หน้าแรก คอลัมนิสต์ มติ สนช.ที่ไม...

มติ สนช.ที่ไม่ให้ความเห็นชอบ ผู้ซึ่งได้รับการคัดเลือกจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา 2 คน ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ : พัทธเนติห์ สุขะพิสิษฐ์

6.03.18 | 12:00 น.

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 กำหนดให้มีองค์กรอิสระ 5 องค์กร คือ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ผู้ตรวจการแผ่นดิน คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) และคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.)

คณะกรรมการทั้งคณะทุกองค์กรอิสระต้องเป็นผู้ได้รับการสรรหาทั้งหมด ยกเว้น กกต. (มาตรา 228, 232, 238 และ 246) และต้องได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภา (ปัจจุบัน สนช.ทำหน้าที่วุฒิสภา) ด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของวุฒิสภา (มาตรา 204 วรรค 1 ประกอบมาตรา 217 วรรค 2) ส่วน กกต.นั้นประกอบด้วยกรรมการจำนวน 7 คน ซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งตามคำแนะนำของวุฒิสภาจากบุคคลซึ่งได้รับการสรรหาจากคณะกรรมการสรรหา จำนวน 5 คน และจากบุคคลซึ่งได้รับการคัดเลือกจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาจำนวน 2 คน (มาตรา 222) จึงเห็นได้ว่า ที่มาของกรรมการการเลือกตั้งแตกต่างจากที่มาของกรรมการในองค์กรอิสระอื่น แต่เหมือนกับที่มาของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ

กล่าวคือ ศาลรัฐธรรมนูญประกอบด้วยตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจำนวน 9 คน ซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งจากผู้พิพากษาในศาลฎีกาซึ่งดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกามาแล้วไม่น้อยกว่า 3 ปี ซึ่งได้รับคัดเลือกโดยที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา จำนวน 3 คน กับตุลาการในศาลปกครองสูงสุดซึ่งดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าตุลาการศาลปกครองสูงสุดมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี ซึ่งได้รับคัดเลือกโดยที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด จำนวน 2 คน

ส่วนที่เหลืออีก 4 คน ทรงแต่งตั้งจากผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งได้รับการสรรหาโดยคณะกรรมการสรรหา (มาตรา 200, มาตรา 203)

จะเห็นได้ว่าที่มาของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญกับกรรมการการเลือกตั้งมี 2 ทางเหมือนกันคือ ได้รับการคัดเลือกกับได้รับการสรรหา ต่างกันตรงที่ผู้ได้รับการคัดเลือกหรือสรรหาเพื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ต้องได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของวุฒิสภา (มาตรา 204 วรรค 1) ส่วน กกต.นั้นแบ่งเป็น 2 กรณี คือ กรณีกรรมการการเลือกตั้งที่ได้รับการสรรหาจากคณะกรรมการการสรรหา จำนวน 5 คน (มาตรา 222 (1)) นั้น มาตรา 217 บัญญัติว่า

Advertisement

“เมื่อมีกรณีที่จะต้องสรรหาผู้สมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้ดํารงตําแหน่งในองค์กรอิสระนอกจากคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ให้เป็นหน้าที่และอํานาจของคณะกรรมการสรรหา ตามมาตรา 203 ที่จะดําเนิน
การสรรหา…

ให้นําความในมาตรา 203 มาตรา 204 มาตรา 205 และมาตรา 206 มาใช้บังคับแก่การสรรหาตามวรรคหนึ่งโดยอนุโลม”

ดังนั้น กรรมการการเลือกตั้งที่ได้รับการสรรหาจึงต้องได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของวุฒิสภา เนื่องจากมาตรา 217 ที่บัญญัติอยู่ในหมวด 12 องค์กรอิสระส่วนที่ 1 บททั่วไป อนุโลมให้นำมาตรา 204 ว่าด้วยการต้องได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภามาใช้บังคับแก่กรณีการสรรหาเท่านั้น

ส่วนกรณีกรรมการการเลือกตั้งที่ได้รับการคัดเลือกจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาจำนวน 2 คนอีกกรณีหนึ่งนั้น มาตรา 217 มิได้ให้นำมาตรา 204 มาใช้บังคับแก่การคัดเลือกโดยอนุโลมแต่อย่างใด ด้วยเหตุนี้ วุฒิสภา (ปัจจุบัน สนช.ทำหน้าที่วุฒิสภา) จึงไม่มีอำนาจที่จะให้ความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบบุคคลซึ่งได้รับการคัดเลือกจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาจำนวน 2 คน สนช.คงมีหน้าที่และอำนาจเพียงเสนอคำแนะนำต่อพระมหากษัตริย์ว่าสมควรแต่งตั้งบุคคลซึ่งได้รับการคัดเลือกจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาหรือไม่เท่านั้น (มาตรา 222 วรรค 1)

การที่ สนช.ได้ลงมติไม่เห็นชอบด้วยกับบุคคลซึ่งได้รับการสรรหาจากคณะกรรมการสรรหาจำนวน 5 คน และจากบุคคลซึ่งได้รับการคัดเลือกจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา จำนวน 2 คนนั้น คงชอบด้วยรัฐธรรมนูญเฉพาะบุคคลซึ่งได้รับการสรรหาเท่านั้น

นอกจากนี้ ที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ.2560 มาตรา 12 ววรค 7 บัญญัติว่า “เมื่อคณะกรรมการสรรหาและที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาสรรหาหรือคัดเลือกได้บุคคลใดแล้ว ให้เสนอชื่อไปยังวุฒิสภาเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ โดยผู้ได้รับการสรรหาหรือคัดเลือกนั้นต้องได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง…” นั้น ย่อมเป็นบทบัญญัติของกฎหมายที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ บทบัญญัติดังกล่าวและการกระทำโดยสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติที่ลงมติไม่ให้ความเห็นชอบบุคคลผู้ซึ่งได้รับการคัดเลือกจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาจำนวน 2 คนนั้นจึงเป็นอันใช้บังคับมิได้ (มาตรา 5 วรรค 1)

ผู้พิพากษาศาลฎีกาที่เข้าร่วมประชุมใหญ่ทุกท่าน บุคคล 2 คนซึ่งได้รับการคัดเลือกจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ตลอดจนประชาชนทุกคนที่มีสิทธิลงคะแนนเสียงเลือก ตั้งต่างเป็นบุคคลซึ่งถูกละเมิดสิทธิและเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญคุ้มครองไว้โดยการกระทำของ สนช. ย่อมมีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อมีคำวินิจฉัยว่า บทบัญญัติของกฎหมายและการกระทำของสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติดังกล่าวข้างต้นขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ (มาตรา 213)

พัทธเนติห์ สุขะพิสิษฐ์
อาจารย์พิเศษ ม.เกษตรศาสตร์ (กำแพงแสน)
ทนายความ