะห์ดูให้ถี่ถ้วน ก่อนที่ความรักจะกัดกินจิตใจ ทำลายอนาคต ชีวิต และการงานแทบหมดสิ้น ดังที่ปรากฏเป็นข่าวทางสื่อกระแสหลักแทบทุกวันและทุกวงการ หรือกลุ่มอาชีพ
3.ลักษณะของความรัก : มนุษย์ปุถุชนคือ คนที่ยังมีกิเลสและตัณหา ย่อมปรารถนาและหรือแสวงหาความรักกันทุกคน เพราะความรักมันทำให้หัวใจเบิกบาน ความรักทำให้หัวใจชื่นชุ่ม ความรักทำให้เกิดแรงกระตุ้นผลักดันชีวิตให้ต่อสู้ และความรักทำให้ชีวิตมีความสุขและความอบอุ่น เมื่อเป็นเช่นนี้ จึงมีความจำเป็นต้องเรียนรู้รูปแบบหรือลักษณะของความรักเพื่อสร้างแรงผลักที่สร้างสรรค์ให้กับชีวิต ซึ่งรูปแบบที่สำคัญประกอบด้วย
3.1 ความรักแบบคู่เวรคู่กรรม : ได้แก่ความรักเมื่อได้สมใจอยากแล้ว มีแต่เรื่องทะเลาะเบาะแว้งขัดแย้ง และทุบตีกันอยู่ตลอดเวลา หย่าก็ไม่ได้หนีก็ไม่พ้น ต้องทนทุกข์ทรมานอยู่จนตาย
3.2 ความรักแบบคู่ทุกข์คู่ยาก : ได้แก่ความรักที่เมื่อได้ครอบครองแล้ว ช่วยกันทำมาหากิน อดทน ต่อสู้ ฟันฝ่าปัญหาและอุปสรรคนานัปการ เพื่อให้ครอบครัวเป็นปึกแผ่นและมั่นคง
3.3 ความรักแบบคู่สร้าง-คู่สม : ได้แก่ความรักเมื่อมาบรรจบกันแล้ว ต่างฝ่ายต่างมีความพอดี มีความพอประมาณ ในการดำรงชีวิต ก่อนแต่งงานเคยมีความรักความผูกพันต่อกันอย่างไร ภายหลังการแต่งงานแล้วก็เป็นเช่นนั้น
รูปแบบหรือลักษณะของความรักนั้นอาจจะมีมากมายสุดแท้แต่สังคมและวัฒนธรรม รวมทั้งสิ่งแวดล้อมของแต่ละพื้นที่หรือภูมิประเทศนั้นๆ แต่โดยหลักใหญ่ใจความแล้ว น่าจะมีอยู่เพียง 3 ลักษณะดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น
4.ความรักเชิงพุทธ : เทศกาลวันแห่งความรักในแต่ละปีนั้น เขตทุกเขตรวมทั้งอำเภอและจังหวัดทั่วประเทศไทยต่างขึ้นป้ายรณรงค์และเชิญชวนให้ประชาชนคนหนุ่มสาว หรือล่วงเลยผ่านวัยหนุ่มสาวไปแล้ว ยังไม่ได้จดทะเบียนสมรสให้ถูกต้องตามกฎหมายให้ถือฤกษ์ยามวันแห่งความรักคือวันที่ 14 กุมภาพันธ์ เป็นวันสุกดิบของชีวิต โดยเฉพาะเขตต่างๆ ในกรุงเทพมหานครได้มีการรณรงค์กันอย่างคึกคัก และเขตที่มีประชาชนนิยมไปรอเข้าคิวจดทะเบียนสมรสมากที่สุดคงหนีไม่พ้นเขตบางรัก และเขตที่สันนิษฐานหรือคะเนว่าจะมีประชาชนไปรอคิวจดทะเบียนสมรสน้อยที่สุดน่าจะเป็นเขตบางพลัด
การจดทะเบียนสมรสในเขตใดหรืออำเภอไหนจึงจะเป็นสิริมงคลแก่คู่สมรสหรือคู่บ่าวสาวมากที่สุด คำตอบคือ สะดวกที่ไหนให้ไปที่นั่น เพราะความเป็นสิริมงคลขึ้นอยู่กับการกระทำหรือการปฏิบัติต่อกันเป็นประการสำคัญ ด้วยเหตุนี้ ในทางพระพุทธศาสนาจึงบอกแนวทางชีวิตคู่ที่สมประสงค์ คืออยู่กันอย่างมีเกียรติและศักดิ์ศรี ต้องมีหลักธรรมในการยึดเหนี่ยวต่อกัน 4 ประการ คือ
4.1 สมสัทธา : มีรสนิยมคล้ายคลึงกัน
4.2 สมสีลา : มีอัธยาศัยใจคอคล้ายคลึงกัน
4.3 สมจาคา : มีจิตอาสาคล้ายคลึงกัน
4.4 สมปัญญา : มีการศึกษาคล้ายคลึงกัน
การมีรสนิยม คือความเชื่อมั่น การมีระเบียบวินัยหรือลักษณะนิสัย การมีจิตใจที่โอบอ้อมอารี และมีการศึกษาที่ใกล้เคียงกัน จะทำให้ชีวิตคู่อยู่กันอย่างมั่นคงและยั่งยืน แต่ถ้าให้เกิดความสมดุลในการครองรัก-ครองเรือน ขอแถมอีกข้อคือ สมกามา ได้แก่การมีเพศสัมพันธ์ที่คล้ายคลึงกัน
สรุป : ชีวิตกับความรักเป็นสิ่งที่ควบคู่กันหากแยกออกจากกันย่อมเกิดความว้าเหว่และสิ้นหวัง เพียงแต่นักรักทั้งหลายต้องสร้างชีวิตและความรักให้เกิดความสมดุล มั่นคง และยั่งยืน เพราะชีวิตและความรักที่ขาดรากฐานที่สมดุล มั่นคง และยั่งยืน จะนำไปสู่สิ่งที่เรียกว่า “ความทุกข์โศกหรือซึมเศร้า” จึงมีสุภาษิตกล่าวไว้ว่า “ความโศกเศร้าย่อมเกิดจากความรัก” ด้วยเหตุนี้ เมื่อมุ่งหวังตั้งใจที่จะเฉลิมฉลองเทศกาลวันแห่งความรักหรือวาเลนไทน์ให้เกิดบรรยากาศที่สุขสันต์และสดใสสำหรับชีวิตเพื่อสลัดความทุกข์โศก ความพ่ายแพ้ และความสิ้นหวัง
จึงต้องสร้างหลักประกันแห่งความรัก ด้วยการมีศรัทธา มีศีล มีจาคะ และปัญญา เป็นเครื่องกำกับชีวิต เพราะชีวิตในรูปแบบหรือลักษณะเช่นนี้เท่านั้น ที่โบราณบอกว่า “อยู่ก็รัก จากก็คิดถึง” หรือดังที่ใครคนหนึ่งนั่งรำพึงที่ริมชายคลองว่า “คิดถึงใคร คนหนึ่ง ซึ่งรักมาก พร้อมกับอยากบอกเขา เราคิดถึง” นั่นแหละครับ

