หน้าแรก คอลัมนิสต์ มาดใหม่ &#822...

มาดใหม่ “คสช.” จากสกายวอล์ก “ปทุมวัน” มายัง ราชดำเนิน

13.02.18 | 12:45 น.

ถูกต้องแล้วที่ “คสช.” ปรับเปลี่ยนท่าทีต่อการชุมนุม “รวมพลคนอยากเลือกตั้ง” บนถนนราชดำเนินในตอนค่ำของวันที่ 10 กุมภาพันธ์

แทนที่จะเล่น “ไม้แข็ง”

โยนข้อหา 1 ขัดต่อคำสั่งหัวหน้าคสช.ฉบับที่ 3/2558 โยนข้อหา 1 ผิดพ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะ พ.ศ.2558 และโยนข้อหา 1 ผิดประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116 ให้กับแกนนำบางคน

เหมือนกับกรณี Start Up เมื่อวันที่ 27 มกราคม

ถูกต้องไม่เพียงเพราะว่าทาง “คสช.” กำชับเจ้าหน้าที่ “ให้ดำเนินการอย่างระมัดระวัง เกรงว่าจะเป็นเงื่อนไขให้สถานการณ์บานปลาย”

Advertisement

หากเท่ากับสรุป “บทเรียน” จากกรณีสกายวอล์ก แยกปทุมวัน

เพราะมาตรการซึ่งไม่ระมัดระวังนั้นเองทำให้ Start Up พัฒนาและยกระดับกลายเป็น MBK 39 ในที่สุด

สภาพอันตามมาภายหลังจากการชุมนุมบนถนนราชดำเนินจบสิ้นลงจึงเป็นสภาพตามล้างตามเช็ดจากกรณี Start Up อย่างเป็นด้านหลัก

ไม่ว่า นายเอกชัย หงส์กังวาน

ไม่ว่า นายรังสิมันต์ โรม ไม่ว่า นายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ ไม่ว่า นายอานนท์ นำพา แม้จะต้อง “หมายจับ” แต่ก็ได้รับการประกันตัวถ้วนหน้า

ไม่มีการขยายไปยัง “มวลชน” ที่เข้ามาร่วมชุมนุม

ท่าทีนี้ไม่เพียงเพราะเพิ่งได้บทเรียนสดๆ ร้อนๆ จากท่าทีที่ค่อนข้างแข็งกร้าวต่อกรณี Start Up เมื่อวันที่ 27 มกราคม

หากที่สำคัญน่าจะเป็นแรงสะเทือนจาก “ศาล”

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คำสั่งคุ้มครองชั่วคราวของศาลปกครองต่อการเคลื่อนไหว We Walk โดยเฉพาะคำวินิจฉัยจากศาลอาญากรุงเทพใต้ต่อ MBK 39

ผลก็คือ การปรับท่าทีอันมาจาก “คสช.”

กล่าวในทางการเมือง ปรากฏการณ์ Start Up อันยกระดับขึ้นเป็น MBK 39 และดำเนินไปภายใต้สโลแกน “รวมพลคนอยากเลือกตั้ง”

ยิ่งขับเคลื่อน ยิ่งมากด้วยความอ่อนไหว

ไม่ว่าจะมองคนที่รณรงค์ในเรื่องนี้ว่าเป็นเด็กๆ ไม่ว่าจะมองเห็นปริมาณของประชาชนที่เข้าร่วมว่ามีไม่มากมายเป็นเรือนพัน เรือนหมื่น

แต่ทิศทางของการรวมพลมีลักษณะในทาง “ยุทธศาสตร์”

คสช.ไม่อาจใช้ท่าทีที่แข็งกร้าวเหมือนกับที่เคยใช้ในห้วงหลังรัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557 จำเป็นต้องปรับให้เหมาะสมกับสภาพการณ์

อย่างน้อย ณ วันนี้ก็มีรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 อย่างน้อย ณ วันนี้ก็อยู่ในเส้นทางของโรดแมปและถือว่ากำลังขับเคลื่อนไปสู่กระบวนการ “เลือกตั้ง” ในทางเป็นจริง

บทบาทของ “คสช.” จึงมิใช่ “ขวาง” จึงมิใช่ “สกัด” เพราะแต่ละก้าวย่างของ “คสช.” และ “แม่น้ำ 5 สาย” ในขณะนี้ก็เด่นชัดว่าเล่นบท “ยื้อ” เล่นบท “หน่วง” ถ่วงการเลือกตั้งอยู่แล้ว

หากเข้มมาตรการ “การทหาร” ก็ย่อมจะตกเป็นรองด้าน “การเมือง”

นับวันบทบาทของสถานการณ์ในแบบ “รวมพลคนอยากเลือกตั้ง” จะพัฒนาและกลายเป็นพระเอกจะกลายเป็นฝ่ายที่ยึดกุมทิศทางของการเคลื่อนไหว

ถามว่าแล้วใครเป็น “ผู้ร้าย”

คำตอบเด่นชัดเป็นอย่างยิ่งว่าย่อมตกอยู่กับคนที่ยื้อ คนที่ถ่วงและหน่วงการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นใครไปไม่ได้นอกเสียจาก 1 คสช. และ 1 แม่น้ำ 5 สาย

อนาคตของ “ผู้ร้าย” ย่อมไม่สดสวยแน่-แน่