ถามว่าเหตุปัจจัยอะไรทำให้บรรดาแกนนำ ”กปปส.” ตัวจริง เสียงจริง จึงบังเกิดความละล้าละลังกระทั่งกลาย เป็นความลังเลในการจัดตั้งพรรค
จนต้องปล่อยให้ นายธานี เทือกสุบรรณ เป็นคนออกโรง
ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริง แม้ นายธานี เทือกสุบรรณ จะได้ชื่อว่าเป็น ”น้องชาย” ของ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เป็น ส.ส.ได้เพราะบารมีของ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ
แต่ก็มิได้เป็น ”เนื้อกษัตริย์” ของ ”กปปส.”
เพราะว่ามีบทบาทน้อยมากเมื่อเปรียบเทียบกับ นายถาวร เสนเนียม หรือ นายวิทยา แก้วภราดัย ตลอดจน นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย
จึงมีบางคนเปรียบเทียบว่า สถานการณ์ของ นายธานี เทือกสุบรรณ เป็นสถานการณ์ ”ปืนลั่น”
จึงไม่เพียงแต่ภายในพรรคประชาธิปัตย์จะกลายเป็นยักตื้นติดกึก ยักลึกติดกัก หากแม้กระทั่ง นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เองก็ต้องรีบบังเสา
คำตอบของคำถามนี้อยู่ที่คำว่า ”ขาลง”
เมื่อหยิบเอาคำว่า ”ขาลง” เข้ามาย่อมสัมพันธ์กับ 1 สภาพของ คสช. สภาพของรัฐบาล และ 1 บทสรุปอันรวบรัดเป็นอย่างยิ่งของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์
นั่นก็คือ คำว่า “กองหนุน” ถดถอย
หากมองจากสภาพความเป็นจริงที่ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ มีความเห็นชอบด้วยกับรัฐประหารมาอย่างต่อเนื่อง
ไม่ว่าจะเมื่อเดือนกันยายน 2549 ไม่ว่าจะเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557
ก็ต้องยอมรับว่า บทบาทและความหมายของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ นั่นแหละสอดรับกับคำจำกัดความของ ”กองหนุน” มากที่สุด
ที่ว่า ”กองหนุน” เหลือน้อยก็คือ การพูดถึง ”ตัวเอง”
ยิ่งกว่านั้น การพูดเมื่อปลายเดือนธันวาคม 2560 มาถึงเดือนมีนาคม 2561 ยิ่งแสดงรูปธรรมเด่นชัดจนยากจะปฏิเสธได้
อย่างที่ใครต่อใครแม้แต่ คสช.ก็ยอมรับในสถานะแห่ง ”ขาลง”
ถามว่าอาการ ”ขาลง” ของรัฐบาล อาการ “ขาลง” ของ คสช.มีเหตุปัจจัยมาจากอะไร
คนที่มีความจัดเจนทางการเมืองระดับแกนนำ ”กปปส.” ไม่ว่าจะเป็น นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ไม่ว่าจะเป็น นายถาวร เสนเนียม ไม่ว่าจะเป็น นายวิทยา แก้วภราดัย ไม่ว่าจะเป็น นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ย่อมรู้ดีที่สุด
นั่นก็คือ มาจากตัว ”คสช.” เอง
กรณีในแบบที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานลาออก อันนำไปสู่การปรับ ครม.และเมื่อมีการถ่ายภาพหมู่หน้าตึกไทยคู่ฟ้าก็ปรากฏภาพ นาฬิกา หรู
ล้วนเป็นเรื่องประเภท ”สนิม” เกิดแต่เนื้อในตน
ไม่ได้เป็นการเสกสรรปั้นแต่งของปรปักษ์ทางการเมืองโดยเฉพาะอย่างยิ่งจากพรรคเพื่อไทย หรือแม้กระทั่งพรรคประชาธิปัตย์
ถามว่าแล้วตอนนี้ คสช.พ้นจากสภาพ ”ขาลง” แล้วหรือยัง
คำตอบก็เห็นได้จากกรณีของ พรรค กปปส. คำตอบก็เห็นได้จากท่าทีของ พรรคประชาธิปัตย์ ที่เริ่มถอยห่าง
ท่าทีของหลายพรรคการเมืองไม่ว่าพรรคภูมิใจไทย ไม่ว่าพรรคชาติพัฒนา ไม่ว่าพรรคพลังชล ไม่ว่าพรรคชาติไทยพัฒนา อาจยังไม่แจ่มชัด
เหมือนกับว่ายังคง ”กั๊ก”
ไม่เหมือนพรรคเพื่อไทย ไม่เหมือนพรรคเลือดใหม่ของ นายธราธร จึงรุ่งเรืองกิจ นายปิยบุตร แสงกนกกุล และไม่เหมือนพรรคประชาธิปัตย์
แต่เชื่อเถอะท่าทีจะเปลี่ยนไปตามอาการ ”ขาลง”

