กรณีว่าที่ 7 กกต.ไม่ว่าจะมองว่าเป็นความห่วงใยจาก “ผู้ใหญ่” ของบ้านเมือง ไม่ว่าจะมองว่าเป็นใบสั่งอันส่งตรงมาจาก “คสช.”
ก็สะท้อนจุดอ่อนอันมาจาก “ภายใน”
นั่นก็คือ ภายในกระบวนการสรรหาที่มีรอยตำหนิอันกลายเป็นไฝ ฝ้าและราคี นั่นก็คือ ภายในกระบวนการตรวจสอบเบื้องต้นของ สนช.ที่ดำเนินไปอย่างหละหลวม
สรุปตามสำนวนช่างฟิตก็ต้องยอมรับว่า “เครื่องรวน”
อาจกล่าวได้ว่า ปัญหาและวิกฤตซึ่งเกิดขึ้นในห้วงปลายปี 2560 กับต้นปี 2561 สะท้อนรูปธรรมว่าภายใน คสช. ภายในรัฐบาล เริ่มดำเนินไปอย่างไม่ปกติ
ไม่เหมือนกับเมื่อแรกรัฐประหารในเดือนพฤษภาคม 2557
อาจมองได้ว่าล้วนเป็น “ผลงาน” อันเกิดขึ้นจากกระบวนการบริหารจัดการในความรับผิดชอบของ คสช. และของรัฐบาลอย่างชนิดร้อยละร้อย
เพียงแต่ว่าเป็น “ด้านเสีย” เท่านั้นเอง
ขอให้ทบทวนแต่ละสถานการณ์สำคัญๆ ในห้วงปลายปี 2560 ต่อต้นปี 2561 ก็จะสัมผัสได้ในความเป็นจริงซึ่งเกิดขึ้น
เริ่มจากกรณีของกระทรวงแรงงาน
นี่มิได้เกี่ยวกับพรรคเพื่อไทย นี่มิได้เกี่ยวกับพรรคประชาธิปัตย์ ตรงกันข้าม เป็นเรื่องที่หัวหน้า คสช.ใช้อำนาจตามมาตรา 44 ไปย้ายอธิบดีคนหนึ่งโดยมิได้มีการปรึกษา
ผลก็คือ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานยื่นใบลาออก
จากปัจจัยนี้มีความจำเป็นต้องปรับ ครม. และเนื่องจาก คสช.และรัฐบาลบริหารมาย่างเข้าสู่ปีที่ 4 จึงมีความต้องการปรับ ครม.ขนาดใหญ่
เท่านั้นแหละก็เกิดสภาพเหมือนกับ “ผึ้งแตกรัง”
เพราะว่าเป้าหมาย 1 ซึ่งสำคัญคือต้องการปรับ ครม.เศรษฐกิจ และผลข้างเคียง 1 ซึ่งกลายเป็นประเด็นคือ รัฐมนตรี “ทหาร” ขาดประสิทธิภาพอย่างเพียงพอ
เป็นปัญหาของ “คสช.” เป็นปัญหาจาก “คสช.”
การปรับ ครม.ไม่เพียงแต่ก่อกระแสรุกไล่ต่อรัฐมนตรี “ทหาร” หากแต่ยังทำให้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ตกเป็นเป้าในทางสังคม
เกิดความรู้สึกว่าเป็นเหมือน “ตัวถ่วง”
ความรู้สึกนี้อาจเกิดจากปัจจัยภายนอก แต่เสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างนี้ก็มิได้เป็นเรื่องใหม่และมิอาจกระทบต่อ คสช.และรัฐบาลมากนัก
ต่อเมื่อภาพของ “นาฬิกา” หรูปรากฏขึ้น
มีการสืบค้นและพบว่าเป็นนาฬิกายี่ห้อ Richard Mille ราคาแพงระดับเดียวกันกับโรเล็กซ์ จึงนำไปสู่การตรวจสอบข้อมือของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ
กลายเป็นว่ามีมากกว่า 20 เรือนแตกต่างกันไป
ยิ่งเมื่อมีความพยายามปล่อยข่าวออกมาเพื่อแก้ต่างว่า เป็นนาฬิกา “ยืมเพื่อน” ประสานเข้ากับการออกมาปกป้องของ คสช.เอง ก็กลายเป็นเรื่อง ก็กลายเป็นประเด็น
ทุกอย่างมาจาก “ภายใน” ทั้งสิ้น
ที่น่าเป็นห่วงก็คือ ความอื้อฉาวซึ่งสะสมและหมักหมมไม่เพียงแต่นำไปสู่การรื้อฟื้นเรื่องเก่าที่มิได้มีการสรุป หากแต่เกิดการขยายวงออกไปอย่างกว้างขวางและลึกซึ้ง
สัมพันธ์กับ “สถานะ” สัมพันธ์กับ “CREDIT”
กลายเป็นว่าไม่ว่าจะชี้แจงอย่างไรคนก็ไม่เชื่อ จึงลามปามจากเรื่อง “นาฬิกา” ไปยังโรดแมปของ “การเลือกตั้ง” ที่เลื่อนแล้วเลื่อนอีก
ภาพของ “เด็กเลี้ยงแกะ” ภาพของ “พิน็อกคิโอ” จึงลอยเด่น

