หน้าแรก คอลัมนิสต์ การ์ตูนต้องห้...

การ์ตูนต้องห้าม โดย ชุมฉันท์ ชำนิประศาสน์

7.03.18 | 15:00 น.

การเซ็นเซอร์ของผู้มีอำนาจในยุคนี้ น่าสังเกตว่าพยายามทำให้เท่าทันกระแสวิพากษ์วิจารณ์ของสังคม ต่อให้มีสัญลักษณ์หรือคำเปรียบเปรยอะไร ต้องดักได้

ตัวอย่างเมื่อเร็วๆ นี้ เป็นข่าวอื้ออึงอยู่นอกแดนมังกรคือการเซ็นเซอร์อะไรก็ตามที่ท้าทายบารมี สี จิ้นผิง ผู้นำประเทศ ในที่นี้รวมถึงการ์ตูน วินนี เดอะ พูห์ หมีตัวสีเหลืองที่เป็นขวัญใจเด็กๆ

เพราะว่ามีคนเคยนำท่านสี มาเปรียบเทียบกับหมีพูห์มาก่อน และก็ออกจะเป็นที่ยอมรับว่า มีเค้าที่คล้ายๆ กันอยู่

แต่ถึงวินนี เดอะ พูห์ จะน่ารักขนาดไหน การเอามาเปรียบเทียบหรือล้อเล่นกับผู้นำที่มากด้วยอำนาจบารมี ก็คงไม่ผ่านการเซ็นเซอร์ไปได้

ยิ่งช่วงเวลานี้ที่สมาชิกสภานิติบัญญัติของจีนจะต้องแก้ไขเนื้อหากฎหมายรัฐธรรมนูญที่จะเปิดทางให้ท่านสีดำรงตำแหน่งต่อได้ หลังครบ 2 วาระ ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

Advertisement

ขนาดยุคของ เจียง เจ๋อหมิน ที่ว่าแน่ๆ บารมียิ่งใหญ่ มีชื่อเสียงในระดับอินเตอร์ด้วยก็ยังไม่แก้กฎหมายแบบนี้

เมื่อจะมีความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เกิดขึ้น จึงมักต้องมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์เป็นธรรมดา โดยเฉพาะการที่ผู้นำจะอยู่ในอำนาจนานๆ นั้น จีนก็เคยผ่านมายุคฮ่องเต้มาหลายราชวงศ์แล้ว ก็ต้องมีบ้างที่ผู้คนจะรู้สึกเช่นนั้น

แต่ความรู้สึกกับการแสดงออกสำหรับทางการจีนนั้นจะไปด้วยกันไม่ได้

จะให้เหมือนแบบที่ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ถูกชาวอเมริกันเหน็บแนม เสียดสี ไปจนถึงเยาะเย้ย ถากถางนั้น ไม่มีทางจะเกิดขึ้นในจีนได้

งานนี้วินนี เดอะ พูห์ ก็คงจะหายไปจากโลกออนไลน์ของจีนพักใหญ่

ไม่เพียงการ์ตูนจะเป็นสื่อน่ารักเท่านั้น การใช้การ์ตูนเสียดสีล้อเลียนก็เคยเกิดเรื่องใหญ่ร้ายแรงมาแล้ว แม้แต่ในประเทศเสรีนิยม

กรณีกองบรรณาธิการการ์ตูนของ ชาร์ลี เอ็บโด สื่อสิ่งพิมพ์การ์ตูนล้อการเมืองชื่อดังของฝรั่งเศส ตกเป็นเหยื่อก่อการร้าย 12 ศพ เมื่อต้นปี 2558 นั้นสะเทือนขวัญไปทั่วโลก

นอกเหนือจากประเด็นก่อการร้ายแล้ว เรื่องของการวาดการ์ตูนในเรื่องต้องห้าม อย่างพระศาสดา ก็เป็นที่ถกเถียงครั้งใหญ่เช่นกัน ว่าอะไรควรวาดและอะไรไม่ควร

แม้กลุ่มเสรีนิยมยืนกรานในจุดยืนว่า ทุกอย่างควรวิพากษ์วิจารณ์ได้ แต่หลังจากเหตุการณ์นี้แล้ว ทุกคนก็ระมัดระวังมากขึ้น

หันมาดูที่บ้านเราบ้าง ถ้าตอนนี้กลุ่มคนอยากเลือกตั้งเอาหน้ากากพีน็อกคิโอ มาใส่อีก ก็คงจะถูกมองเป็นการท้าทายผู้มีอำนาจเช่นกัน

เพราะพีน็อกคิโอเป็นการ์ตูนที่ผู้คนทั่วโลกรู้จักกันว่าสื่อถึงการโกหก

ในหนังการ์ตูนของวอลต์ ดิสนีย์ ตอนที่พีน็อกคิโอโกหกนั้น ก็ยังดูว่าเป็นเด็กใสๆ น่ารัก เพียงแต่อยากจะเอาตัวรอด ก็เลยโกหกไปใสๆ ซื่อๆ

ยิ่งพอโดนซักเอามากๆ ก็เลยโกหกไปหลายครั้ง จมูกที่ยาวออกมานิดหน่อยทีแรก ก็เลยค่อยๆ ยาวยื่นออกมาอย่างเห็นได้ชัด

แน่นอนว่า การเอาพีน็อกคิโอมาเปรียบเทียบกับการเลื่อนเลือกตั้งหลายครั้งนั้นคงไม่เป็นที่พอใจ

แต่ฉากที่น่ากลัวกว่าตอนพิน็อกคิโอจมูกยาว ก็คือตอนที่เด็กน้อยไปคบเพื่อนเกเร และถูกหลอกเข้าไปรวมอยู่ในบรรดาเหยื่อที่ล่อลวงเด็ก

เด็กที่เกเรมากๆ พอถึงจุดหนึ่งแล้วก็จะเปลี่ยนเป็นลา สัตว์ที่ถูกเปรียบเป็นสัญลักษณ์ของความดื้อและโง่

พีน็อกคิโอในเรื่องนี้เกือบจะแปลงเป็นลาไปทั้งตัวแบบเพื่อนแล้ว แต่โชคดีที่หนีออกมาทัน สำนึกตัว และรู้จักช่วยเหลือคนอื่น เรื่องจึงจบแบบแฮปปี้เอ็นดิ้ง

การล้อเลียนเกี่ยวกับพีน็อกคิโอที่ยังเป็นแค่เรื่องจมูกยาว จึงถือว่ายังแค่เบาะๆ เท่านั้น

……………..

ชุมฉันท์ ชำนิประศาสน์