แต่มันก็ได้ผล โดย สุชาติ ศรีสุวรรณ

การดำเนินคดีกับผู้ชุมนุมเรียกร้องให้มีการเลือกตั้งที่สกายวอล์ก สี่แยกปทุมวัน ถูกโจมตีว่าตำรวจใช้วิธีการพิจารณาคดีอย่างมีแนวโน้มว่ากลั่นแกล้งผู้ต้องหา

พยายามออกหมายจับ โดยที่กระบวนการจัดการออกหมายเรียกยังไม่สมบูรณ์

การโจมตีนั้นรุนแรงไม่น้อย เพราะก่อให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ตามมาด้วยความเป็นห่วงทำนองว่า “นายตำรวจที่อยากเป็นใหญ่เป็นโต เอาแต่สร้างผลงานเอาใจนาย จะทำให้เกิดความเสียหาย”

มีการพูดถึง “หน้าที่หลักที่เป็นทางการของตำรวจคือเป็นผู้รักษากฎหมาย แต่การดำเนินคดีกับผู้ที่มาเรียกร้องการเลือกตั้งอย่างเข้มข้น โดยใช้การบิดเบือนหลักการของกฎหมาย เท่ากับเป็นผู้เห็นแก่ประโยชน์ของตัวเองโดยทำลายหลักการในหน้าที่”

มีการแสดงความเป็นห่วงว่า “การทำเช่นนี้จะทำให้สถาบันผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ หรือตำรวจเสียหาย เพราะจะทำให้ประชาชนหมดความเชื่อถือศรัทธา อันนำมาซึ่งการไม่เคารพกฎหมาย เพราะการใช้กฎหมายตามอำเภอใจจะทำให้ความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมายหมดไป”

มีการชี้ให้เห็นว่า “ประเทศที่การรักษากฎหมายอยู่ในสภาวะเช่นนี้ จะเสี่ยงต่อการปกครองไม่ได้ ต่างคนต่างจ้องทำตามอำเภอใจ เพราะเชื่อว่าหากสามารถเข้าถึงผู้ควบคุมอำนาจได้ ทำอะไรก็ไม่มีความผิดจะทำให้คนมุ่งที่ไปการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้มีอำนาจ เพราะเชื่อว่าหากถูกมองว่าเป็นคนละฝ่ายกับผู้มีอำนาจจะถูกใช้กฎหมายอย่างบิดเบือนเพื่อกลั่นแกล้ง แต่หากเป็นผู้มีบุญคุณ หรือยืนอยู่ข้างผู้มีอำนาจกฎหมายจะได้รับการตีความให้เป็นประโยชน์แก่ตัวเอง”

เรื่องราวที่เกิดขึ้น และการวิพากษ์วิจารณ์ดังกล่าว ส่งผลที่แย่มากต่อความรู้สึกของคนที่เชื่อว่าประเทศชาติต้องมีหลักยึดเหนี่ยวในการอยู่ร่วมกันจึงจะสร้างสังคมสันติสุขให้เกิดขึ้นได้

และหลักยึดนั้นก็คือกฎหมาย

นั่นเป็นมุมมองและความห่วงใยว่าสังคมไทยจะย่ำแย่ หาก “ผู้มีหน้าที่รักษากฎหมาย” ใช้กฎหมายอย่างเบี่ยงเบนเพื่อเอาใจผู้มีอำนาจโดยเชื่อว่าจะทำให้ความหวังเรื่องความเจริญในตำแหน่งการงาน จะทำให้การอยู่ร่วมกันของสังคมขาดหลักที่จะยึดเหนี่ยว

อย่างไรก็ตาม ในอีกมุมมองหนึ่งที่มีผู้เห็นว่า เมื่อแนวโน้มของสังคมมีความเสี่ยงที่จะเกิดความขัดแย้งวุ่นวาย

เมื่อจุดประสงค์ของการมีกฎหมายคือ ทำให้สังคมอยู่ในความสงบ ไม่วุ่นวาย ดังนั้นจึงเป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้ว

ผู้มีหน้าที่รักษากฎหมายที่มีความสามารถ ฉลาด จะต้องรักษาเป้าหมายของกฎหมาย หรือความสงบเรียบร้อย มากกว่าที่จะรักษาความหมายตามตัวอักษร

เพื่อให้สังคมอยู่ในความเรียบร้อย แม้จะตีความกฎหมายอย่างเสี่ยงจะถูกวิจารณ์ว่าเบี่ยงเบนก็เป็นเรื่องที่ต้องทำ

เนื่องจาก “ความเป็นธรรม” นั้นเป็นเรื่องที่แต่ละคนต่างคิดต่างเห็นแตกต่างกันไปว่าเป็นอย่างไร

แต่ความสงบนั้น มีหรือไม่มีรับรู้ได้ชัดเจนกว่า

แม้จะถูกวิจารณ์ว่าตีความกฎหมายอย่างเบี่ยงเบน ไม่เป็นธรรม แต่ก็ได้ผลในทางสร้างความสงบ

ในยุคสมัยของการจัดการอำนาจเพื่อ “ความสงบ” เป็นหลัก

“ความเป็นธรรม” ย่อมถูกมองข้ามเป็นธรรมดา

และทุกวันนี้ การดำเนินการที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์

หนักหน่วงนั้น ก็สามารถรักษาเป้าหมายแห่งยุคสมัยคือ “ความสงบ” อย่างได้ผล

ส่วนจะเป็นอย่างไรนั้น

ขึ้นอยู่กับท่าทีของประชาชนที่จะแสดงต่อ “ความสงบที่เอาความเป็นธรรม และหลักการของกฎหมายไว้ทีหลัง”

จะเป็นท่าทีที่มีพลังพอจะเปลี่ยนแปลงวิธีคิดของ

การใช้อำนาจหรือไม่

สำหรับวันนี้ การจัดการไปตามยุทธวิธีนี้ ยังได้ผลดีต่อเป้าหมาย

ไม่มีอะไรต้องกังวล ให้รู้สึกว่าถูกกดดันอะไร

……………………..

สุชาติ ศรีสุวรรณ

 

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้‘วิรัตน์’แนะ รบ.-คสช.ฟังเสียงคนเห็นต่างบ้าง ฟังแต่คำสรรเสริญ ระวังไปไม่รอด!
บทความถัดไปโครงการตำราฯ ตามรอยพระเจ้าตากฯ ที่วังเดิม ฝนกระหน่ำ คนไม่ถอย หวังกระจ่าง ปวศ.กรุงธนบุรี