เคยอยากไม่ต้องคิดเรื่องจุกจิกกวนใจอย่างจะต้องรอช่างเข้ามาติดเน็ตที่บ้านกี่โมง จะต้องเลือกใช้บริการแพคเกจโทรทัศน์ไหน จะเลือกเก้าอี้ตัวไหนมาตั้งไว้ในห้อง ไปจนถึงจะหาเพื่อนจากไหนมากินข้าวด้วยไหมครับ? ในตอนนี้มีสตาร์ตอัพเกิดขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาทั้งหมดทั้งปวงแล้ว – คุณสามารถใช้ชีวิตใน “แพคเกจ” ที่เขาเลือกสรรมาให้โดยไม่ต้องคิดอะไร (นอกจากคิดว่าจะหาเงินที่ไหนมาจ่ายเขา)
เราอาจได้ยินเรื่อง Co-working Space ซึ่งคือพื้นที่ที่ใช้ทำงานร่วมกันโดยที่แต่ละคนไม่ต้องมีออฟฟิศเป็นของตนเองกันมามากแล้ว Co-working Space ตอบสนองต่อวิถีชีวิตคนรุ่นใหม่ที่ทำงานใน Gig Economy พวกเขาอาจไม่มีงานประจำ – อาจไม่มีออฟฟิศ – พวกเขาทำงานที่ไหนและเมื่อไรก็ได้ ขอแค่มีงานและมีลูกค้าเท่านั้น
แต่ในตอนนี้ เราจะไม่แค่ Co-working กันแล้วนะครับ เราจะ Co-living กันเลยทีเดียว
นี่เป็นธุรกิจที่ WeWork กิจการ Co-working Space เจ้าใหญ่ขยายกิจการออกมา WeWork เป็นสตาร์ตอัพที่ประสบความสำเร็จมากในสหรัฐอเมริกา ถูกตีมูลค่าไว้มากถึง 20,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ในตอนนี้ WeWork ให้บริการใน 200 แห่งใน 20 ประเทศ หลังจากที่พวกเขาดำเนินกิจการ Co-working Space มาได้แปดปี พวกเขาก็รู้ว่าคนรุ่นใหม่ที่ทำงานใน Gig Economy นี้ ไม่ได้ต้องการเพียงแค่ “สถานที่ทำงาน” เท่านั้น พวกเขายังมีปัญหาด้านอื่นๆ ด้วย – พวกเขาต้องการเข้าสังคม (แต่ไม่รู้จะไปหาจากที่ไหน) พวกเขาไม่ต้องการจัดการเรื่องจุกจิกเล็กน้อยอย่างการดูแลบ้าน พวกเขาต้องการทำงานและใช้ชีวิตเท่านั้น, ซึ่ง WeWork ก็หมายมั่นที่จะตอบสนองทั้งสองส่วนด้วยตนเอง
เว็บไซต์ของ WeLive (welive.com) ประกอบด้วยภาพเคลื่อนไหวการใช้ชีวิตที่ดูมีความสุขในรูปแบบต่างๆ มีคนทำอาหารและกินข้าวด้วยกันเป็นหมู่คณะ อพาร์ตเมนต์สวยงามน่าอยู่ มีกิจกรรมเอาต์ดอร์อย่างโยคะหรือเดินป่าให้ทำ หากเปรียบง่ายๆ WeLive ก็เหมือนอพาร์ตเมนต์ฟุลเซอร์วิสที่ถูกอัพเกรดขึ้นไปอีกขั้น
ในเว็บไซต์เขียนอธิบายว่า “WeLive เป็นวิธีการใช้ชีวิตแบบใหม่ที่มีพื้นฐานอยู่บนชุมชน ความยืดหยุ่น และความเชื่อว่าคนเราจะดีเท่าๆ กับคนที่รายล้อมอยู่” อพาร์ตเมนต์ของ WeLive มีห้องซักรีด มีบาร์ มีพื้นที่จัดอีเวนต์ มีครัวรวม มีครูสอนโยคะ มีแม่บ้าน มีกาแฟฟรี ฯลฯ WeLive เสนอบริการเสริมคล้ายกับที่บริษัทในซิลิคอนวัลเลย์เสนอ แต่ที่เหนือกว่าบริการทั้งหมด ข้อได้เปรียบของ WeLive ก็คือสังคมที่พวกเขาเสนอให้นั่นเอง เขาบอกว่า “WeLive ท้าทายอพาร์ตเมนต์แบบเก่าด้วยการออกแบบพื้นที่ทางกายภาพให้คนปฏิสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน” นอกจากพื้นที่ทางกายภาพแล้ว พวกเขายังมีแอพพ์แชตให้ลูกบ้านสื่อสารกันเองด้วย
Benjy Hansen-bundy แห่งนิตยสาร GQ ได้ทดลองอยู่ในบริการของ WeLive เขาเปรียบว่า WeLive เหมือนกับเป็น “โซเชียลเน็ตเวิร์กบนโลกจริง” WeLive เกิดขึ้นเพื่อตอบสนอง “ความเปลี่ยวเหงาในเมืองใหญ่” ที่คนรุ่นใหม่ประสบ คอนเซ็ปต์พื้นฐานของมันตั้งอยู่บนคำถามที่ว่า “จะเป็นยังไงถ้าเรารู้จักเพื่อนบ้าน”
อันที่จริงทั้งหมดนี้ก็ไม่มีอะไรใหม่, มันเหมือนกับการหวนกลับไปหาค่านิยมเก่าๆ แบบ Good Old Days ด้วยซ้ำนะครับ – WeLive เพียงจับค่านิยมเก่ามาปัดฝุ่นและแพคเกจใหม่ให้สวยงามอีกครั้ง
Benjy อาศัยอยู่ในอพาร์ตเมนต์ WeLive บนถนนวอลล์สตรีทในนิวยอร์กเป็นเวลาสิบวัน ปกติแล้วค่าอาศัยที่นี่จะอยู่ที่ $3,520 ต่อเดือน (116,160 บาทโดยประมาณ – แพงมาก) เขารู้สึกว่า WeLive ไม่ได้ขาย “ที่อยู่อาศัย” แต่มันขาย “ไลฟ์สไตล์และสังคม” Benjy บอกว่า WeLive “เป็นการทดลองทางสังคม และเป็น Techno-Utopia”
ต้องหมายเหตุไว้ด้วยว่า มันเป็น Techno-Utopia ตราบเท่าที่คุณมีรายได้เพียงพอ
ผมคิดว่าไม่ยากนักหากประเทศไทยจะมีธุรกิจอย่างเดียวกัน คนรุ่นใหม่ในประเทศไทยเองก็อาจไม่ต้องการคิดเรื่องที่อยู่อาศัยมากมายอีกแล้ว พวกเขาอาจไม่ต้องการเป็นเจ้าของอะไร (Sharing Economy! คนโด มาริเอะแห่ง “ชีวิตดีขึ้นทุกๆ ด้านด้วยการจัดบ้านเพียงครั้งเดียว”!) บริการแบบนี้อาจเหมาะกับไลฟ์สไตล์ของพวกเขา เพียงทำงาน – แล้วก็ใช้ชีวิต เมื่อเรามี Co-working Space ผุดขึ้นเต็มเมืองแล้ว ไฉนเราจะมี Co-living Space เกิดขึ้นบ้างไม่ได้
แต่การมีชีวิตเช่นนี้ก็อาจทำให้เราตัดขาดจากความเป็นจริงอื่นๆ WeLive อาจมอบชีวิตที่เหมือนห้องคอมมอนรูมในโฮสเทลตลอดเวลา เหมือนหอพักหรูๆ ที่คุณไม่อยากจากมา มันเสนอ “ชีวิตสำเร็จรูป” อันแสนสวยงามเหมือนกับออกมาจากหน้าแมกกาซีนให้คุณ ซึ่งหากเป็นชีวิตที่คุณชอบก็ไม่ใช่เรื่องผิดอะไรที่คุณจะอาศัยอยู่ในนั้นไปตลอด
แต่ถ้าคุณติดว่ามัน “สำเร็จรูป” เกินไป Co-living Space ก็อาจไม่ใช่ที่สำหรับคุณ

