บทพิสูจน์ความสามารถด้านหนึ่งของมนุษย์คือการแก้ปัญหาความขัดแย้งในสังคมมนุษย์ ผลงานดีที่สุดคือการคลี่คลายได้โดยสันติ ประนีประนอม ออมชอมกัน
ส่วนผลงานที่ล้มเหลวคือการกดทับปิดบังปัญหาเดิม ขยายปัญหาเดิม และก่อปัญหาใหม่ วุ่นวายไม่มีที่สิ้นสุด ซึ่งเรื่องนี้ดูได้ไม่ยาก
ที่อเมริกา ความรุนแรงจากอาวุธปืนกำลังเป็นเรื่องความขัดแย้งอย่างกว้างขวาง หลังจากเมื่อวันวาเลนไทน์ที่น่าจะเป็นวันแห่งความรักกลายเป็นวันสยองขวัญจากเหตุกราดยิง 17 ศพ ภายในโรงเรียนมาร์จอรี สโตนแมน ดักลาส รัฐฟลอริดา
นายโดนัลด์ ทรัมป์ ถูกจับตาเป็นพิเศษ เพราะเดิมเข้าข้างสมาคมปืนไรเฟิลแห่งชาติสหรัฐ องค์กรทรงอิทธิพลทางการเมืองมาช้านาน โดนครหาว่าได้รับเงินหาเสียงเลือกตั้งมา 350 ล้านบาท
ขนาดเมื่อปีก่อนเกิดเหตุลุงวัยเกษียณอายุ 64 ปี ฐานะมีอันจะกิน สตีเฟน แพ็ดด็อก กราดยิงฝูงชนในงานคอนเสิร์ตกลางแจ้งตายไปถึง 58 ชีวิต บาดเจ็บอีก 850 คน เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2560 นายทรัมป์แกก็ไม่ได้ทำอะไร และภาคการเมืองก็ยังนิ่งไม่ไหวติงอะไร
นายทรัมป์ไปโทษว่าเป็นปัญหาเรื่องสภาพจิตป่วย เช่นเดียวกับครั้งนี้ที่วัยรุ่นหนุ่มที่ก่อเหตุ อายุ 19 ปี บ่งบอกว่าจิตใจไม่ปกติ
แต่ครั้งนี้กระแสสังคมไม่เงียบเหมือนครั้งก่อน เพราะเหตุเกิดในโรงเรียนและนักเรียน-ผู้ปกครองทั้งจากเหตุการณ์นี้และอีกหลายเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ก็รวมกลุ่มกันได้เหนียวแน่น
คำถามง่ายๆ สั้นๆ ไม่ซับซ้อนคือ วัยรุ่นอายุ 19 ปีไปซื้อปืนไรเฟิลได้ง่ายๆ ได้อย่างไร
ด้วยกระแสที่โหมกระหน่ำนี้ นายทรัมป์จึงลงนามคำสั่งให้มีการเสนอร่างกฎหมายควบคุมอุปกรณ์ดัดแปลงปืนไม่ให้ไปใช้ทรงอานุภาพแบบที่เกิดในเหตุลาสเวกัส
แต่ถัดมาไม่กี่วัน ไม่ทราบว่าด้วยเหตุผลกลใด นายทรัมป์กลับพูดเสนอกลางวงผู้สูญเสียในเหตุยิงกราดที่ทำเนียบขาวว่า น่าจะให้ครูอาจารย์ในสถาบันการศึกษาทั่วประเทศติดอาวุธปืนเพื่อระงับเหตุ ยิ่งเมื่อผ่านการฝึกพิเศษ ก็จะประจำการอยู่ที่โรงเรียนเลยไม่ต้องรอกว่าตำรวจจะไปถึง
ความที่อเมริกาเป็นดินแดนที่ผู้คนแสดงความเห็นกันได้จึงมีข้อดีที่ว่าคนในสังคมร่วมกันถกเถียง คัดค้านกันอย่างเป็นเหตุเป็นผล ไม่ต้องหวาดกลัวว่าใครจะมาเอาตัวไปปรับทัศนคติ หรือถูกดำเนินคดีปลุกปั่นสังคม
กรณีของนายทรัมป์ หลังเสนอทางแก้ปัญหาแบบนี้ไปจึงเกิดเสียงวิจารณ์อย่างถ้วนทั่ว ว่ามันใช่หรือ นี่คือความสามารถของผู้นำในการแก้ปัญหาเช่นนั้นหรือ
ไม่เหมือนกับกรณีของจีนที่พรรคคอมมิวนิสต์เสนอให้แก้ไขรัฐธรรมนูญให้ สี จิ้นผิง อยู่ในอำนาจไปนานๆ ดูนานเหมือนสมัยฮ่องเต้เลยด้วยซ้ำ แต่ก็ไม่เปิดให้ผู้คนวิพากษ์วิจารณ์ ไม่ว่าตามงานสัมมนา หรือในโลกออนไลน์
หรือกรณีของซีเรีย ตั้งแต่ช่วงอาหรับสปริง ผู้นำไม่มีศักยภาพพอที่จะดึงเอากลุ่มต่อต้านมานั่งโต๊ะเจรจากัน กลับก่อสงครามกลางเมืองคร่าชีวิตชาวบ้านจนวันนี้ยังหาจุดสิ้นสุดไม่พบ
ส่วนเมืองไทย วิธีการแก้ปัญหาความขัดแย้งที่ลงเอยเป็นเหตุรัฐประหารปี 2557 ก่อให้เกิดผลอย่างไรก็พอจะมองไม่ยาก เพียงจะยอมรับความจริงได้หรือยังเท่านั้น
………………..
ชุมฉันท์ ชำนิประศาสน์

