หน้าแรก คอลัมนิสต์ ทำไมคนจึงไม่ท...

ทำไมคนจึงไม่ทำตามกฎหมาย? ตอนที่ 3 : เพราะมือของกฎหมายไม่ยาวพอ โดย กล้า สมุทวณิช

7.03.18 | 12:33 น.

เราคงไม่ต้องสงสัยว่าผู้บริหารบริษัทก่อสร้างยักษ์ใหญ่ผู้ที่ไม่จำเป็นต้องเอ่ยนามแล้วผู้นั้น รู้หรือไม่ว่าการแบกปืนเต็มอัตราเข้าไปล่าสัตว์ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรเป็นความผิดต่อกฎหมายบ้านเมือง

เมื่อได้พิจารณาถึง “ราคา” ของการละเมิดกฎหมายที่ได้กล่าวไว้ก่อนหน้านี้แล้ว ก็อาจจะพิจารณาได้ว่า ราคาของการละเมิดกฎหมายนั้นออกจะไม่แพงนัก เพราะของบรรดาข้อหาที่เขาอาจจะถูกดำเนินคดีได้ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 นั้น โทษสูงสุดอยู่ที่จำคุกไม่เกินห้าปีหรือปรับไม่เกินห้าหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ อันนี้เป็นอัตราโทษตั้ง ยังไม่รวมการลดหย่อนด้วยเหตุต่างๆ ซึ่งอาจจะมีได้ ทั้งยังอยู่ในเกณฑ์ที่อาจรอการลงโทษได้ตามประมวลกฎหมายอาญา

แต่สิ่งที่พ่วงมากับโทษทางกฎหมาย คือสภาพบังคับทางสังคมนั้นเป็นสิ่งที่ประเมินได้ยาก เพราะในที่สุดแล้ว กระแสสังคมก็ยังไม่มีอำนาจรัฐใดๆ ที่ส่งผลเพียงพอที่จะเป็นการสะดุ้งสะเทือนต่อกิจการหรือผลประโยชน์ของเขาได้ เพราะธุรกิจของเขานั้นส่วนใหญ่มีรัฐเป็นคู่ค้า ไม่ใช่การผลิตจำหน่ายสินค้าที่ภาพลักษณ์ของบริษัทจะมีผลต่อ
ยอดขาย หรืออาจจะถูกมาตรการทางสังคมคว่ำบาตรให้เกิดความเสียหายได้

ส่วนการหมิ่นหยามล้อเลียนต่างๆ นั้น อาจจะเพียงทำให้รำคาญใจได้บ้าง กระนั้นด้วยพลังอำนาจทางเศรษฐกิจก็ไม่น่าจะต้องยี่หระอะไร ใครจะพ่นกราฟฟิตี้สักยี่สิบกำแพง เขาก็คงมีศักยภาพตามไปลบสีพ่นทับได้ทุกกำแพงเช่นกัน

กระนั้น การที่เขาจะต้องถูกดำเนินการตามกระบวนยุติธรรมทั้งโดยกฎหมายบ้านเมืองและกลไกทางสังคมนั้นน่าจะเป็นเรื่องเกินคาดของเจ้าตัวอยู่ทีเดียว เพราะเขาได้กระทำการเช่นนี้หลายครั้งแล้ว ไม่เคยมีปัญหาระคายเคืองใดๆ

Advertisement

นี่คือสาเหตุอีกประการหนึ่งของการละเมิดต่อกฎหมายโดยจงใจ หรือด้วยเจตนารมณ์ของตนเอง ซึ่งก้าวเกินกว่าระดับการละเมิดกฎหมายเพราะความคุ้มค่าระหว่างประโยชน์ที่ได้รับกับโทษตามกฎหมายอีกขั้นหนึ่ง นั่นคือการจงใจละเมิดต่อกฎหมาย เพราะเชื่อว่าโทษและกระบวนการทางกฎหมายที่แม้จะมีนั้นจะไม่มาถึงตนเองด้วยเหตุผลพิเศษอย่างใดอย่างหนึ่ง
จริงๆ แล้วแกนเหตุผลหลักของการละเมิดกฎหมายด้วยเหตุผลลักษณะนี้ ก็ยังอยู่บนพื้นฐานของการชั่งน้ำหนักความคุ้มค่าระหว่าง “ประโยชน์” และ “โทษ” ที่ตนเองจะได้รับนั่นเอง แต่ที่แตกต่างจากการละเมิดกฎหมายเพราะราคาของกฎหมายนั้นคุ้มค่าต่อการละเมิดนั้นอยู่ที่ว่า ด้วยเหตุผลนี้ แม้ “ราคา” หรือ “โทษ” ของกฎหมายนั้นเอาจริงๆ อาจจะไม่คุ้มค่า หากจะต้องรับโทษหรือดำเนินการตามกฎหมายเช่นนั้นจริงๆ เพียงแต่ว่าการที่คนเลือกตัดสินใจที่จะละเมิดต่อกฎหมายด้วยเหตุผลนี้ เป็นเพราะเชื่อว่า ด้วยเหตุผลพิเศษบางอย่าง ตนเองจะไม่ต้องรับโทษ หรือไม่ต้องเข้าสู่กระบวนการบังคับใช้กฎหมายตั้งแต่แรก

กล่าวให้เห็นภาพ คือคิดว่าตัวเองจะไม่ถูกจับได้ ถึงถูกจับได้ก็จะไม่ถูกดำเนินคดี หรือแม้จะถูกดำเนินคดีก็ไม่น่าจะถึงชั้นศาล หรือแม้แต่ว่าหากจะต้องขึ้นศาล ก็จะไม่ถูกตัดสินว่ามีความผิดให้ต้องได้รับโทษ และแม้จะถูกตัดสินว่ากระทำความผิดและกำหนดโทษ แต่ในที่สุดแล้วก็จะไม่ถูกลงโทษจริง

ตัวอย่างที่ดีและชัดเจนที่สุดของการละเมิดกฎหมายด้วยเหตุผลนี้ ก็คือการฝ่าฝืนกฎหมายจราจร และ
กฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับรถยนต์

ทั้งๆ ที่กฎหมายจราจรนั้นเป็นกฎหมายที่สำคัญและเกี่ยวข้องกับชีวิตทั้งของตัวผู้นั้นเอง บุคคลอื่น และความปลอดภัยของสังคมโดยรวม แต่ก็เป็นกฎหมายจราจรนี้เช่นกันที่เป็นกฎหมายที่ถูกละเมิดมากที่สุดในบรรดากฎหมายทั้งปวง และนี่ก็น่าจะเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้อัตราการเสียชีวิตบนท้องถนนของประเทศไทยเราเป็นอันดับหนึ่งของโลก โดยเราทุกคน (ผู้เขียนกล้าใช้คำนี้) ล้วนเคยแต่ละเมิดกฎหมายนี้หนักเบาแตกต่างกันไป เอาเป็นว่าหากท่านอยู่บนทางด่วนสักสายหนึ่ง แล้วเหยียบคันเร่งทำความเร็วรถของท่านขึ้นไปถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงแล้ว ท่านก็ “กระทำผิดตามกฎหมาย” แล้วโดยสมบูรณ์ทางเทคนิค

เหตุที่กฎหมายจราจรหรือที่เกี่ยวกับรถยนต์เป็นกฎหมายที่ถูกละเมิดมากที่สุดนี้ ปัญหาอาจจะไม่ใช่เพราะอัตราโทษที่ดูเหมือนจะไม่สูงเสียทีเดียวนัก เพราะหากการขับรถเร็วกว่าที่กฎหมายกำหนดทุกครั้ง จะต้องเสียค่าปรับตามกฎหมายจริงๆ ครั้งละเป็นพันบาท ก็ไม่ใช่เรื่องที่ใครน่าจะยอมจ่ายเท่าไร

แต่นั่นเป็นเพราะการละเมิดกฎหมายดังกล่าว เรารู้กันดีว่า โอกาสที่จะถูกดำเนินคดีหรือบังคับการตามกฎหมายนั้นต่ำเต็มที เพราะข้อจำกัดของการบังคับใช้กฎหมายกับความเป็นจริง ซึ่งแต่เดิมนั้นแทบไม่สามารถจะจับกุมหรือดำเนินคดีต่อผู้กระทำความผิดตามกฎหมายจราจรนี้ได้เลย เว้นแต่เป็นความผิดแบบซึ่งหน้า และเจ้าพนักงานว่างพอที่จะจับกุมดำเนินคดีหรือบังคับตามกฎหมาย
อย่างไรก็ตาม ด้วยเทคโนโลยีในปัจจุบันก็มาช่วยลดความยุ่งยากในการบังคับใช้กฎหมายลงไปได้ในระดับหนึ่ง เช่น เทคโนโลยีของกล้องตรวจจับความเร็ว หรือกล้องวงจรปิดที่มีอยู่บนถนนแทบทุกสาย ที่ทำให้มีหลักฐานในการดำเนินคดีหรือเปรียบเทียบปรับบังคับตามกฎหมายส่งไปให้ตามบ้านของท่านผู้โชคดีตามที่อยู่ซึ่งได้จดทะเบียนรถยนต์ไว้

ทั้งยังรวมถึงกล้องติดหน้ารถยนต์ที่มีอยู่ในรถยนต์ส่วนใหญ่แล้วในขณะนี้ ก็เป็นพยานหลักฐานที่จะช่วยในการนำตัวผู้ละเมิดกฎหมายจราจรที่ก่อความเดือดร้อนให้แก่ผู้ร่วมทางมาดำเนินการได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่อุกอาจ เป็นอันตราย หรือไม่แยแสต่อความปลอดภัยจนถึงขนาดเป็นอันตรายต่อสังคม รวมถึงกรณีของการดัดแปลงรถยนต์จนรบกวนผู้ร่วมทางซึ่งปัจจุบันมีเทคโนโลยีให้ผู้ที่มีหลักฐานภาพถ่ายหรือภาพเคลื่อนไหว สามารถแจ้งต่อผู้บังคับใช้กฎหมาย คือกรมขนส่งทางบกได้โดยตรงด้วย

เทคโนโลยีเช่นนี้ น่าจะช่วยในการยับยั้งชั่งใจให้แก่ผู้ที่จะฝ่าฝืนกฎหมายจราจรอยู่บ้าง และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง สิ่งที่น่ากลัวกว่าโทษทางกฎหมาย คือกระบวนการสังคมทางโลกออนไลน์ อันเป็น “ราคา” ที่แพงกว่ากฎหมายหลายต่อหลายเท่า เช่น บทเรียนของนักปาดนักเบียดหรือนักเลงบนท้องถนนหลายราย ซึ่งโทษทางสังคมที่ได้รับนั้นรุนแรงกว่าโทษตามที่กฎหมายบัญญัติมากมายนัก บางคนถึงขนาดต้องออกจากงาน หรือขาดงานศูนย์เสียรายได้กันไปเลยทีเดียว

นอกจากนี้ การละเมิดกฎหมายจราจรบางเรื่องนั้นเป็นเรื่องอันตรายร้ายแรง และมีโอกาสถูกจับกุมดำเนินคดีได้สูงกว่าความผิดประเภทขับเร็ว เบียดปาด หรือติดไฟไอติมสีฟ้า นั่นคือ กรณีการ “เมาแล้วขับ” ซึ่งปัจจุบันมีการดำเนินคดีที่เข้มงวดขึ้น และมีการกำหนดโทษทางกฎหมายให้สูงจนผู้ที่เมาแล้วขับจนถูกจับได้นั้นต้องไปขึ้นศาล แต่ข้อเท็จจริงก็เป็นเรื่องที่รู้กันอีกนั่นแหละว่า หากไม่ใช่กรณีที่ร้ายแรงจริงๆ ศาลท่านก็มักจะรอการลงโทษให้ พร้อมเงื่อนไขให้ไปบำเพ็ญประโยชน์เพื่อสังคมและคุมประพฤติ

แต่เหตุผลของเรื่องนี้ก็เข้าใจได้ ว่านอกจากปัญหาเรือนจำล้นแล้ว การลงโทษจำคุกหรือกักขังระยะสั้นในกรณีความผิดที่ไม่ร้ายแรงนั้นไม่มีประโยชน์เพียงพอหากเทียบกับผลร้ายที่ผู้นั้นจะได้รับ

แต่กระนั้น การที่กรณี “เมาแล้วขับ” ต้องถูกดำเนินคดีขึ้นศาลจริงจัง ก็น่าจะส่งผลให้ผู้กระทำผิดไปแล้วเข็ดหลาบ หรือป้องปรามผู้ที่คิดจะกระทำความผิดได้บ้าง

กฎหมายจราจรเป็นตัวอย่างที่ดีที่สุดที่จะใช้ในการอธิบายเหตุผลของการละเมิดกฎหมายด้วยเหตุที่ไม่เกรงกลัวเงื้อมมือของกฎหมายได้เห็นภาพและใกล้ชิดกับทุกคนมากที่สุด ยังมีการกระทำความผิดอีกหลายเรื่อง ที่มีการละเมิดหรือกระทำผิดกฎหมายเพราะเหตุผลที่ผู้กระทำเชื่อว่าตนจะรอดพ้นจากเงื้อมมือของกฎหมายอีกมาก เช่น การลักทรัพย์ในบ้านเรือน ที่เจ้าของบ้านต้องทำใจว่า โอกาสที่ตำรวจจะจับคนร้ายมาได้นั้นน้อยเต็มทน หรือความผิดเกี่ยวกับเพศก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งซึ่งหาพยานหลักฐานได้ยาก โดยเฉพาะในกรณีที่เป็นการกระทำระหว่างผู้ใหญ่ต่อผู้ใหญ่ ในสภาวการณ์ที่ไม่ใช่การฉุดคร่า ทำร้ายหรือฆ่ากันให้ถึงตาย

และเพื่อไม่ให้การกระทำความผิดของตนเองนั้นมีหลักฐานจนถูกดำเนินคดีได้นี่เอง ทำให้หลายกรณีมีผู้เลือกที่จะทำความผิดต่อเนื่องที่ร้ายแรงยิ่งกว่าความผิดแรก ด้วยเหตุผลทาง “ประโยชน์” ในการที่จะไม่ถูกดำเนินคดี หรือการทำลายพยานหลักฐานในคดี ที่เรารู้จักกันดีคือการฆ่าปิดปากในหลายๆ กรณีความผิด หรืออย่างที่หลายท่านคงเคยได้ยินว่า ในกรณีที่ขับรถยนต์ชนคนได้รับบาดเจ็บ หากเป็นที่ซึ่งหาพยานหลักฐานได้ยากแล้ว ผู้กระทำความผิดบางคนอาจจะเลือกที่จะขับรถกลับไปทับคนเจ็บนั้นซ้ำให้ถึงแก่ความตาย เพราะนอกจากประโยชน์ในการทำลายพยานผู้เสียหาย เพื่อปกปิดความผิดของตนเองแล้ว ยังมีความคุ้มค่าอันโหดเหี้ยมกว่า คือว่าการจ่ายค่าสินไหมทดแทนหรือค่าทำศพนั้น มีราคาต่ำกว่าการต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้แก่ผู้บาดเจ็บ

นอกจากนี้ อีกระดับขั้นของการละเมิดกฎหมายเพราะเหตุที่เชื่อว่า เงื้อมมือของกฎหมายจะเอื้อมมาไม่ถึงนั้น สำหรับผู้ที่มีอิทธิพลในทางใดทางหนึ่ง ไม่ว่าจะด้วยเงินหรืออำนาจ หรือเส้นสายความสัมพันธ์ ก็ยังอาจใช้อำนาจหรืออิทธิพลที่ตนเองมีเข้าไปบิดเบือนการทำงานของกระบวนการบังคับใช้กฎหมายหรือกระบวนยุติธรรมได้อีก ตั้งแต่ระดับที่ว่าให้ทางฝ่ายเจ้าหน้าที่บ้านเมืองเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ ไม่สนใจกับการกระทำความผิดของตนเอง หรือในกรณีที่อาจถูกดำเนินคดีขึ้นมา ก็เข้าไปแทรกแซงในกระบวนการสอบสวนสั่งฟ้อง เพื่อให้ในที่สุดนั้นคดีของตนจะไม่ไปถึงชั้นศาล หรือแม้จะถึงศาล ก็ให้เป็นความผิดที่เล็กน้อยที่สุดเท่าที่เป็นไปได้

ด้วยเหตุนี้ เราจึงมีอภิสิทธิ์ชนจำนวนหนึ่ง ที่เชื่อว่าตนเองสามารถที่จะต่อรองกับกระบวนการทางกฎหมายได้ และสามารถละเมิดกฎหมายได้ ตามระดับพลังอำนาจและอิทธิพลต่างๆ ที่ตนเองมี การกระทำความผิดด้วยความย่ามใจของบรรดาอภิสิทธิ์ชนเหล่านั้นเป็นข่าวขึ้นมาทีหนึ่ง ก็สร้างความสะเทือนใจโกรธแค้นให้สังคมเป็นอันมากแทบทุกครั้ง ตั้งแต่กรณีทายาทเครื่องดื่มชูกำลัง ถึงเจ้าสัวกิจการก่อสร้างระดับรัฐ ที่เขามั่นใจพอในอำนาจอิทธิพลของเขา จนกล้าแบกปืนเข้าไปล่าสัตว์ในเขตที่หวงห้ามตามกฎหมายได้อย่างมั่นใจ

อันเป็นการตอกย้ำความรู้สึกของผู้คนทั่วไปในสังคมว่า แม้ทุกคนจะอยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกัน แต่เงื้อมมือของกฎหมายที่จะเอื้อมเข้าไปแตะต้องแต่ละคนนั้น สั้นยาวไม่เท่ากัน