“โยฮัน ครอยฟ์” อดีตนักเตะและโค้ช “เทวดา” ชาวเนเธอร์แลนด์ เพิ่งจะเสียชีวิตในวัยอายุ 68 ปี ด้วยโรคมะเร็งปอด
ท่ามกลางบทความไว้อาลัยหลายชิ้น ดูเหมือนงานเขียนของ “เดวิด วินเนอร์” จากเว็บไซต์เดอะ การ์เดี้ยน จะเป็นชิ้นที่อ่านสนุกที่สุดชิ้นหนึ่ง
จึงขออนุญาตนำเกร็ดบางส่วนจากบทความชิ้นนั้นมาเล่าสู่กันฟังดังนี้
ครอยฟ์ก็เป็นเช่นเดียวกับคนหนุ่มสาวยุค 1960 ที่มีจิตวิญญาณความเป็นขบถ อย่างไรก็ตาม เขาไม่เคยทำตัวเป็นฮิปปี้ มิหนำซ้ำ ยังเป็นพวกบ้าการแข่งขันและให้ความสำคัญกับเรื่องเงิน
จนถึงกับเคยกล่าวว่า “เมื่อผมแขวนสตั๊ด ผมจะไม่เดินเข้าไปในร้านขายขนมปัง แล้วพูดว่าผมคือโยฮัน ครอยฟ์ ช่วยอนุเคราะห์ขนมปังให้ผมสักชิ้นได้ไหมครับ”
ชื่อของครอยฟ์ถูกผูกติดกับระบบ “โททัล ฟุตบอล” ที่นักเตะจะหมุนเวียนสับเปลี่ยนตำแหน่งกันได้ตลอดเวลา และมักดันเกมขึ้นสูงเพื่อบีบคู่ต่อสู้
ครอยฟ์คือใจกลางของระบบปฏิบัติการทั้งหมด ไม่ใช่แค่เพราะเขาเป็นสุดยอดนักเตะอัจฉริยะในระดับเดียวกับดิเอโก้ มาราโดนา และเปเล่ แต่เขายังเป็นนักคิดที่ชอบปรับเปลี่ยนรูปแบบการเล่นของทีมจากในสนาม โดยไม่ต้องพึ่งพาคำปรึกษาใดๆ จากโค้ชตรงม้านั่งข้างสนาม
ครอยฟ์, โค้ชอย่าง ไรนุส มิเชลส์ อายแอ็กซ์ และเนเธอร์แลนด์ ได้ร่วมกันสร้างสรรค์ให้การแข่งขันฟุตบอลกลายเป็นเกมแย่งชิงพื้นที่อันเต็มไปด้วยพลวัตไหลเลื่อนเคลื่อนไหวตลอดเวลา
ด้วยหลักคิดว่า ผู้ใดสามารถจัดการและควบคุมพื้นที่จำกัดจำเขี่ยในสนามฟุตบอลได้ คนนั้นก็จะกลายเป็นผู้ชนะ
รูปแบบความคิดเช่นนี้สอดคล้องกับวัฒนธรรมของชาวดัตช์ ซึ่งพยายามสรรหาวิธีการต่างๆ มาควบคุมจัดการและใช้ประโยชน์จากพื้นที่ของประเทศที่แออัดหนาแน่น แถมส่วนใหญ่ยังอยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเล
เมื่อประเดิมอาชีพโค้ช โลกลูกหนังในทศวรรษ 1980 ถูกยึดครองโดยรูปแบบการเล่นเน้นตั้งรับ ครอยฟ์ที่เข้าไปเป็นผู้จัดการทีมของอายแอ็กซ์ จึงพยายามฟื้นฟู “โททัล ฟุตบอล” ขึ้นมา ผ่านการสร้างระบบพัฒนาเยาวชนให้เล่นบอลตามแบบฉบับของเขา
ก่อนจะนำโปรเจ็กต์ดังกล่าวไปสานต่อด้วยงบประมาณสนับสนุนที่สูงขึ้นกับสโมสรบาร์เซโลนา
ความสำเร็จของสเปนและบาร์เซโลนาในช่วงหลายปีหลัง ทำให้หลายคนทึกทักว่าสเปนเป็นดินแดนแห่งการเล่นฟุตบอลที่งามสง่า, ลึกซึ้ง และเปี่ยมความคิดสร้างสรรค์ ทว่า เป็นครอยฟ์ต่างหาก ซึ่งเข้าไปบ่มเพาะวิธีคิดและวิถีปฏิบัติเช่นนั้น ณ แคว้นคาตาลัน
ปัญหาสำคัญของครอยฟ์ คือ เขาเชื่อว่าการโต้เถียงและความขัดแย้งจะนำไปสู่ “สิ่งที่ดีที่สุด” ด้วยเหตุนี้ ยอดนักเตะและกุนซือเทวดาจึงสร้างศัตรูเอาไว้เพียบ อาทิ
เมื่อประธานสโมสรบาร์เซโลนารายหนึ่งปลดครอยฟ์ออกจากตำแหน่งผู้จัดการทีม เขาก็ “เอาคืน” ด้วยการร่วมมือกับผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานสโมสรอีกรายเขี่ยประธานคนเดิมตกเก้าอี้ ในการเลือกตั้งประธานสโมสรหลังจากนั้น
ในวัย 36 ปี เมื่อประธานอายแอ็กซ์ตั้งข้อสงสัยว่าครอยฟ์ยังเป็นขวัญใจแฟนบอลอยู่หรือไม่ เขาก็ประชดด้วยการย้ายไปอยู่กับทีมคู่ปรับ เฟเยนูร์ด ร็อตเตอร์ดัม และช่วยให้เฟเยนูร์ดคว้าดับเบิ้ลแชมป์สำเร็จ
สมรภูมิสุดท้ายของครอยฟ์ คือ การที่เขาเข้าไปยึดอำนาจการบริหารสโมสรอายแอ็กซ์ที่กำลังตกต่ำ ในปี 2011 แล้วแต่งตั้งคณะผู้บริหารชุดใหม่ ซึ่งส่วนมากเป็นอดีตนักเตะที่ถูกสร้างขึ้นมาจากระบบพัฒนาเยาวชนของเขา อาทิ เดนนิส เบิร์กแคมป์ และวิม ยองค์
ครอยฟ์ปรารถนาจะเห็นสโมสรแห่งนี้กลับมาเป็นศูนย์กลางในการผลิตนักฟุตบอลอัจฉริยะอีกครั้ง
ก่อนที่เขาจะต้องถอนตัวจากภารกิจดังกล่าว เมื่อถูกตรวจพบว่าป่วยเป็นโรคมะเร็งปอด

