พรรคการเมืองยุคใหม่ โดย สุชาติ ศรีสุวรรณ

แฟ้มภาพ

ไม่รู้ว่าเพราะอัดอั้นมานาน หรือเป็นเพราะอ่านรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่มีเจตนาทำให้ผลการเลือกตั้งเป็น “เบี้ยหัวแตก” ด้วยระบบการเลือกคตั้งแบบผสมผสานที่จะทำให้โอกาสที่พรรคการเมืองพรรคใดพรรคหนึ่งจะได้รับเสียงส่วนใหญ่มีน้อยมาก แต่โอกาสที่พรรคเล็กพรรคน้อยจะมี ส.ส.ในสภามีสูง จึงทำให้วันแรกที่เปิดให้จดทะเบียนพรรคการเมืองใหม่ มีผู้มายื่นจดเยอะมาก รวมแล้วถึง 42 พรรค

สะท้อนความคึกคักของความอยากเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมืองอย่างมาก

ซึ่งมองในมุมของความอยากในเชิงปริมาณถือเป็นเรื่องดี

แต่อย่างไรก็ตาม ระบอบประชาธิปไตยนั้น ต้องการความเข้มแข็งของพรรคการเมือง การทำงานเพื่อเป็นตัวแทนประชาชนจะต้องทำให้ได้รับการสนับสนุนอย่างกว้างขวาง สามารถรวบรวมคนในอุดมการณ์การเมืองเดียวกันได้ทุกสาขาอาชีพและทุกระดับ

ประเทศที่พัฒนาประชาธิปไตยจนถึงระดับไม่เปลี่ยนแปลงไปสู่อำนาจที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งของประชาชนสำเร็จจะต้องมีพรรคการเมืองที่เข้มแข็ง เป็นสถาบันที่ยั่งยืน

ส่วนใหญ่เมื่อไปถึงระดับนี้จะมีพรรคการเมืองที่แข่งขันกันหลักๆ อยู่แค่ 2 พรรค อาจจะมีพรรคการเมืองอื่นๆ ส่งคนมาลงสมัครสู้ แต่จะเป็นแค่ส่วนประกอบ และไม่มากมาย

ยิ่งมีพรรคการเมืองมากเท่าไร ย่อมหมายถึงระบบพรรคการเมืองไม่เข้มแข็งมากเท่านั้น

วิธีง่ายๆ ที่จะทำให้การเมืองที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนอ่อนแอ คือทำให้มีพรรคการเมืองมากๆ

ยิ่งพรรคที่ส่งผู้สมัครแล้วได้รับชัยชนะ สามารถมี ส.ส.ในสภาได้มากพรรคเท่าไร ยิ่งสะท้อนความอ่อนแอมากเท่านั้น เพราะหมายถึงประชาชนไม่มีศรัทธาต่อพรรคใดพรรคหนึ่งจนสามารถเข้าบริหารประเทศได้อย่างมีเสถียรภาพ

ประเทศไทยมีพรรคการเมืองเดิมที่จดทะเบียนไว้เรียบร้อยแล้วถึง 69 พรรค มีพรรคที่ยื่นขอจดทะเบียนใหม่อีก 42 พรรค รวมแล้วกว่า 100 พรรค

มีข่าวว่าบางพรรคยื่นจดทะเบียนเข้ามาโดยมีแนวทางชัดเจนว่าเพื่อสนับสนุนอำนาจที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งของประชาชน

พรรคที่ไม่ได้ศรัทธาในอำนาจประชาชนเช่นนี้ ไม่ได้มีพรรคเดียว แต่งตั้งขึ้นมาเพื่อแข่งกันเอาอกเอาใจอำนาจที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งของประชาชนอยู่หลายพรรค

กฎหมายเกี่ยวกับโครงสร้างอำนาจที่จะใช้ในการบริหารประเทศ ไม่เพียงไม่ปฏิเสธหรือกีดกันพรรคการเมืองประเภทนี้เท่านั้น แต่ยังชัดเจนว่าสนับสนุนให้เกิดขึ้น และให้โอกาสเต็มที่ที่จะสามารถมี ส.ส.ได้โดยไม่จำเป็นต้องชนะการเลือกตั้ง

ถึงวันนี้ แม้จะมีการต่อสู้อยู่ประปรายจากคนบางกลุ่มที่ไม่ยินยอมพร้อมใจให้ละเลยอำนาจประชาชน แต่ดูเหมือนว่า โอกาสเช่นนั้นได้จบลงไปแล้ว

ความคึกคักของผู้ที่มีความสนใจการเมืองเป็นไปในทางที่เห็นโอกาสที่จะมีวาสนาเข้ามามีบทบาท ด้วยการแสดงให้เห็นว่าเห็นดีเห็นงามกับโครงสร้างที่ไม่เห็นความสำคัญของประชาชนเสียเป็นส่วนใหญ่

การโฆษณาว่า อำนาจที่ไม่ได้มาจากประชาชนนั้น สามารถปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่นได้ดีกว่า ลดความเหลื่อมล้ำในโอกาสของคนในสังคมได้รวดเร็วกว่า ให้ความยุติธรรมกับประชาชนทุกหมู่เหล่าได้เท่าเทียมกว่า และอื่นๆ อีกมากมายที่พยายามบอกกล่าวให้เชื่อว่าชีวิตของประชาชนจะดีขึ้น

ดีกว่ายุคสมัยที่มีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง

และอีกไม่นานพรรคการเมืองที่ตั้งขึ้นมามากมาย เพราะเห็นโอกาสที่จะได้ดิบได้ดี ได้สมปรารถนาด้วยการเอาใจผู้มีอำนาจ น่าจะมีการหาเสียงกับประชาชนว่า หากเลือกพวกเขา จะทำให้ได้คณะบุคคลที่จะเนรมิตความดีงามดังกล่าวมาให้ประเทศ

พรรคการเมืองเหล่านี้จะช่วยประชาสัมพันธ์ให้เลือกอำนาจที่ไม่ได้มาจากประชาชน

โดยไม่ดูประวัติศาสตร์ ว่าเกิดขึ้นได้จริงหรือไม่

…………

สุชาติ ศรีสุวรรณ

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้นิด้าโพล เผยปชช.มองเลือกตั้งก.พ.62เหมาะสม แต่ก็ยอมรับได้ หากจะเลื่อนไปอีก
บทความถัดไปไม่ใช่ 10 มกรา โดย สุวพงศ์ จั่นฝังเพ็ชร