คสช.ผวา”เสียของ” การเมืองเข้าโหมด ยื้อเลือกตั้ง

11.02.18 | 15:15 น.

แม้ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี จะปลอบใจคอการเมืองกรณีการตั้งคณะกรรมาธิการร่วม 3 ฝ่าย พิจารณาร่าง พ.ร.ป.การเลือกตั้ง ส.ส. และร่าง พ.ร.ป.การได้มาซึ่ง ส.ว. ว่าไม่เกิน 15 วัน

ไม่น่าจะกระทบต่อโรดแมปการเลือกตั้งที่เลื่อนไปจากเดิมคือ เดือนพฤศจิกายนปีนี้ไปเป็นเดือนกุมภาพันธ์ปีหน้า

แต่ นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต. และ นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กลับเห็นต่าง

นายสมชัยคาดการณ์ว่า หากที่ประชุมกรรมาธิการร่วม 3 ฝ่าย จำนวน 11 คน ซึ่งประกอบด้วย กรธ. 5 คน สนช. 5 คน และประธาน กกต.อีก 1 คน ทาง กรธ.สามารถแสดงเหตุผลและโน้มน้าวฝ่าย สนช.หรือ กกต.ได้เพิ่มเพียงแค่เสียงเดียวก็สามารถโหวตชนะ และต้องไปลงมติใน สนช.อีกครั้ง

หาก สนช.ทั้งสภาลงมติด้วยเสียง 2 ใน 3 ไม่เห็นด้วย พ.ร.ป. ก็จะตกไปทั้งฉบับ

Advertisement

ต้องมีการยกร่างกันใหม่

การยกร่างใหม่จะมีประเด็นว่าใครจะเป็นผู้ร่าง อาจต้องตั้ง กรธ.ชุดใหม่ ใช้เวลาอย่างน้อย 2-3 เดือน เข้า สนช.อีก 60 วัน หากความเห็นเแย้งก็ต้องใช้เวลาอีกประมาณหนึ่งเดือน แปลว่าการเลือกตั้งได้ยืดออกไป 6 เดือนเป็นอย่างน้อย

ขณะที่นายนิพิฏฐ์เห็นว่า หาก สนช.คว่ำกฎหมายลูกในหมวดเลือกตั้งฉบับใดฉบับหนึ่งจะส่งผลทำให้โรดแมปเลือกตั้งต้อง

หยุดชะงักยาว เพราะต้องกลับไปแก้รัฐธรรมนูญปี 2560 โดยอาจจะใช้เวลานานถึง 2 ปีขึ้นไป เพราะต้องทำประชามติ ขอแก้และมาเริ่มกระบวนการยกร่างกฎหมายลูกในหมวดเลือกตั้งฉบับที่ถูกคว่ำไป

หรือหาก สนช.ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ ก็จะใช้เวลายาวเหมือนกัน เพราะไม่สามารถกำหนดเวลาตายตัวได้

ดังนั้น การเลือกตั้งในเดือนกุมภาพันธ์ 2562 จึงไม่น่าจะเกิดขึ้น

ย้อนกลับไปถึงเงื่อนไขที่ทำให้บรรดาผู้ติดตามการเมืองคิดว่าการเลือกตั้งต้องเขยื้อนออกไปไกลกว่าเดือนกุมภาพันธ์ 2562

สืบเนื่องจากความเคลื่อนไหวของ คสช. และรัฐบาล หลังจากการประกาศใช้ พ.ร.ป.พรรคการเมือง ซึ่งกำหนดให้พรรคการเมืองต้องปฏิบัติตามกำหนดในระยะเวลาที่ระบุ

แต่ คสช. แสดงเจตนาชัดที่ยังไม่ให้พรรคการเมืองแสดงบทบาท กระทั่งออกเป็นคำสั่ง คสช. ตามมาตรา 44 กำหนดให้กิจกรรมการเมืองเริ่มต้นในเดือนเมษายน

เป็นผลให้ สนช. ซึ่งพิจารณาร่าง พ.ร.ป.การเลือกตั้ง ถือเป็นเหตุขยายเวลาการประกาศใช้ร่าง พ.ร.ป.การเลือกตั้งออกไป 90 วัน

และเป็นที่มาของการคาดการณ์ว่า การเลือกตั้งจะเกิดขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ 2562

ขยับออกจากกำหนดการเดิมที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี รับปากต่อโลกว่าจะจัดเลือกตั้งในเดือนพฤศจิกายน 2561

และเมื่อร่าง พ.ร.ป.ที่มีผลต่อการเลือกตั้งอีก 2 ฉบับ มีการแก้ไขในชั้น สนช. ท่ามกลางกระแสเสียงคัดค้านเนื่องจากไปเพิ่มเติมเนื้อหาใหม่

และแก้ไขสาระเดิมที่ กรธ.ยกร่างส่งให้

ในที่สุด กรธ.ในฐานะผู้ยกร่างก็สรุปข้อโต้แย้ง 7 ประเด็น

นายอุดม รัฐอมฤต โฆษกคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ระบุว่า กรธ.มีความเห็นแย้งใน ร่าง พ.ร.ป. การเลือกตั้ง ส.ส. 4 ประเด็น คือ 1.ตัดสิทธิคนไม่ไปเลือกตั้ง ห้ามเป็นข้าราชการการเมือง 2.จัดมหรสพ เพราะจะเป็นปัญหาด้านกำหนดค่าใช้จ่ายผู้สมัคร 3.เวลาลงคะแนน 07.00-17.00 น. เพราะจะเป็นปัญหากับผู้ปฏิบัติงาน และ 4.การลงคะแนนแทนผู้พิการทางสายตา

นอกจากนี้ สนช.ยังมีความเห็นแย้งในร่าง พ.ร.ป.การได้มาซึ่ง ส.ว. 3 ประเด็น คือ 1.ลดกลุ่มผู้สมัครเหลือ 10 กลุ่ม กรธ.ยืนยันให้มี 20 กลุ่ม ตามผลการฟังความเห็นประชาชน

2.การแยกประเภทผู้สมัครแบบอิสระและนิติบุคคลอาจขัดรัฐธรรมนูญ และ 3.วิธีเลือก ส.ว. กรธ.ยืนยันเรื่องเลือกไขว้เพราะเป็นวิธีป้องกันการฮั้วได้ดีกว่าเลือกตรง

ขณะเดียวกัน กกต.เองก็มีความเห็นแย้งเสนอกลับไปยังสนช.ด้วย ซึ่งในสัปดาห์หน้า นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช. จะตั้งคณะกรรมาธิการร่วม 3 ฝ่ายพิจารณา

กลายเป็นที่มาที่นายวิษณุ บอกว่าไม่น่าห่วง เพราะทุกอย่างต้องจบภายใน 15 วัน

แต่นายสมชัย กับนายนิพิฏฐ์ เห็นว่าไม่แน่ เพราะหากทุกอย่างไม่ลงล็อก

เรื่องราวเลยเถิดไปถึงการคว่ำร่าง พ.ร.ป. หรือส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ

โอกาสที่การเลือกตั้งจะเลื่อนออกไปเกินกว่ากุมภาพันธ์ 2562 ก็เป็นไปได้สูง

แม้ขณะนี้ทุกอย่างยังไม่ปรากฏ แต่บรรดาผู้ติดตามความเคลื่อนไหวทางการเมืองย่อมได้กลิ่นอายความไม่ปกติ

ทั้งนี้เพราะในขณะที่อดีตนักการเมืองกำลังเคลื่อนไหวอย่างคึกคัก เนื่องจากกฎกติกาใหม่ให้ความสำคัญกับคะแนนเสียง ทุกคะแนน

รัฐบาลรวมทั้ง คสช.เองก็รู้ว่าอดีต ส.ส.มีความสำคัญ จึงมีกระแสข่าวพบปะ และนโยบายปูพรมทุกพื้นที่อย่างจริงจัง

แต่จนถึงขณะนี้ หลังจากประเมินคะแนนนิยมแล้ว ยังเชื่อว่าพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาธิปัตย์ยังได้จำนวน ส.ส.มากที่สุด

พรรคเพื่อไทยอาจจะได้ ส.ส.เกิน 200 เสียง พรรคประชาธิปัตย์อาจจะได้ ส.ส.เกิน 100 เสียง

และรวมกันแล้ว ทั้งเพื่อไทยและประชาธิปัตย์อาจจะได้ ส.ส.ประมาณ 400 เสียง

คาดกันว่า ข้อมูลจากการประเมินดังกล่าวทำให้ รัฐบาล และ คสช. ต้องชะลอการเลือกตั้ง เพราะหากปล่อยให้ผลการเลือกตั้งออกมาเช่นดังที่ประเมิน

เท่ากับว่า การทำงานของ คสช.ที่ผ่านมา ”เสียของ”Ž

ดังนั้น จากเดิมที่ พล.อ.ประยุทธ์ ประกาศว่าจะเลือกตั้งในเดือนพฤศจิกายนปีนี้ จึงมีเหตุต้องขยับ

และเมื่อเวลาผ่านไป ข้อมูลยังพิสูจน์ว่า ความพร้อมในการเลือกตั้งของฝ่าย คสช.ยังสู้พรรคใหญ่ไม่ได้

จึงประเมินกันว่าการเลือกตั้งคงต้องเขยื้อนออกไปเรื่อยๆ

สอดคล้องกับนายสมชัยที่ประเมินว่าไม่ต่ำกว่า 6 เดือนหลังจากเดือนกุมภาพันธ์

สอดคล้องกับนายนิพิฏฐ์ที่มองว่าไม่น้อยกว่า 2 ปี

และอาจจะมากกว่านั้น

แต่รัฐบาลจะขยับหรือเขยื้อนการเลือกตั้งไปได้ รัฐบาลต้องมีความแข็งแรงพอที่จะรับแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นมาเรื่อยๆ

ไหนจะเรื่องการบริหารประเทศที่มีปัญหาทางเศรษฐกิจที่ต้องทุ่มงบประมาณไปฟื้น ฐานรากŽ

ไหนจะเรื่องการบริหารธรรมาภิบาลที่ต้องตอบคำถามเรื่องการเลื่อนกำหนดการเลือกตั้งออกไปเรื่อยๆ จนคล้ายกับการหลอกลวง

ไหนจะเรื่องการป้องกันและปราบปรามการทุจริตที่เริ่มปรากฏมีเรื่องอื้อฉาวที่มุ่งโจมตีไปยัง หัวใจŽ ของฝ่าย คสช.

กรณี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เกี่ยวกับ แหวนเพชรแม่ นาฬิกาเพื่อนŽ นั้นเป็นตัวอย่าง

เมื่อเกิดประเด็นขึ้นมา ทุกกระแสก็พุ่งโจมตีอย่างต่อเนื่องและรุนแรง

แม้ในขณะนี้ดูเหมือนกระแสโจมตี พล.อ.ประวิตรจะจางหาย แต่ก็เป็นเพราะมีข่าว นายเปรมชัย กรรณสูต ประธานบริษัทอิตาเลียนไทยเข้าป่าล่าเสือดำและสัตว์ป่ามากลบ

แต่ข่าวอย่างเช่นกรณีนายเปรมชัยไม่ได้มีบ่อยๆ

ดังนั้น หากรัฐบาลต้องการยื้อเลือกตั้ง ก็ต้องแข็งแรงเพียงพอ

ถ้าไม่แข็งแรงเพียงพอ

บางทีนอกจาก คสช.จะ เสียของŽ แล้ว ยังต้องสูญเสียสิ่งอื่นๆ ตามไปอีกด้วย