ในช่วงหลายอาทิตย์ที่ผ่านมา ผู้เขียนกล่าวถึงสงครามมหาเอเชียบูรพาที่มีสมรภูมิหลักอยู่ในพม่าและบางส่วนของอินเดีย และได้กล่าวถึงเรื่องราวของนักเขียนชื่อดังผู้หนึ่งนามว่า อู เส่ง ติน หรือที่เป็นที่รู้จักกันด้วยนามปากกา “ติ๊บปั่น หม่อง หวา” ที่เขียนไดอารี่บันทึกเหตุการณ์ประจำวันที่เขาประสบในระหว่างสงคราม นอกจากบันทึกของติ๊บปั่น หม่อง หวาแล้ว ยังมีวรรณกรรมชิ้นสำคัญๆ ของพม่าอีกหลายชิ้นที่เกิดขึ้นในยุคสงคราม ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่าขบวนการชาตินิยมพม่าเติบโตและรุ่งเรืองสูงสุดในช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 นี่เอง
เมื่อพม่าเข้าสู่ภาวะสงครามอย่างเต็มตัว เมื่อญี่ปุ่นยกพลขึ้นฝั่งในปลายปี 1941 (พ.ศ.2484) พร้อมกับสุญญากาศทางอำนาจหลังรัฐบาลอาณานิคมในพม่าอพยพไปตั้งหลักที่อินเดีย ทำให้ขบวนการชาตินิยมที่รุ่งเรืองอยู่แล้วออกดอกออกผลและยิ่งเข้มแข็งขึ้นในระหว่างสงคราม
เนื่องในโอกาสวันแห่งความรักที่เพิ่งผ่านมา ผู้เขียนมีเรื่องราวความรักท่ามกลางสงครามของนักเขียนคู่หนึ่งมาฝาก เป็นความรักแบบ bittersweet คือจะว่าหวานก็ใช่ แต่กลับต้องจบลงด้วยโศกนาฏกรรม
ในแวดวงนักเขียนของพม่า นักเขียนหญิงผู้หนึ่งที่หลายคนคงคุ้นชื่อ คือ จะเน จ่อ ด่อ มะ มะ เล (Journal Kyaw Daw Ma Ma Lay) ผลงานเล่มสำคัญของเธอ โมน หยั่ว ม่ะ โฮ้ะ (Mone Ywa Ma Houk) หรือ “มิใช่ด้วยความโกรธ” (Not Out of Hate) ถูกแปลเป็นหลายภาษา และมีการพิมพ์เป็นภาษาอังกฤษมาแล้วหลายครั้ง แต่มะ มะ เล ยังมีผลงานอีกเล่มหนึ่งที่เป็นที่พูดถึงมาก และได้รับการยกย่องให้เป็นวรรณกรรมสมัยใหม่ชิ้นเอกของพม่า ได้แก่ บันทึกชื่อว่า “ตุ้ โหล่ ลู” (Thu Lo Lu) หรือ “ผู้ชายอย่างเขา” (A Man Like Him) ซึ่งมะ มะ เล บรรจงร้อยเรียงถักทอเรื่องราวความรักของเธอกับ จะเน จ่อ อู ชิต หม่อง (Journal Kyaw U Chit Maung) ออกมาเป็นคำพูดได้อย่างหมดจด
ความรักของ จะเน จ่อ ทั้งสอง (จะเน จ่อ เป็นชื่อหนังสือพิมพ์ที่เธอและสามีตั้งขึ้นมา นักเขียนพม่านิยมนำชื่อหนังสือและวารสารที่ตนเขียนให้หรือก่อตั้งมานำหน้าชื่อตน อาจเป็นเพราะชาวพม่าไม่มีนามสกุลทำให้ชื่อซ้ำกันมาก) เริ่มขึ้นไม่นานก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 จะเกิดขึ้น และจบลงไม่นานหลังสงครามสงบ
อาจเรียกช่วงเวลาสั้นๆ ที่สามีภรรยาคู่นี้ได้ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันได้ว่าเป็นความรักระหว่างรบก็คงจะไม่ผิดนัก
ทั้งอู ชิต หม่อง และมะ มะ เล เติบโตมาจากการเป็นนักหนังสือพิมพ์ประจำหนังสือพิมพ์เมียนมา อะลิน (ปัจจุบันยังมีอยู่) ก่อนญี่ปุ่นบุกพม่าเพียง 1 ปี อู ชิต หม่องที่ในเวลานั้นเป็นบรรณาธิการใหญ่ของเมียนมา อะลิน ขัดแย้งกับสำนักพิมพ์จนทำให้ต้องออกมาตั้งจะเน จ่อ หนังสือพิมพ์รายสัปดาห์ของตนเอง ซึ่งได้รับความนิยมมาก เนื่องจากจะเน จ่อ เป็นกระบอกเสียงสำคัญให้กับนักชาตินิยม และมีเนื้อหาเอียงไปทางซ้ายหรือสังคมนิยม สนับสนุนการสร้างรัฐสวัสดิการ การพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของคนระดับล่าง และต่อต้านระบอบอาณานิคม
ในช่วงสงคราม ดังที่กล่าวไปแล้วว่ากระแสชาตินิยมและการเรียกร้องเอกราชรุนแรงขึ้นมาก นักเขียนและนักหนังสือพิมพ์แทบทุกคนคือนักชาตินิยม อู ชิต หม่อง เข้าร่วม AFPFL หรือขบวนการชาตินิยมพม่าภายใต้การนำของ นายพลออง ซาน และกลายเป็นมันสมองของ AFPFL ร่วมร่างข้อเสนอของพม่าเพื่อยื่นต่อรัฐบาลสหราชอาณาจักร และร่วมสร้างพิมพ์เขียวเพื่อการปกครองพม่าหลังพม่าได้รับเอกราชแล้ว
ด้านด่อ มะ มะ เล ก็มีอุดมการณ์ไม่ต่างจากอู ชิต หม่อง ในยุคที่ผู้หญิงในสหราชอาณาจักรเพิ่งจะมีสิทธิเลือกตั้งได้ไม่นาน ผู้หญิงในพม่าก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำทางภูมิปัญญา เป็นบรรณาธิการหนังสือพิมพ์หลายฉบับ และเรียกร้องสิทธิพื้นฐานให้กับผู้คนในระดับรากหญ้า ในอันที่จริง หากผู้อ่านมีโอกาสได้อ่านงานของมะ มะ เล ท่านอาจจะขัดใจอยู่บ้าง เพราะเธอส่งผ่านข้อความว่าผู้หญิงควรเป็นแม่บ้านแม่เรือน และควรเป็นเมียที่ดีของผัว
แต่ในขณะเดียวกัน แนวคิดสมัยใหม่ของเธอก็สร้างให้ตัวละครในนิยายของเธอเป็นผู้หญิงที่ฉลาด แม้จะเชื่อฟังสามี แต่ก็ใช้ความฉลาดหลักแหลมแก้ไขปัญหาได้อย่างดี ผู้เขียนมองว่าค่านิยมความเป็นหญิงของพม่าแบบนี้ยังปรากฏอยู่มาจนถึงปัจจุบัน
ความน่าสนใจของชีวิตอันแสนสั้นของอู ชิต หม่อง นั้นอยู่ที่เขาอยู่ร่วมสมัยกับความวุ่นวายทางการเมืองในพม่า และในยุคสงคราม นอกจากนี้ จะเน จ่อ สองสามีภรรยายังเข้าไปมีบทบาทนำในขบวนการชาตินิยม ในหนังสือ “ผู้ชายอย่างเขา” มะ มะ เล เล่าถึงช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดช่วงหนึ่งในประวัติศาสตร์การเมืองสมัยใหม่ของพม่า ซึ่งอาจเริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการพร้อมๆ กับมหาวิทยาลัยย่างกุ้งที่ก่อตั้งขึ้นในปี 1920 (พ.ศ.2463)
การศึกษาสมัยใหม่ และกระแสชาตินิยมที่กำลังก่อตัวทำให้มหาวิทยาลัยเป็นแหล่งบ่มเพาะนักชาตินิยมระดับหัวกะทิ ตำราฝ่ายซ้ายทั้งมาร์กซ์และเหมาได้รับความนิยมมากในหมู่คนหนุ่มสาวพม่าตลอดทศวรรษ 1930 ยิ่งมีข่าวการปฏิวัติในจีน และการโค่นล้มฝ่ายขุนศึกและศักดินาในจีนสำเร็จ ยิ่งทำให้คนหนุ่มสาวฮึกเหิม
สโมสรนักศึกษาแห่งมหาวิทยาลัยย่างกุ้งเป็นแหล่งรวมนักศึกษาราดิคัล ที่ตั้งคำถามต่อระบอบอาณานิคม และมีความใฝ่ฝันอยากจะเห็นสังคมของพวกเขาเป็นอิสระและดีขึ้นกว่าเดิม
บันทึกของมะ มะ เล ยังกล่าวถึงสงครามโลกครั้งที่ 2 ในพม่า มะ มะ เล ชี้ชัดว่ารัฐบาลอาณานิคมในพม่าไม่ได้คาดคิดว่าญี่ปุ่นจะสามารถยึดพม่าได้ทั้งประเทศ เพราะการโจมตีของญี่ปุ่นนั้นรวดเร็วเด็ดขาดเกินกว่าจะต้านรับไหว ผู้คนในพม่าจำนวนมากเสียชีวิตจากระเบิดของญี่ปุ่นและการหลบหนีภัยสงครามโดยมีเป้าหมายอยู่ที่อินเดีย
ปฏิบัติการของญี่ปุ่นประสบความสำเร็จในช่วงแรกเพราะได้รับความช่วยเหลือจากขบวนการชาตินิยมในพม่า แต่ในที่สุดญี่ปุ่นกับนักชาตินิยมพม่าก็แตกกัน เป็นเหตุให้นักชาตินิยมพม่ากลุ่มเดิมต้องกลับไปหาความช่วยเหลือจากรัฐบาลสหราชอาณาจักรแบบลับๆ
อู ชิต หม่อง แอบติดต่อกับรัฐบาลที่อินเดียเพื่อหาทางต่อสู้กับญี่ปุ่น แต่ในขณะเดียวกันนักชาตินิยมพม่าที่ไปเจรจากับสหราชอาณาจักรก็มีวาระที่ชัดเจนว่าหากพวกเขาช่วยสหราชอาณาจักรพิชิตชัยในพม่า ฝ่ายหลังก็จะยอมมอบเอกราชให้กับพม่าโดยไม่มีเงื่อนไข
อู ชิต หม่อง ไม่ได้มีชีวิตอยู่จนถึงวันที่พม่าได้รับเอกราชในต้นปี 1948 (พ.ศ.2491) เขาจับไข้ได้เพียง 10 วันก็เสียชีวิตในต้นเดือนเมษายน 1947 (พ.ศ.2490) นายพลออง ซาน และสมาชิก AFPFL เป็นประธานพิธีศพของอู ชิต หม่อง ที่จัดขึ้นอย่างสมเกียรติ
ออง ซาน กล่าวสุนทรพจน์ไว้อาลัยแก่อู ชิต หม่อง ที่มีเนื้อหาส่วนหนึ่งว่าอู ชิต หม่อง “ตายเพราะการแพทย์ของเรา (พม่า) ยังด้อยพัฒนา แตกต่างจากประเทศที่มีเอกราชอื่นๆ” คำพูดของออง ซาน ชี้ให้เห็นแนวคิดของนักชาตินิยมพม่าในขณะนั้นที่มองว่าแม้พม่าจะเป็นประเทศที่พัฒนาไปไกล และมีการค้าที่รุ่งเรือง แต่ความมั่งคั่งนี้กระจุกตัวอยู่กับชนชั้นปกครองที่เป็นชาวอังกฤษและชาวอินเดียที่เป็นชนกลุ่มน้อยเท่านั้น ชาวพม่าแทบไม่ได้ส่วนแบ่งจากความเจริญในประเทศของตนเอง
ความอัตคัดทางการแพทย์ขับเคลื่อนให้มะ มะ เล หันมาสนใจศึกษาการแพทย์แผนโบราณพม่าอย่างจริงจัง หลังอู ชิต หม่อง เสียชีวิต ด่อ มะ มะ เล มีชีวิตต่อมาอีกหลายสิบปี และอุทิศตนในฐานะแพทย์แผนโบราณที่มีชื่อเสียงอีกคนหนึ่งด้วย
ทั้งงานเขียนของเธอและการฝึกฝนการแพทย์แผนโบราณจนชำนาญชี้ให้เห็นความคับข้องใจของมะ มะ เล ที่มีต่อระบอบอาณานิคม และต่อมาก็จะตะขิดตะขวงใจกับระบอบเผด็จการทหารที่จะกัดกร่อนสังคมของพม่าจนหมดสิ้น
ความรักในยามสงครามและความรักในหมู่นักชาตินิยมพม่าจึงมิใช่เป็นเพียงความรักแบบหนุ่มสาวเท่านั้น แต่ยังมีความรักต่อประเทศแม่ และความรักเอกราชเสรีภาพที่พวกเขาหวงแหนเท่าชีวิตด้วย
ลลิตา หาญวงษ์
[email protected]

