ไม่ว่าพรรคมวลมหาประชาชนฯ จะมีการจัดตั้งขึ้นจริงตามที่ นายธานี เทือกสุบรรณ แถลงมาหรือไม่ แต่อนาคตของพรรคนี้ก็ดูได้ไม่ยาก
1 ดูจากบทบาทของ “มูลนิธิ”
1 ดูจากบทบาทของบรรดาบุคคลที่เคยเป็นแกนนำของ “กปปส.” ซึ่งอยู่ในพรรคประชาธิปัตย์จะขานรับด้วยความคึกคักมากน้อยเพียงใด
หาก นายเอกณัฏ พร้อมพันธุ์ ยังเฉย
นั่นหมายความว่ามูลนิธิมวลมหาประชาชนฯ ก็จะมีบทบาทเช่นเดียวกันกับที่ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เคยประกาศ คือ ไม่ออกนอกหน้า
เพราะว่า นายเอกณัฏ พร้อมพันธุ์ คือ เลขานุการ
ขณะเดียวกัน หากไม่มีท่าทีใดๆ จากแกนนำ “กปปส.” ที่อยู่ภายในพรรคประชาธิปัตย์ก็ต้องยอมรับว่าพรรคมวลมหาประชาชนน่าจะไปลำบาก
ลำพัง นายธานี เทือกสุบรรณ คงไปไม่ถึงไหน
แม้ว่าเป้าหมาย 1 ของพรรคมวลมหาประชาชนฯ คือ การสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ให้สมความปรารถนาในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
และต้องการต่อสู้ ขับเคี่ยวกับ พรรคเพื่อไทย
กระนั้น 1 ซึ่งก่อให้เกิดผลสะเทือนตามมาโดยฉับพลันทันใดก็คือ เกิดความขัดแย้ง แตกแยกขึ้นภายในพรรคประชาธิปัตย์
เพราะฐานของ “กปปส.” คือ พรรคประชาธิปัตย์ คือ ภาคใต้และ กทม.
เมื่อเป็นเช่นนี้การเกิดขึ้นของพรรคมวลมหาประชาชนฯ ก็แทบไม่ก่อให้เกิดแรงสั่นสะเทือนอะไรขึ้นในพรรคเพื่อไทย
แม้ฐานพรรคเพื่อไทยจะมีใน กทม.บ้าง แต่ก็ไม่ใช่ภาคใต้
ในที่สุดแล้วปฏิบัติการของพรรคมวลมหาประชาชนฯ ก็เท่ากับพังทลายฐานกำแพงของพรรคประชาธิปัตย์อันถือว่าเป็นพันธมิตรที่ใกล้ชิดที่สุดของตน
ความหมายก็คือ ดับเครื่องชนพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ใช่พรรคเพื่อไทย
ไม่ว่าความริเริ่มในเรื่องพรรคมวลมหาประชาชนฯ จะมีรากฐานมาจากอะไรและโดยการผลักดันของผู้ใด
ก็ต้องยอมรับว่าอาจก่อผลเสียมากกว่าผลดี
ผลเสีย 1 คือ การทำให้ กปปส.กับ คสช.เป็นอันเดียวกัน
บทบาทของ กปปส.นับแต่เดือนตุลาคม 2556 คนรู้สึกอยู่แล้วว่าเป็นการปูทางและสร้างเงื่อนไขในทางการเมืองเหมือนกับพันธมิตรประชาชนเคยทำก่อนรัฐประหารเมื่อเดือนกันยายน 2549
พลันที่มีรัฐประหารในเดือนพฤษภาคม 2557 ก็เริ่มร้องอ้อ
ยิ่งเมื่อ กปปส.จัดตั้งพรรคมวลมหาประชาชนฯ ประกาศนโยบายเด่นชัดและหนึ่งเดียวคือรองรับกับการเป็นนายกรัฐมนตรี “คนนอก” ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
เสียงร้อง “อ๋อ” ก็จะประสานขึ้นอย่างเป็นเอกภาพ
ผลเสีย 1 ซึ่งจะสัมผัสได้นับแต่มีคำแถลงในเรื่องการจัดตั้งพรรคมวลมหาประชาชน ก็คือผลสะเทือนโดยตรงไปยังพรรคประชาธิปัตย์
ยิ่งทำให้คะแนนพรรคประชาธิปัตย์เป็นรองพรรคเพื่อไทยเพิ่มขึ้น
นับแต่วินาทีนี้เป็นต้นไปจึงไม่เพียงแต่ 1 จับตาติดตามท่าทีอันมาจาก นายสุเทพ เทือกสุบรรณ หากแต่ 1 คือท่าทีอันมาจากแกนนำ “กปปส.” ที่ฝังตัวอยู่ในพรรคประชาธิปัตย์
เริ่มจาก นายถาวร เสนเนียม
ตามด้วย นายวิทยา แก้วภราดัย ตามด้วย นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ตามด้วย นายอิสสระ สมชัย และที่ขาดไม่ได้ คือ นายเอกณัฏ พร้อมพันธุ์
หากคนเหล่านี้นิ่ง ไม่ยอมขยับขับเคลื่อนก็เท่ากับเป็น “คำตอบ”

