หน้าแรก คอลัมนิสต์ หนทางข้างหน้า...

หนทางข้างหน้า โดย วรศักดิ์ ประยูรศุข

15.02.18 | 14:01 น.

กรณี “หมอธี นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์” รมว.ศึกษาฯ ที่ลุกขึ้นมาวิพากษ์ “นาฬิกาหรู” เกิดขึ้นและลงเอยอย่างรวดเร็ว

นายกรัฐมนตรีลงมาไกล่เกลี่ยปัญหาด้วยตนเอง

ขณะที่บิ๊กป้อม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม พยักหน้ารับคำขอโทษแบบยิ้มๆ

ในยามเรือกำลังเผชิญสารพัดคลื่นลม คงไม่มีทางเลือกมากกว่านี้

หนทางข้างหน้าของรัฐบาลและ คสช. ไปจนถึงเลือกตั้ง คงจะไม่ราบเรียบไปกว่านี้

Advertisement

จะหนักหน่วงมากกว่านี้หรือไม่ ยังขึ้นกับปัจจัยหลายอย่าง

พล.อ.ประวิตรได้ชื่อว่าเป็นพี่ใหญ่ของ คสช. เป็นบิ๊กทหารที่มีบารมีกว้างขวาง

เป็นผู้ที่คอยประสานระหว่างอำนาจพิเศษกับฝ่ายต่างๆ

เป็นบทบาทที่ขาดไม่ได้สำหรับการเมืองไม่ว่าระบบไหน เหมือนนักการเมืองจะมีผู้จัดการรัฐบาล มีมือประสานสิบทิศ ที่ต้องเปิดประตูบ้านรับแขกตลอดเวลา

แต่บทบาทแบบนี้ล่อแหลมในตัวเอง ยิ่งถ้ามีอำนาจในมือ ดึงดูดคนเข้าหามากๆ ได้รับรู้ปัญหาความเป็นไปของคนหลายกลุ่มก็จริง

แต่ก็ย่อมมีคนนำไปแอบอ้างถึงด้วย อ้างถึงเชิงบวกก็ดีไป แต่ถ้าตรงกันข้ามก็เหนื่อย

เจิดจ้ามากไปอาจจะบาดตาพวกเดียวกันเอง กลายเป็นความขัดแย้งภายในขั้วเดียวกันได้อีก

ที่สำคัญ และที่จริงก็เป็นปัญหาของทุกคนในระบบนี้ นั่นคือ บทบาทที่มากับอำนาจพิเศษ เป็นงานยาก เพราะต้องแสดงถึงมาตรฐานที่เหนือกว่านักการเมือง

ถ้าไม่เหนือกว่า เก่งกว่า แก้ปัญหาเร็วกว่า สะอาดกว่า ฯลฯ จะอยู่ลำบาก

ในสภาพที่ไร้การตรวจสอบ หรือตรวจสอบได้แต่ไม่เต็มร้อย ยิ่งพลาดไม่ได้ 

บางคนอาจสรุปว่า รัฐบาลทำงานเข้าปีที่ 4 กำลังอยู่ในช่วง “ขาลง” ทำอะไรสุ่มเสี่ยงไปหมด

ยังไม่ทราบเหมือนกันว่า เมื่อไหร่เราจะยอมรับกันว่า การเลือกหนทางพิเศษในการแก้ปัญหานั้น ว่าไปแล้ว เป็น “ขาลง” ตั้งแต่เริ่มต้นก็ว่าได้

ด้วยเหตุนี้เอง ที่การรัฐประหารที่ผ่านมา โดยเฉพาะหลังๆ ตั้งแต่เหตุการณ์ 14 ตุลาฯ 2516 เป็นต้นมา ส่วนมากจะเข้าเร็วออกเร็ว 

หลังรัฐประหาร 6 ตุลาฯ 2519 เกิดโครงการประชาธิปไตยแบบมีขั้นตอน รวมเวลา 12 ปี

ตั้งท่าจะอยู่ยาว เพื่อให้การศึกษาเรื่องประชาธิปไตยแก่ประชาชนกันอย่างเต็มอิ่ม

เวลาผ่านไปไม่ถึงปี รัฐประหาร 20 ตุลาฯ 2520 เข้ามาปิดโปรเจ็กต์นี้ในทันที

ตามมาด้วยการเลือกตั้งทั่วไปในปี 2522

ไม่นับรัฐประหารล้มเหลว จากนั้นยังมีรัฐประหารอีกหลายครั้ง ทั้งปี 2534, 2549 และ 2557 

เฉลี่ยสิบปีครั้ง ปฏิวัติแล้วก็คืนอำนาจ สลับไปสลับมา เป็นโอกาสให้ชาวบ้านได้เปรียบเทียบการเมือง 2 ระบบตลอดเวลา

เห็นความสำเร็จล้มเหลวและความต่างในหลายประเด็น รวมถึง “ระบบการตรวจสอบ” ที่เริ่มจริงจังในรัฐธรรมนูญ 2540 ก่อนถูกฉีกในปี 2549

แล้วจัดระเบียบใหม่ จนกลายเป็นสภาพดังที่เห็นในปัจจุบันนี้

……………..

วรศักดิ์ ประยูรศุข