มาฆบูชา : โดย ทวี ผลสมภพ

คําว่ามาฆะ แปลว่า เดือนสาม บูชา แปลว่า การบูชา รวมทั้งสองศัพท์เข้าด้วยกันจึงแปลว่า การบูชาในเดือนสาม การบูชาในเดือนสามมีประวัติอันเนื่องมาจากสองเหตุการณ์ กล่าวคือ ครั้งแรกเกิดขึ้นที่พระเวฬุวัน อันเนื่องมาจากสงฆ์จำนวน 1,250 รูป มาประชุมกันโดยมิได้นัดหมาย จึงถือเป็นเรื่องอัศจรรย์ เพราะเกิดในวันเพ็ญพระจันทร์เต็มดวง พระพุทธเจ้าจึงประทานโอวาทปาฏิโมกข์ คือคำสอนซึ่งเป็นหัวใจในพระพุทธศาสนา

ครั้งที่สอง เกิดขึ้นที่ปาวาลเจดีย์ เมืองเวสาลี อันเนื่องมาจากพระพุทธเจ้าทรงปลงอายุสังขาร คือการประกาศว่าต่อนี้ไปอีกสามเดือน ตถาคตจะปรินิพพานแล้ว หมายความตามภาษาชาวบ้านว่า ต่อไปนี้อีกสามเดือนเราจะตายแล้ว ทันใดนั้นเมื่อจบพระสุรเสียงแล้ว แผ่นดินก็ไหวขึ้น อีกทั้งดนตรีทิพย์ก็บันลือลั่น เป็นที่อัศจรรย์จนพระอานนท์เกิดขนพองสยองเกล้า รีบเข้าไปทูลถามว่า เพราะอะไรจึงเกิดแผ่นดินไหว

ในสองเหตุการณ์นี้ หรือในการบูชาอันเนื่องมาจากมาฆบูชาทั้งสองนี้ ในสังคมคนไทยจะรู้เฉพาะการบูชาที่ทรงแสดงโอวาทปาฏิโมกข์เท่านั้น และมักจะแสดงความมหัศจรรย์เฉพาะในประเด็นที่ว่า พระสงฆ์มาประชุมกันโดยมิได้นัดหมายเสียเป็นส่วนใหญ่ แต่ความมหัศจรรย์ในคราวทรงปลงอายุสังขารจนเกิดแผ่นดินไหวไม่มีใครกล่าวถึง ทั้งๆ ที่ความจริงแล้ว ระหว่างสงฆ์มาประชุมกันโดยมิได้นัดหมาย กับการที่ทรงปลงอายุสังขารแล้วเกิดแผ่นดินไหว การปลงอายุสังขารแล้วเกิดแผ่นดินไหวจะอัศจรรย์มากกว่า

ในสองการบูชานี้ เฉพาะการแสดงโอวาทปาฏิโมกข์ จะได้กล่าวถึงหลักธรรมในพระโอวาทปาฏิโมกข์ และสาเหตุว่าทำไมพระสงฆ์เหล่านั้นท่านจึงมาสู่พระเวฬุวันโดยมิได้นัดหมายกัน สำหรับมาฆบูชาที่ทรงปลงอายุสังขาร จะได้วิเคราะห์ให้เห็นความมหัศจรรย์ของแผ่นดินไหวในคราวนั้นถัดไป

หัวใจของคำสอนที่พระพุทธเจ้าตรัสในคืนวันมาฆะเพ็ญมีว่า ความอดทนและความอดกลั้นเป็นคุณธรรมอันยอดเยี่ยมของมนุษย์ พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ตรัสสรรเสริญพระนิพพานว่าเป็นธรรมอันสูงสุด ผู้ที่ออกบวชเป็นพระแต่ยังทำร้ายคนอื่น ยังติเตียนคนอื่น หาได้ชื่อว่าเป็นสมณะไม่ การไม่ทำความชั่วทั้งทางกาย วาจา และใจ การทำความดีทั้งทางกาย ทางวาจา และทางใจ และการทำใจให้สะอาด ทั้งหมดนี้เป็นคำสอนในพระพุทธศาสนา

ถามว่าทำไมพระพุทธองค์จึงตรัสว่าความอดทนเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา ตอบว่า ชีวิตมนุษย์ทุกคนที่ต้องดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด หรือดิ้นรนเพื่อความสุข ถ้าปราศจากความอดทนเสียแล้ว ความสมหวังทั้งหลายจะมีแก่เราหรือ แม้พระพุทธเจ้าเองในวันที่ได้ตรัสรู้ พระองค์ก็ตั้งพระหฤทัยเด็ดเดี่ยวก่อนที่จะตรัสรู้ว่า วันนี้แม้ว่าเลือดเนื้อในกายของเราจะเหือดแห้งไปก็ตามที หากว่าเรายังไม่ได้บรรลุสัมโพธิญาณ เราจะไม่ลุกจากโพธิบัลลังก์นี้ แล้วพระองค์ก็ประสบความสำเร็จคือบรรลุพระโพธิญาณในเช้าวันรุ่งขึ้น นี่คือการยืนยันว่า เพราะความอดทนและความอดกลั้นจึงทำให้สมหวัง

สำหรับมนุษย์ธรรมดาทั่วไปก็เช่นกัน หวังอะไรก็ตามที ต้องอดทนพยายามเพื่อความสมหวังนั้น เพราะชีวิตมนุษย์ทุกคนมิได้สมหวังเพราะการอ้อนวอน พระพุทธองค์จึงตรัสว่า ถ้ามนุษย์สมหวังเพราะการอ้อนวอนไซร้ มนุษย์ในโลกนี้จะมีใครรู้จักความผิดหวัง แต่นี่เพราะมนุษย์ส่วนใหญ่มักมีความผิดหวังเสมอ เราต้องทำเอง พยายามเอง และเมื่อต้องทำเอง ต้องพยายามเอง นั่นคือ! เราต้องมีความอดทน สำหรับพระโอวาทส่วนอื่น น่าจะรู้ความหมายกันแล้ว เพราะพระท่านสอนมาตลอดหลายปีที่เราทำพิธีเวียนเทียนในวันมาฆบูชา

เหตุการณ์ที่น่าจะรู้ต่อไปก็คือ ความมหัศจรรย์ที่ว่า เพราะอะไรท่านจึงเดินทางมาสู่พระอารามเวฬุวันอย่างพร้อมเพรียงกันโดยมิได้นัดหมายเป็นจำนวนถึง 1,250 รูป ขั้นแรกขอให้สังเกตจำนวนพระสงฆ์ จำนวน 1,250 รูป ในคัมภีร์อรรถกถามหาปทานสูตรท่านกล่าวว่า พระอรหันต์ 1,000 รูป คือพระที่เป็นชฏิลหรือดาบสผู้ซึ่งเป็นศิษย์ของพระดาบส อุรุเวลกัสปะ นทีกัสปะ และคยากัสปะ ผู้บูชาไฟอยู่ที่ตำบลอุรุเวลาเสนานิคม ส่วนพระอรหันต์อีก 250 รูป ก็คือปริพาชกศิษย์ของสัญชัยปริพาชก ผู้ติดตามพระโมคคัลลานะ และพระสารีบุตร จากสำนักของสัญชัยปริพาชกมาบวชในพุทธสำนัก พระอรหันต์เหล่านี้ท่านได้รับการอุปสมบทจากพระพุทธเจ้า และท่านได้บรรลุพระอรหันต์พร้อมอภิญญา 6 ในวันมาฆบูชานั่นเอง

พระอรหันต์ทั้งหลาย เมื่อท่านได้บรรลุพระอรหันต์แล้ว ท่านจะไปกราบทูลพระพุทธเจ้าให้ทรงทราบว่า ท่านได้บรรลุเป็นพระอรหันต์แล้ว ข้อสำคัญท่านจะไม่บอกความลับนี้แก่พระภิกษุอื่นเลย ในจำนวนพระอรหันต์ 1,250 รูปนี้ หนึ่งพันรูปซึ่งเป็นฤาษีบูชาไฟมาก่อน ได้สำเร็จพระอรหันต์เพราะได้ฟังอาทิตตปริยายสูตร ก่อนที่พระพุทธองค์จะรับพระอารามเวฬุวันจากพระเจ้าพิมพิสาร และเมื่อพระองค์พาพระอรหันต์พันรูปนั้นมาโปรดพระเจ้าพิมพิสารที่สวนตาลหนุ่ม จนพระเจ้าพิมพิสารถวายพระเวฬุวันให้เป็นที่อาศัยของพระสงฆ์ที่มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุขแล้ว พระสารีบุตรจึงพาพระโมคคัลลานะและบริวารมาขอบวชที่พระเวฬุวัน พระที่เป็นบริวารของพระสารีบุตรได้สำเร็จพระอรหันต์ก่อน ส่วนพระสารีบุตรท่านบวชแล้ว 15 วัน จึงสำเร็จพระอรหันต์ จึงสรุปความได้ว่า พระอรหันต์พันรูปยังไม่มีโอกาสที่จะแจ้งความเป็นพระอรหันต์ของท่านถวายพระพุทธองค์ทรงทราบเลย

ส่วนพระอรหันต์ 250 รูป ที่บวชมา 15 วันแล้ว รูปสุดท้ายคือพระสารีบุตรก็เพิ่งมาบรรลุพระอรหันต์เพราะได้ฟังทีฆนขสูตรในวันมาฆบูชาตามที่มีกล่าวไว้ในคัมภีร์ปปัญจสูทนีในพระไตรปิฎกภาษาไทย เล่ม 20 หน้า 485 นั่นเอง ด้วยประการฉะนี้ พระอรหันต์ ทั้ง 1,250 รูป จึงต่างขวนขวายเพื่อเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าที่พระเวฬุวันเพื่อภารกิจดังกล่าว ขณะที่พระอรหันต์รูปแรกที่เข้าเฝ้า พอขยับปากจะกราบทูล พระองค์อื่นก็ทยอยเข้ามาไม่ขาดสาย ผู้จะขยายความเป็นพระอรหันต์ของท่านจึงต้องเงียบไว้

นี่คือความมหัศจรรย์ของการมาประชุมโดยมิได้นัดหมาย

ส่วนความมหัศจรรย์ในการที่พระพุทธองค์ทรงปลงอายุสังขาร เมื่อพระองค์ตรัสกับพญามารว่า ต่อแต่นี้ไปอีกสามเดือน เราจะปรินิพพาน จากนั้นจึงเกิดความมหัศจรรย์ต่างๆ ซึ่งจะขอยกคำบรรยายในมหาปรินิพพานสูตรในพระไตรปิฎกภาษาไทยชื่อ พระสูตรและอรรถกถา เล่ม 13 หน้า 280 กล่าวไว้ว่า เมื่อพระผู้มีพระภาคทรงปลงอายุสังขารแล้วได้เกิดแผ่นดินไหวใหญ่ น่ากลัว ขนพอง สยองเกล้า กลองทิพย์ก็บันลือลั่น พระอานนท์ซึ่งท่านได้ไปพักผ่อนอยู่ในที่ใกล้ได้ยินเสียงแผ่นดินไหวนั้นก็คิดว่า “น่าอัศจรรย์จริงหนอ! สิ่งไม่เคยมีก็มีขึ้น แผ่นดินใหญ่นี้ไหวได้หนอ! น่ากลัว ขนพองสยองเกล้า” ท่านจึงเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าแล้วทูลถามว่า “อะไรเป็นเหตุให้แผ่นดินใหญ่นี้ไหวได้” พระผู้มีพระภาคจึงตรัสตอบว่า “ดูก่อนอานนท์ แผ่นดินใหญ่นี้ไหวได้ เพราะเหตุ 8 ประการ คือประการที่หนึ่ง แผ่นดินใหญ่นี้ตั้งอยู่บนน้ำ น้ำตั้งอยู่บนลม ลมตั้งอยู่บนอากาศ (คือช่องว่างที่ปราศจากลม ภาษาปัจจุบันเรียกกันว่า สุญญากาศ) บางครั้งที่ลมใหญ่ชื่ออุกเขปกะพัด ลมนั้นจะพัดตัดลมที่อุ้มน้ำไว้ให้ขาดสะบั้นลง เมื่อน้ำไม่มีลมรองรับ น้ำนั้นก็ร่วงลง เมื่อน้ำร่วงลง แผ่นดินใหญ่นี้ก็ทรุดลง เมื่อลมหวนกลับมารองรับน้ำได้อีก น้ำนั้นก็พุ่งขึ้นอีก เมื่อน้ำกลับมารองรับแผ่นดินได้อีก แผ่นดินก็กลับปะทะกับน้ำอย่างรุนแรง นั่นคือการไหวของแผ่นดินที่มีมาตราบเท่าทุกวันนี้”

ในเรื่องปลงอายุสังขารที่มีความอัศจรรย์คือแผ่นดินไหวนี้ น่าจะเป็นเรื่องเชื่อยาก แต่เมื่อพระพุทธองค์ตรัสตอบพระอานนท์ในเรื่อง สภาพการดำรงอยู่ของโลก กลับเป็นเรื่องแนวเดียวกันกับแนวความคิดของนักวิทยาศาสตร์ กล่าวคือที่ตรัสว่าแผ่นดินนี้อาศัยน้ำรองรับอยู่ ถามว่าน้ำที่ไหน? ก็น้ำในมหาสมุทรนั่นไง! นักคิดสมัยใหม่คือนักวิทยาศาสตร์ยอมรับว่าน้ำในมหาสมุทรมีสามส่วน แผ่นดินมีอยู่มีอยู่ส่วนเดียว จึงพ้องกับที่ทางพระพุทธศาสนากล่าวว่า น้ำที่รองรับแผ่นดินใหญ่นี้ มีความหนา ถึง 960,000 โยชน์ จึงรองรับแผ่นดินใหญ่นี้ได้

ลองตั้งคำถามว่า แล้วน้ำนั้นมีอะไรรองรับอยู่ พระองค์ก็ตรัสว่า น้ำนั้นอาศัยลมจึงดำรงอยู่ได้ และลมที่ว่านี้มิใช่ลมจะมีเฉพาะรองรับน้ำในมหาสมุทร ลมนี้มีห่อหุ้มอยู่นับจากพื้นผิวน้ำและพื้นผิวดิน มีความหนามากกว่าน้ำน่าจะครึ่งต่อครึ่ง ตามคัมภีร์อรรถกถา โดยรวมจึงเท่ากับว่า โลกเรานี้ห่อหุ้มไปด้วยลม แต่นักวิทยาศาสตร์จะพูดว่าห่อหุ้มไปด้วยอากาศ เพราะนักวิทยาศาสตร์คิดว่า สัตว์โลกหายใจเอาอากาศเข้าไป แต่ทางพุทธศาสนาท่านว่า สัตว์โลกหายใจเอาลมเข้าไป คือลมหายใจ ส่วนคำว่าอากาศทางพระพุทธศาสนาท่านหมายเอาที่ว่างเปล่า ที่ไม่มีลม ซึ่งในปัจจุบันนี้เรียกว่าสุญญากาศ ฐานะของโลกที่ดำรงอยู่ท่ามกลางลม หรือท่ามกลางอากาศ จึงเป็นเรื่องที่พ้องกันกับวิทยาศาสตร์ที่ว่า โลกลอยอยู่ท่ามกลางอากาศ หรือลอยอยู่ท่ามกลางลม

ดังนั้น การที่พระพุทธองค์ทรงปลงอายุสังขารแล้วเกิดแผ่นดินไหว แม้จะเป็นเรื่องเหลือเชื่อ แต่การที่ทรงตรัสสภาพการดำรงอยู่ของโลกตามแนวที่ค้นพบในปัจจุบัน จึงน่าจะเป็นการรับรองได้ว่า แผ่นดินไหวในเรื่องนี้น่าจะหาความจริงกันต่อไป มิใช่จะปฏิเสธเสียทีเดียว

ในการบูชาในทั้งสองเหตุการณ์ในวันมาฆบูชา เมื่อกล่าวโดยการเกิดขึ้นของเหตุการณ์ดังกล่าว การปลงอายุสังขารจึงน่าจะอัศจรรย์กว่าการที่พระอรหันต์มาประชุมกันโดยมิได้นัดหมาย เพราะการมาประชุมกันโดยมิได้นัดหมายนั้น โดยความจริงแล้วก็เพียงมุ่งมาเพื่อกราบทูลความเป็นอรหันต์ของท่านตามที่กล่าวมาข้างต้น แต่การปลงอายุสังขารในวันเดือนสามเพ็ญในกาลต่อมา ปรากฏว่าแผ่นดินไหว การปรากฏแผ่นดินไหวต้องอัศจรรย์กว่าการมาประชุมมิได้นัดหมายแน่นอนอยู่แล้ว แต่เป็นเพราะเหตุใด เมื่อถึงวันมาฆบูชา พระท่านจะกล่าวเฉพาะการแสดงโอวาทปาฏิโมกข์เท่านั้น ท่านไม่กล่าวถึงการปลงอายุสังขารเลย ถ้าจะให้เดาขอเดาว่า ท่านไม่เชื่อว่าเมื่อพระพุทธเจ้าทรงประกาศการปลงอายุสังขารแล้วเกิดแผ่นดินไหว ท่านจึงเงียบตลอดมา หรือจะกล่าวว่าท่านไม่รู้เรื่องนี้ก็ไม่น่าจะเป็นไปได้ เพราะแต่ละท่านคงต้องได้เรียนพุทธประวัติมาแล้วทั้งนั้น

เรื่องนี้จึงขอฝากท่านผู้รับผิดชอบทางคณะสงฆ์ด้วย

ความไม่น่าเชื่อเรื่องแผ่นดินไหว เราน่าจะใช้วิชาตรรกะมาวิเคราะห์หาความจริงได้ กล่าวคือ การปลงอายุสังขารแม้จะเป็นเรื่องเรามองไม่เห็น เชื่อยาก แต่ถ้าในเรื่องเดียวกันนั้น มีบางเรื่องที่เรามองเห็นได้ และค่อนข้างเป็นเรื่องเหลือเชื่อเหมือนกัน เราก็น่าจะสรุปได้ว่าเป็นเรื่องเชื่อได้ เช่น เราไม่เชื่อในเรื่องนี้ว่าพระพุทธเจ้าปลงอายุสังขารแล้วเกิดแผ่นดินไหว แต่ในเรื่องเดียวกันนี้ พระพุทธเจ้าตรัสเรื่องแผ่นดินไหว แล้วทรงตรัสถึงว่าแผ่นดินไหวเพราะแผ่นดินลอยน้ำอยู่ ถามว่าแผ่นดินลอยน้ำอยู่จริงไหม ถ้ามองดูในแผนที่โลก เราจะเห็นแผ่นดินลอยน้ำอยู่จริงๆ

ถามว่าลมอุ้มน้ำไว้จริงหรือไม่ เมื่อนักวิทยาศาสตร์กล่าวว่า ลมห่อหุ้มโลกไว้ทุกทิศทาง ก็แสดงว่าลมได้อุ้มน้ำไว้จริงๆ ถามว่าเมื่อลมพัดจนน้ำขาดไม่มีน้ำรองรับแผ่นดิน แผ่นดินจะทรุดลงหรือไม่ คำตอบ แผ่นดินก็น่าจะทรุดลง ในช่องว่างที่ไม่มีน้ำ เหมือนเครื่องบินตกหลุมอากาศ ฉะนั้นเมื่อทรงแสดงการดำรงอยู่ของโลกเป็นจริงเช่นที่กล่าวมา การที่แผ่นดินไหวเพราะปลงอายุสังขาร ก็น่าจะเป็นจริง เพราะตรัสไว้ในเรื่องเดียวกัน

การยกเรื่องนี้มากล่าว เพราะเห็นว่านักวิทยาศาสตร์ยังค้นไม่พบว่าสาเหตุให้เกิดแผ่นไหวนั้นคืออะไร แต่ในเมื่อพระพุทธเจ้าตรัสเรื่องแผ่นดินไหวไว้ในเรื่องที่ทรงปลงอายุสังขาร ชาวพุทธเราก็น่าจะพิจารณา เพราะถ้าเป็นจริงตามนั้น เราก็น่าจะเห็นพระปัญญาคุณของพระองค์ ตามที่เราสวดสรรเสริญพระพุทธคุณอยู่เสมอว่า โลกวิทู ทรงรู้แจ้งโลก ด้วยประการฉะนี้

ทวี ผลสมภพ

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้‘วิปสนช.’เคารพมติศาลรธน. ยันร่างพ.ร.ป.ป.ป.ช.ไม่ขัดรธน.
บทความถัดไป‘ภูมิธรรม’ย้ำสิ้นเม.ย.ชัดเจน ใครย้ายออกจากพท.