หน้าแรก คอลัมนิสต์ บุ๊กคลับมังกร...

บุ๊กคลับมังกรแดงและอิทธิพลแนวคิดฝ่ายซ้ายในพม่า โดย ลลิตา หาญวงษ์

2.03.18 | 11:39 น.
ขบวนการชาตินิยมโด้ะ บะหม่า

แม้แนวคิดฝ่ายซ้ายทั้งลัทธิคอมมิวนิสต์ มาร์กซิสม์ เหมาอิสม์ และอื่นๆ จะเข้าไปในพม่าช้ากว่าประเทศอื่นๆ ในเอเชีย แต่ก็ต้องนับว่าฝ่ายซ้ายมีอิทธิพลอย่างมากต่อผู้นำขบวนการชาตินิยมที่เรียกร้องเอกราชให้กับพม่า ในอันที่จริงควรกล่าวว่าอุดมการณ์ฝ่ายซ้ายเป็นอุดมการณ์กระแสหลักในพม่าในช่วงก่อนและหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่ต่อมาฝ่ายนิยมซ้ายกลับแตกคอกันด้วยคำถามที่ว่าพม่าหลังได้รับเอกราชควรเป็น “ซ้าย” ประมาณใด

ฝ่ายหนึ่งมีความฝันต้องการเห็นพม่าเป็นรัฐสวัสดิการ และชื่นชมแนวทางแบบสังคมนิยมเป็นพิเศษ ในขณะเดียวกันก็ได้รับอิทธิพลจากนักชาตินิยมในยุคก่อนๆ ที่กระตุ้นให้สังคมพม่ารักษาขนบธรรมเนียมและจารีตแบบเดิมที่มีศูนย์กลางที่พุทธศาสนาไว้อย่างแม่นมั่น

อีกฝ่ายหนึ่งต้องการเปลี่ยนแปลงพม่าด้วยการใช้กำลัง เน้นการปฏิวัติเพื่อถอนรากถอนโคนระบบทุนที่พวกเขามองว่าเป็นสาเหตุของความเหลื่อมล้ำและความล้าหลังในประเทศของตน ทั้งสองฝ่ายเคยร่วมกันต่อสู้เพื่อเอกราชมาก่อนในนามพรรค AFPFL (Anti-Fascist People’s Freedom League) ภายใต้การนำของออง ซาน แต่แตกแยกกันอย่างหนักหลังพม่าได้รับเอกราช

“ไทยพบพม่า” สัปดาห์นี้ขอพาผู้อ่านไปพบกับกลุ่มศึกษาวรรณกรรมฝ่ายซ้ายที่มีบทบาทอย่างสูง และบ่มเพาะให้ผู้นำ AFPFL เป็นผู้นำฝ่ายซ้ายและขบวนการเอกราช ดังที่กล่าวไปแล้วว่าขบวนการฝ่ายซ้าย คือขบวนการที่เน้นการปฏิวัติเพื่อล้มล้างระบอบเดิม และมุ่งขับเคลื่อนสังคมด้วยความเท่าเทียมนั้นเพิ่งจะเกิดขึ้นก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 (พ.ศ.2482-2488) เริ่มต้นขึ้นไม่นาน แต่ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วและมีพลังมาก

หนึ่งในตัวขับเคลื่อนพลังของฝ่ายซ้ายคือคอหนังสือกลุ่มหนึ่งที่เรียกตัวเองว่า “นากานีบุ๊กคลับ” หรือบุ๊กคลับมังกรแดง ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี 1937 (พ.ศ.2480) โดยชาวพม่ากลุ่มหนึ่ง ว่ากันว่าคนหนุ่มกลุ่มนี้ได้แรงบันดาลใจจากกลุ่มศึกษาทฤษฎีฝ่ายซ้ายแบบบุ๊กคลับของวิกเตอร์ กอลแลนซ์ (Victor Gollancz Book Club) และของเพจ อาร์ อาร์นอท (Page R. Arnot Book Club) ในลอนดอน

Advertisement

จุดมุ่งหมายของนากานีบุ๊กคลับคือการตีพิมพ์หนังสือประเภทวรรณกรรม ประวัติศาสตร์ การเมือง และอื่นๆ เป็นภาษาพม่า แน่นอนว่าวรรณกรรมที่นากานีเลือกมามีกลิ่นอายของฝ่ายซ้ายที่กำลังได้รับความนิยมอย่างมากในยุโรปก่อนยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 ความเป็นซ้ายยังปรากฏในเป้าประสงค์ของกลุ่มที่ต้องการพิมพ์หนังสือและขายในราคาถูกเพื่อให้ชาวพม่าทุกคนมีโอกาสเข้าถึงวรรณกรรมดีๆ

นากานีใช้เวลาเพียง 4 ปีก็พิมพ์หนังสือขายได้ร่วม 100 เล่ม

อูนุ คือหนึ่งในผู้ก่อตั้งนากานี ที่ต่อมาจะขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีคนแรกของพม่าในยุคเอกราช อู นุ ต่างจาก “ตะขิ่น” หรือผู้นำนักชาตินิยมทั่วๆ ไปตรงที่เขาเป็นฝ่ายบุ๋น ต่างจากผู้นำตะขิ่นส่วนใหญ่ที่มีภาพเป็นฝ่ายบู๊ เป็นทหารที่เด็ดขาดและหลายคนชื่นชอบแนวทางการปฏิวัติตามแบบของรัสเซียและจีน แต่สำหรับอู นุที่มีความใฝ่ฝันจะเป็น “จอร์จ เบอร์นาร์ด ชอว์แห่งพม่า” จึงเน้นการเปลี่ยนแปลงสังคมผ่านงานเขียน นอกจากบทบาทการเป็นนักการเมือง อดีตผู้นำนักศึกษา และผู้นำขบวนการชาตินิยมแล้ว อู นุยังมีชื่อเสียงในเรื่องของการเขียนบทละคร บทละครเรื่อง The People Win Through หรือชัยชนะของประชาชน ถูกนำมาเป็นภาพยนตร์และละครเวทีซ้ำแล้วซ้ำเล่าเพื่อกระตุ้นจิตสำนึกรักชาติและหวงแหนวัฒนธรรมอันดีงามของชาวพม่า

นากานีได้รับแรงบันดาลใจอีกทางหนึ่งมาจากขบวนการนักศึกษาที่ฝักใฝ่ลัทธิคอมมิวนิสต์ในอินเดีย อู นุและทุน เอ (Tun Aye) ผู้ก่อตั้งนากานีอีกคนหนึ่งรู้จักวรรณกรรมชิ้นเอกของรัสเซีย เช่น งานของมักซิม กอร์กี้ และมิคาอิล โชโลคอฟ ที่อินเดียและเริ่มดูดซับแนวคิดแบบสังคมนิยมตั้งแต่นั้นเรื่อยมา

นากานีมีจุดเริ่มต้นเล็กๆ แต่ขยายเป็นบุ๊กคลับที่มีชื่อเสียงและมีอิทธิพลต่อสังคมพม่าได้เพราะส่วนหนึ่งได้รับการสนับสนุนจากนักเขียนฝ่ายซ้ายหลายคน โดยเฉพาะเตง เพ มยิ้น และดีดอก อู บา โช (Deedok U Ba Cho) อู นุกับทุน เอลงขันร่วมกันคิดเป็นเงิน 850 เหรียญสหรัฐ และร่วมกันคัดเลือกหนังสือเพื่อมาแปลและตีพิมพ์ ในช่วงแรกหนังสือที่นากานีพิมพ์เป็นงานของอู นุ และนักเขียนที่สนิทชิดเชื้อกัน แต่ต่อมาก็เริ่มงานแปลงานฝ่ายซ้ายจากโลกตะวันตกมากขึ้น และเป็นที่นิยมมากเพราะมีราคาถูกและตีพิมพ์อุดมการณ์ที่หนุ่มสาวพม่ากำลังให้ความสนใจ

นากานีไม่ใช่บุ๊กคลับแบบที่เข้าใจกัน เพราะความเป็นจริงแล้วผู้นำนากานีมีปฏิสัมพันธ์กับสมาชิกที่บอกรับวารสารของนากานีไม่มากนัก ต่างจากบุ๊กคลับประเภทเป็นกลุ่มอ่านและวิพากษ์วรรณกรรมดังที่นิยมอยู่ในปัจจุบัน ชื่อเสียงของนากานียังเกิดขึ้นพร้อมๆ กับสถานการณ์การเมืองที่วุ่นวายสุดขีดในพม่า ทั้งการนัดหยุดงาน นัดหยุดเรียน และการจลาจลระหว่างเชื้อชาติที่เกิดขึ้นทั่วไป และบทบาทของสมาคมรักชาติอย่างสมาคม “โด้ะ บะหม่า อะซีอะโยน” (Do Bama Asiayone) ที่ขึ้นมามีบทบาทในช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 ไม่นาน

นากานีประสบความสำเร็จได้อีกประการหนึ่งด้วยความสำเร็จของเพลงนากานี อันเป็นเพลงประจำบุ๊กคลับ ซึ่งถูกผลักดันโดยนักเขียนชื่อดังหลายคน และกลายเป็นเพลงประจำตัวนักชาตินิยมพม่า ที่ยังมีคนจดจำและขับร้องมาจนถึงปัจจุบัน เนื้อหาของเพลงกล่าวถึงความฝันของนักสังคมนิยมที่ต้องการเปลี่ยนแปลงสังคม กำจัดความยากจน ปกป้องประเทศจากภัยคุกคามทุกประเภท มุ่งสร้างรัฐที่มั่งคั่งอย่างยั่งยืน ซึ่งทั้งหมดนี้คือการสร้างสังคมแบบยูโทเปียตามแนวทางฝ่ายซ้าย อย่างไรก็ดี ความเป็น “ซ้าย” แบบพม่าและนากานีนั้นแตกต่างออกไปจากซ้ายแบบเหมาและเลนินอยู่มาก เพราะยังให้ความสำคัญกับจารีตและประเพณีของพม่า

และสโลแกนที่กระตุ้นความรักชาติที่ว่า “พม่าเป็นประเทศที่อุดมสมบูรณ์ เต็มไปด้วยทอง เงิน และอัญมณีมากมาย” ก็ยังเป็นสโลแกนที่รัฐพม่าใช้เพื่อกระตุ้นความรักชาติและสร้างความสมัครสมานสามัคคีของสหภาพมาจนถึงปัจจุบัน

 

นากานีพิมพ์หนังสือหลายสิบเล่ม และแต่ละเล่มก็พิมพ์มากถึง 5,000 ฉบับ และอาจมากถึง 10,000 ฉบับสำหรับหนังสือที่ได้รับความนิยมมากเป็นพิเศษ และขายในราคาถูกมาก ต่างจากหนังสือแบบเดียวกันจากสำนักพิมพ์อื่นๆ ที่มีราคาแพงกว่า เมื่อสำนักพิมพ์ดำเนินการไปสักพัก เป้าหมายของอู นุ และทุน เอเริ่มชัดเจนขึ้น พวกเขามีความใฝ่ฝันจะพิมพ์หนังสือให้ได้ 1 เล่มต่อเดือน และสามารถทำได้ตามใจหวัง แน่นอนว่าทุกอย่างที่นากานีทำล้วนมีต้นทุน จากสำนักพิมพ์เล็กๆ จึงขยายตัวเป็นบริษัทขนาดใหญ่ขึ้น จากนากานีบุ๊กคลับ กลายเป็นบริษัทนากานี ทำให้ผู้ก่อตั้งทั้งสองแตกกันแบบเงียบๆ ในขณะที่ทุน เอต้องการรักษาปรัชญาเดิมของนากานีไว้ คือขายหนังสือในราคาถูกและเป็นเพียงบุ๊กคลับเล็กๆ ที่ทำงานเพื่อสังคม แต่อู นุมองว่าสำนักพิมพ์ไม่สามารถอยู่รอดได้หากไม่มีเงินทุนที่มั่นคงสนับสนุน

อู นุมองว่าสำนักพิมพ์ที่มีอุดมการณ์ก็สามารถเป็นบริษัทขนาดใหญ่ขึ้นได้ โดยไม่จำเป็นต้องละทิ้งอุดมการณ์สังคมนิยมของตน

 

ยอดการพิมพ์หนังสือลดลงกว่าเดิมเมื่อสงครามโลกเกิดขึ้นในยุโรป และยิ่งมีผลกระทบมากขึ้นเมื่อญี่ปุ่นยกพลขึ้นบกที่พม่า เป็นเหตุให้อู นุโดนควบคุมตัวและถูกส่งไปที่มัณฑะเลย์ แม้ช่วงเวลาที่นากานีดำเนินการอยู่จะไม่ยาวนานนัก แต่ก็เป็นแรงบันดาลใจให้กับสื่อและสำนักพิมพ์ในยุคต่อๆ มาเป็นอย่างดี พม่ามีวัฒนธรรมการพิมพ์ สำนักพิมพ์ และแวดวงวรรณกรรมที่น่าตื่นตาตื่นใจ มีสำนักพิมพ์หลายแห่งที่เริ่มต้นแบบมือสมัครเล่นเหมือนกับนากานี แต่ก็ฝึกปรือวิทยายุทธ์จนขึ้นมาเป็นแนวหน้าของอุตสาหกรรมการพิมพ์ในพม่า หลายสำนักพิมพ์ยังคงอยู่มาจนถึงปัจจุบัน และแม้พม่าจะอยู่ภายใต้ระบอบเผด็จการทหารมาหลายสิบปี แต่สิ่งหนึ่งที่ยังคงอยู่กับสังคมพม่า และเปลี่ยนไปน้อยมาก คือวัฒนธรรมการอ่านที่ยังเหนียวแน่น สำนักพิมพ์ทุกแห่งแม้จะเจอการเซ็นเซอร์อย่างเข้มข้น แต่ยังมีสิ่งพิมพ์ออกมาอย่างต่อเนื่อง และไม่น่าแปลกใจว่าในยุคที่ประชาธิปไตยเริ่มลงหลักปักฐานในพม่า สื่อสิ่งพิมพ์ทั้งหนังสือพิมพ์ หนังสือ และวารสารต่างๆ จะยังได้รับความนิยมอยู่

แม้จะมีโซเชียลมีเดียเข้ามา แต่ความนิยมการอ่านหนังสือและสิ่งพิมพ์อื่นๆ ในพม่ายังได้รับความนิยมอย่างไม่เสื่อมคลาย