ความแตกต่างที่ถูกบีบรัดให้เหมือนกัน
เกณฑ์กำกับสหกรณ์ที่ถูกออกแบบ และได้รับอิทธิพลจากแนวคิดและแนวปฏิบัติของเกณฑ์กำกับธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินทั่วๆ ไป ภายใต้การครอบงำของระบบคิดและระบบปฏิบัติแบบเศรษฐกิจเสรีทุนนิยม โดยมิได้คำนึงถึงจิตวิญญาณสหกรณ์ (คุณค่า หลักการ และอุดมการณ์ของสหกรณ์) เป็นสิ่งที่ดีงาม เหมาะสม ถูกต้องหรือไม่? ลองพิจารณาดู
สหกรณ์มีสมาชิกเป็นเจ้าของ ธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินมีนักธุรกิจเป็นเจ้าของ
สหกรณ์มีหลักการ และอุดมการณ์ในการช่วยเหลือสมาชิกของสหกรณ์ ช่วยเหลือเพื่อนสหกรณ์ และเอื้ออาทรต่อสังคม
ในขณะที่ผู้บริหาร และลูกค้าของสหกรณ์เป็นสมาชิกของสหกรณ์ แต่ผู้บริหารและลูกค้าของธนาคารและสถาบันการเงินคือใคร? หลักการ อุดมการณ์ การได้มาซึ่งผู้บริหาร และเป้าหมายในการทำธุรกรรมทางการเงินแตกต่างกัน ใช่หรือไม่?
การออกเกณฑ์กำกับเชิงปริมาณที่เข้มข้น เจตนาอาจจะดี เพราะตั้งใจจะแก้ปัญหาที่เคยเกิดขึ้น และไม่ต้องการให้เกิดขึ้นอีกในอนาคต แต่วิธีคิดยังติดอยู่กับการคิดแก้ปัญหาแบบเดิม คือเป็นแบบเส้นตรง หาเหตุ แก้ที่เหตุ เพื่อให้กลับมาเป็นเหมือนเดิม ซึ่งเป็นวิธีคิดแบบแก้เครื่องยนต์กลไก เป็นแบบที่ฝรั่งเขาเรียกว่า status quo problem solving หรือแปลเป็นไทยได้ว่า การแก้ปัญหาแบบ “คงสถานภาพเดิม” หรือ “ขอให้กลับมาเหมือนเดิม” ซึ่งใช้ได้และเหมาะกับการแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวกับวัตถุ สิ่งของ เครื่องยนต์กลไก
แต่ปัญหาสหกรณ์ที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นกรณีของสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น หรือสหกรณ์เคหสถานนพเก้ารวมใจ แท้ที่จริงแล้วไม่ใช่เกิดจากการไม่มีเกณฑ์กำกับเชิงปริมาณที่เข้มข้น แต่เป็นปัญหาที่เกิดจาก และเกี่ยวกับ “คน” ทั้งสิ้น เพราะถ้าเป็นเรื่องของการขาดเกณฑ์กำกับเชิงปริมาณที่เข้มข้นจริง ระบบและขบวนการสหกรณ์คงล่มสลายไปหมดแล้ว ใช่หรือไม่? และในความเป็นจริงสหกรณ์มีการพัฒนาไปมากจากจุดเริ่มต้น ไม่ว่าจะเป็นแนวคิดและแนวปฏิบัติ แต่หลักการและอุดมการณ์ยังหนักแน่นเหมือนเดิม ยกเว้น “คน” ในวงการสหกรณ์เพียงไม่กี่คนที่สร้างปัญหาส่งผลกระทบต่อขบวนการสหกรณ์โดยรวม
ผู้บริหารพึงต้องมีความกล้าหาญทางคุณธรรมและจริยธรรม กล้าที่จะคิดและทำในสิ่งที่ดีงาม เหมาะสม ถูกต้อง ไม่ใช่พยายามที่จะคิดและทำสิ่งต่างๆ (ที่ไม่ถูกต้อง) ให้ถูกต้อง (Doing the right things vs. Doing things right)
ทําไมไม่สร้างหรือพัฒนาเกณฑ์กำกับเชิงคุณภาพ? ทำไมไม่คิดและพัฒนาเกณฑ์กำกับ/ส่งเสริมความสำเร็จ?
หรือปัญหาสหกรณ์ที่เกิดขึ้น เป็นเพราะกรมส่งเสริมสหกรณ์ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ และหน่วยเหนือที่กำกับดูแลสหกรณ์มิได้ทำหน้าที่ของตนเองอย่างเข้มข้นและทันเวลาพอ ปล่อยให้ปัญหาบานปลาย แล้วท้ายที่สุดจะออกเกณฑ์กำกับที่เข้มข้นเชิงปริมาณมาบีบรัดสหกรณ์ โดยเฉพาะสหกรณ์ออมทรัพย์ขนาดใหญ่ที่มีคุณภาพ ที่พัฒนาตนเองจากจุดเริ่มต้นที่จะช่วยเหลือเพื่อนสมาชิกด้วยกัน ไปสู่การช่วยเหลือเพื่อนสหกรณ์ด้วยกัน และช่วยเหลือเอื้ออาทรต่อสังคมตามหลักการและอุดมการณ์ของสหกรณ์ได้แล้ว เพื่อทำให้สหกรณ์ที่ประสบผลสำเร็จเหล่านั้นกลับไปยังจุดเริ่มต้นใหม่ มันจะถูกต้อง เหมาะสม ดีงามสำหรับสหกรณ์ที่ดีมีคุณภาพหรือไม่?
ตกลงเกณฑ์กำกับใหม่ที่จะออกมา เป็นการส่งเสริมและสร้างความสำเร็จให้กับสหกรณ์ หรือเป็นการลงโทษสหกรณ์ที่พัฒนาความคิด และวิธีปฏิบัติที่ก้าวล้ำไปกว่าผู้ทำหน้าที่ส่งเสริม หรือกำกับสหกรณ์?
ตกลงเกณฑ์กำกับใหม่ที่กำลังจะออกมา ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนได้ไม่เกินร้อยละ 20 การนำเงินไปฝากหรือให้กู้เพื่อนสหกรณ์อื่นได้ไม่เกินร้อยละ 10 ของทุนของสหกรณ์ของผู้ให้กู้และของผู้รับ รวมไปถึงเกณฑ์กำกับเชิงปริมาณอื่นๆ จะเป็นการส่งเสริมและพัฒนาขบวนการสหกรณ์จริงหรือไม่? หรือมีเป้าหมายเป็นการลดความเติบโตของสหกรณ์ขนาดใหญ่ ในขณะเดียวกันก็เป็นการลดศักยภาพความสามารถในการช่วยเหลือของสหกรณ์ขนาดใหญ่ต่อสหกรณ์ขนาดกลางและขนาดเล็ก ใช่หรือเปล่า? ต้องการ “บอนไซ” ขบวนการสหกรณ์เพื่ออะไร? ใครได้ผลประโยชน์จากการบอนไซครั้งนี้? … เป็นคำถามที่คนในขบวนการสหกรณ์ต้องการคำตอบจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะจากคนในวงการสหกรณ์ด้วยกันเอง และโดยเฉพาะจากสันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย และชุมนุมสหกรณ์ระดับชาติทุกประเภท
ในท้ายที่สุดของบทความนี้ ขอฝากกรมส่งเสริมสหกรณ์ช่วยพิจารณาว่า ท่านจะเลือกบทบาท หน้าที่ และความรับผิดชอบใดมากกว่ากัน ระหว่างการเป็นผู้ส่งเสริมสหกรณ์ (Cooperatives Promoter) ตามชื่อของกรม หรือผู้ควบคุมกำกับสหกรณ์ (Cooperatives Regulator)
ถ้าเลือกที่จะเป็นแบบแรกก็ควรต้องเปลี่ยนแนวคิดและแนวปฏิบัติให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ และชื่อของกรม แต่ถ้าเลือกแบบหลังก็ควรต้องเปลี่ยนชื่อกรมจากกรมส่งเสริมสหกรณ์ เป็นกรมควบคุมและกำกับสหกรณ์ ถ้าจะเลือกทั้งสองแบบก็ควรกำหนดสัดส่วนเชิงปริมาณให้ชัดเจน แต่คุณภาพต้องเต็มศักยภาพ
แต่ที่น่าพึงประสงค์ที่สุดในสถานการณ์ปัจจุบัน คือทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องหันหน้ามาพูดคุยกันด้วยภาษา ด้วยจิตวิญญาณสหกรณ์ บนหลักการและอุดมการณ์ของสหกรณ์ มากกว่าการใช้ภาษา แนวคิด และแนวปฏิบัติของสถาบันการเงินกระแสหลักที่เน้นการแข่งขันและมาตรฐานสากลตามแนวทางของเศรษฐกิจเสรีทุนนิยม มากกว่าการช่วยเหลือเกื้อกูลกันตามแนวทางของสหกรณ์

