ผมคิดว่าจนถึงตอนนี้ ทุกคนอาจคุ้นเคยกับคำว่า “ข่าวปลอม” หรือ “Fake News” กันดีแล้ว เรารู้ว่ารัสเซียซื้อโฆษณาเพื่อลงข่าวปลอมจำนวนมากในแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย และเราก็รู้ว่า “เราเชื่อเรื่องที่อยู่บนอินเตอร์เน็ตทั้งหมดไม่ได้” แต่ในตอนนี้ Aviv Ovadya ผู้ที่ Buzzfeed บอกว่า “เป็นผู้ทำนายถึงปรากฏการณ์ข่าวปลอมก่อนที่มันจะเกิดขึ้นจริง” นั้นมาพร้อมคำทำนายใหม่ – Ovadya ทำนายว่าจะเกิดปรากฏการณ์ “Information Apocalypse” หรือ “ภาวะสิ้นโลกทางข้อมูล”
Aviv Ovadya เป็นหัวหน้าฝ่ายเทคโนโลยีที่ศูนย์ความรับผิดชอบทางโซเชียลมีเดีย (Center for Social Media Responsibility) เขาเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาผลกระทบของโซเชียลมีเดียและเทคโนโลยี
เขารู้ว่าปรากฏการณ์ Fake News กำลังจะเกิดขึ้นตั้งแต่กลางปี 2016 และในตอนนี้ ถึงแม้โลกจะตื่นตัวกับ Fake News และผลกระทบของมันมากแล้ว แต่เขาก็ยังคิดว่าปัญหายังจะทวีความรุนแรงมากขึ้นไปอีก
หากคุณคิดว่าปัจจุบันสถานการณ์ข่าวปลอมแย่แล้ว – ลองคิดถึงสถานการณ์ที่ข่าวปลอมถูกเสริมกำลังด้วยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ที่ Ovadya ทำนายไว้สิครับ
แล้วเราอาจเชื่ออะไรไม่ได้อีกเลย
เทคนิคข่าวปลอมเทคนิคหนึ่งที่ Ovadya ระบุคือ “Diplomacy Manipulation” นั่นคือการใช้เทคโนโลยีเพื่อสร้างวิดีโอ หรือคลิปเสียงปลอมๆ ของผู้นำในโลกขึ้นมา – เรารู้แล้วว่าปัจจุบันเทคโนโลยีมีความสามารถเช่นนี้ ไม่กี่เดือนที่ผ่านมา เราอาจได้ยินข่าว Deep Fakes หรือการสร้างคลิปโป๊ปลอมของดาราฮอลลีวู้ด ด้วยเทคโนโลยี Machine Learning – ปีที่แล้วผมเขียนถึงเรื่องนี้ว่า นักวิจัยจากห้องวิจัย GRAIL มหาวิทยาลัยวอชิงตัน ได้นำเสนอเทคโนโลยีการสร้างวิดีโอให้ใครก็ตาม “พูด” ตามเสียงที่ใส่เข้าไปได้อย่างสมจริง (เหมือน
ลิปซิงก์) โดยผู้สนใจสามารถดูวิดีโอได้ที่ https://www.youtube.com/watch?v=9Yq67CjDqvw หรือค้น Synthesizing Obama: Learning Lip Sync from Audio แค่ดูก็ขนลุกแล้วครับ
Ovadya ชวนให้เราคิดว่าจะเป็นอย่างไรหากประเทศที่ไม่ประสงค์ดีใช้เทคโนโลยีนี้เพื่อสร้างภาพผู้นำ (เช่นทรัมป์ หรือคิม จองอึน) ให้พูดอะไรร้ายแรงเช่นประกาศสงคราม หรือพูดข้อมูลลับของอีกประเทศออกมา – ถึงแม้อีกประเทศจะตรวจสอบได้ในที่สุดว่าผู้นำในวิดีโอไม่ได้พูดเช่นนั้นจริงๆ แต่ขอแค่เกิดความไม่สงบเรียบร้อย ความระแวงสงสัย และการโต้ตอบอย่างฉับพลันทันที (โดยที่อาจจะยังไม่เสร็จสิ้นกระบวนการตรวจสอบ) เท่านั้นก็อาจสาแก่ใจผู้ไม่ประสงค์ดีแล้ว
วิดีโอปลอมเช่นนี้ยังทำให้เกิดสถานการณ์เลวร้ายในมุมกลับด้วย เช่น หากมีคลิปวิดีโอผู้นำทำอะไรไม่ดี (เช่น รับสินบน หรือพูดถึงแผนการฮั้วกันกับบริษัทยักษ์ใหญ่) ถูกปล่อยออกมา พวกเขาก็สามารถปฏิเสธได้อย่างง่ายดายว่า “นี่เป็นวิดีโอปลอม!” เพราะพวกเขารู้ว่าเทคโนโลยีการสร้างวิดีโอปลอมมีอยู่จริง
เช่นกัน, พวกเขาไม่จำเป็นต้องปฏิเสธให้ทุกคนเชื่อ ขอแค่ “ปฏิเสธจนมีคนรู้สึกสงสัย” ว่าคลิปดังกล่าวเป็นจริงหรือไม่ก็เพียงพอแล้ว ต่อมา ฐานเสียงของพวกเขาอาจรับลูกสนับสนุนเอง (ฐานเสียงของพวกเขายังอาจทำวิดีโอปลอมขึ้นมาจริงๆ เพื่อปฏิเสธวิดีโอจริงที่ถูกปล่อยออกมาด้วย)
ข่าวปลอมไม่ต้องการให้คนปักใจเชื่อจึงนับว่าประสบความสำเร็จ ขอแค่ให้เกิดความสับสนในสังคมก็พอแล้ว
อีกสถานการณ์ที่ Ovadya เล่าไว้คือ “Polity Simulation” ซึ่งคือ “รากหญ้าปลอมๆ” แทนที่จะต้องจ้างคนหรือทหารมาทำหน้าที่เป็นหน่วยไอโอ (Information Operation) เพื่อกระจายข่าวสารลวงหลอก พวกเขาก็สามารถประหยัดแรงได้ด้วยการให้ปัญญาประดิษฐ์หรือบอตทำงานแทน ปัญญาประดิษฐ์เหล่านี้ยังอาจดูสมจริงกว่าคนด้วย พวกมันสามารถโพสต์ข้อความสนับสนุนหรือต่อต้านนโยบายหรือขั้วการเมืองได้อย่างไม่รู้จักเหน็ดจักเหนื่อย ไม่ต้องหยุดพัก และสามารถมีอวตารได้หลากหลายเป็นหมื่นเป็นแสน – เราไม่อาจแน่ใจได้อีกแล้วว่าความเห็นที่เราได้อ่านบนโซเชียลเน็ตเวิร์กนั้นเป็นความเห็นที่สะท้อนคนจริงๆ กี่เปอร์เซ็นต์
แน่นอนว่าโซเชียลเน็ตเวิร์กอย่างเฟซบุ๊กหรือทวิตเตอร์ก็ปรับปรุงระบบตรวจจับของตนเองให้ดีขึ้นเรื่อยๆ แต่ว่านี่ก็เป็นเหมือนเกมแมวไล่จับหนู ที่หนูก็วิ่งนำหน้าไปในทุกครั้ง และกว่าที่แมวจะจับได้ หนูก็อาจจะสร้างความเสียหายไปเรียบร้อยแล้ว
สถานการณ์สุดท้ายที่ Ovadya ทำนายไว้คือ “Laser Phishing” หรือการพุ่งเป้าเพื่อหลอกลวงไปที่ตัวบุคคลเลย สมมุติว่าเราสับสนจากข่าวที่เห็นในสื่อกระแสหลักกระแสรอง และไม่เชื่อความเห็นของคนบนอินเตอร์เน็ตเพราะไม่รู้ว่าเขาเป็นคนจริงๆ หรือเป็นบอตกันแน่แล้ว ขั้นตอนต่อไปที่ผู้ไม่ประสงค์ดีจะทำได้ ก็คือการให้ปัญญาประดิษฐ์อ่านข้อมูลเกี่ยวกับเราที่โพสต์ไว้บนโซเชียลเน็ตเวิร์กทั้งหมด แล้วปลอมแปลงตัวเป็นคนรู้จัก เป็นเพื่อน เป็นพ่อเป็นแม่ของเรา เพื่อส่งข้อความ หรือคอมเมนต์ที่เราจะเชื่อใจ
เขาบอกว่า “ข้อความเหล่านี้จะไม่ใช่แค่อีเมล์ แต่จะเป็นอีเมล์จากเพื่อนที่เรารออยู่เลยทีเดียว”
เหมือนกับทุกกลยุทธ์ – อีเมล์เหล่านี้ไม่จำเป็นต้องสมจริงจนคุณจับไม่ได้ แต่ที่สำคัญคือมันจะต้องทำให้คุณใช้ความพยายามในการตรวจจับ คุณต้องนั่งอ่านมัน ถึงจะรู้ว่านี่เป็นอีเมล์ปลอมหรือจริง เมื่อมีอีเมล์ (หรือข้อความ) แบบนี้ส่งมามากๆ จนถึงจุดหนึ่ง คุณก็จะแยกแยะไม่ออกอีกแล้วว่าอะไรจริงอะไรปลอม และเลิกเช็กข้อความไปเลย
แล้วพอถึงตอนที่คุณตั้งคำถามกับทุกอย่าง คุณก็จะไม่เชื่ออะไรได้อีก คุณจะงงงวยและรู้สึกว่า “ถ้าชีวิตจะยุ่งยากขนาดนี้ ไม่สนใจไปเลยก็ได้ (วะ)” คุณอาจเลิกอ่านข่าว เลิกมีส่วนร่วมทางการเมือง (เพราะคุณไม่รู้ว่าจริงๆ แล้วความจริงคืออะไร) และนั่นก็อาจเป็นสิ่งที่ผู้ไม่ประสงค์ดีต้องการ
นั่นเองคือภาวะการ “สิ้นโลกทางข้อมูล” ที่ Ovadya พูดถึง
เรายังไม่มีทางรับมือเรื่องเหล่านี้จริง สิ่งที่ Ovadya พยายามทำ ก็เป็นการเรียกร้องให้สื่อและนักพัฒนาเทคโนโลยี (เช่น คนที่คิดค้นเทคโนโลยีปลอมภาพเสมือนจริง) ตระหนักถึงสัตว์ร้ายที่ตนกำลังสร้างเท่านั้น – ภาวะ “สิ้นโลกทางข้อมูล” จะเกิดขึ้นแน่ๆ แต่มันจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่, Ovadya ก็ตอบไม่ได้

