มีประเพณีอย่างหนึ่งของไทยที่ประเทศที่นับถือพระพุทธศาสนาอื่นเขาไม่มีกัน คือประเพณีพระราชปุจฉา
พระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชปุจฉาถามไปยังพระสงฆ์ผู้ใหญ่เกี่ยวกับเรื่องราวที่พระองค์ทรงสงสัย พระสงฆ์ได้รับพระราชปุจฉาแล้ว จะเรียบเรียงคำวิสัชนาถวาย โดยอาจมอบหมายให้พระเถระผู้ทรงภูมิความรู้รูปใดรูปหนึ่งรับหน้าที่ตอบ หรืออาจประชุมปรึกษาหารือกันเป็นคณะก็ได้
ว่ากันว่าประเพณีพระราชปุจฉานี้ มีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา เพราะมีสำเนาหนังสือพระราชปุจฉาหลงเหลือมาให้เห็นอยู่หลายเรื่อง ต่อมาถึงสมัยรัตนโกสินทร์ พระราชปุจฉาในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชมีมากที่สุด เท่าที่มีหลักฐานในหอสมุดถึง 39 เรื่อง มากกว่ารัชกาลใดๆ
เหตุที่มีมากขนาดนั้นตอบได้ง่าย เพราะหลังจากกรุงศรีอยุธยาแตก แม้ว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชจะทรงสถาปนากรุงธนบุรีขึ้นแล้วก็ตาม พระสงฆ์องค์เจ้าที่รอดตายมาครั้งกระโน้นก็คงหาผู้เชี่ยวชาญในพระไตรปิฎกน้อยมาก พอถึงรัชกาลที่หนึ่ง พระองค์ก็ทรงทำสังคายนารวบรวมพระไตรปิฎกให้ครบสมบูรณ์ และหาอุบายให้พระสงฆ์ศึกษาพระไตรปิฎกให้แตกฉาน โดยทรงมีพระราชปุจฉาถามไปเนืองๆ ให้พระท่านช่วยกันวิสัชนา
บางปัญหาดูพื้นๆ เช่น มหาโจรฆ่าคนเป็นร้อยคน ทำไมฟังเทศน์ครั้งเดียวได้บรรลุอรหัต หรือพุทธศาสนาสอนว่า คนเราจะเป็นอย่างไรแล้วแต่กรรมที่ทำไว้ในปางก่อนบันดาล ถ้าเช่นนั้นเมื่อเดินไปเจอเสือก็ไม่ต้องหนีสิแล้วแต่กรรมจะบันดาลให้เป็นไป ปัญหาเหล่านี้เชื่อว่า พระมหากษัตริย์ก็ทรงทราบคำตอบอยู่แล้ว แต่ที่ทรงถามไปก็เพราะต้องการให้พระสงฆ์ท่านค้นคว้ามาตอบให้เป็นหลักเป็นฐาน
ตอบส่งเดชไม่ได้ ต้องอ้างพระบาลี อ้างอรรถกถา ฎีกา และการจะอ้างได้ขนาดนั้น ต้องศึกษาค้นคว้าไม่บันเบาทีเดียว นับว่าพระมหากษัตริย์ไทยทรงมีกุศโลบายให้พระศึกษาเล่าเรียนพระศาสนาอย่างแยบยลทีเดียว ไม่เรียน ไม่ค้นคว้าไม่ได้ ในหลวงจะถามมาเมื่อไหร่ไม่รู้ เมื่อถามมาแล้วตอบไม่ได้จะอับอายขายหน้าเอา สำนวนสมัยนี้ว่า “หน้าแตก” ถ้าเป็นพระราชาคณะผู้ใหญ่ขืนตอบไม่ได้ อาการหน้าแตกก็มากหน่อยถึงขั้น “หมอไม่รับเย็บ” เลยแหละครับ จะมามัวฉันแล้วเอน เพลแล้วนอน เย็นพักผ่อน ตอนค่ำจำวัดไม่ได้เป็นอันขาด ว่างั้นเถอะ
ถ้าถามว่า ธรรมเนียมพระราชปุจฉานี้พระมหากษัตริย์ไทยได้มาจากไหน ผมขอใช้เวิร์บทูเดาเอาว่าคงสืบเนื่องมาแต่สมัยพุทธกาลกระมังครับ เมื่อพระพุทธองค์ทรงพระชนม์อยู่ ทรงบำเพ็ญพุทธกิจ 5 ประการ ตลอดพระชนม์ชีพ หนึ่งใน 5 ประการ คือ “ทรงแก้ปัญหาเทวดา” เทวดา ที่ว่านี้นอกจากหมายถึงเทวดาจริงๆ แล้วยังหมายถึง พระราชามหากษัตริย์ด้วย เวลาว่างจากพระราชภารกิจ พระราชามหากษัตริย์ก็มักไปทูลถามปัญหาข้อข้องใจต่างๆ กับพระพุทธเจ้าเสมอ
กษัตริย์ที่เข้าเฝ้าทูลถามปัญหาข้อข้องใจบ่อยกว่าใครคือ พระเจ้าปเสนทิโกศล จนกระทั่งในพระไตรปิฎกมีบันทึกเรื่องราวของพระองค์ไว้ต่างหากเรียกว่า “โกศลสังยุตต์”
กษัตริย์องค์นี้แหละครับที่เสวยมากจนอ้วนฉุ แล้วเสด็จไปขอคาถาลดความอ้วนจากพระพุทธเจ้า ไม่ช้าไม่นานก็ลดความอ้วนมีหุ่นสเลนเดอร์หล่อเฟี้ยวกว่าเดิม
คราวหนึ่งขณะที่พระเจ้าปเสนทิโกศลเข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้า มีชฏิล (นักบวชเกล้าผม) 7 คน นิครนถ์ (นักบวชศาสนาเชน) 7 คน อเจลก (พวกชีเปลือย) 7 คน เอกสาฏิกนิครนถ์ (นิครนถ์ประเภทนุ่งผ้าผืนเดียว) 7 คน เดินมาแต่ละคนหน้าตาพิลึกพิสดาร ขนรักแร้ดำปื๊ด เล็บยาว ขนยาวน่าเกลียด พระเจ้าปเสนทิโกศล ทรงลุกขึ้นคุกพระชานุ (คุกเข่า) ทรงประคองอัญชลี ตรัสว่า “พระคุณเจ้าผู้ทรงศีล ข้าพเจ้าปเสน
ทิโกศลขอนมัสการ” แล้วหันมากราบทูลพระพุทธเจ้าว่า “สมณะเหล่านั้นเป็นอรหันต์”
พระพุทธเจ้าตรัสว่า “มหาบพิตรเป็นคฤหัสถ์บริโภคกาม มีลูกมีเมีย ทรงรู้ได้อย่างไรว่าใครเป็นอรหันต์หรือไม่” แล้วตรัสต่อไปว่า “จะรู้ว่าใครมีศีลจริงหรือไม่ต้องอยู่ด้วยกันนานๆ จะรู้ใครมือสะอาดจริงหรือไม่ต้องดูจากการทำงาน จะรู้ว่าใครกล้าจริงต้องดูเมื่อถึงคราวมีอันตราย จะรู้ว่าใครมีปัญญาแค่ไหนต้องดูจากการสนทนา”
พระพุทธดำรัสนี้ทำให้พระเจ้าปเสนทิโกศลถึงกับสะอึก ในที่สุดก็สารภาพออกมาว่า แท้ที่จริงพระพวกนั้นมิใช่อรหันต์ แต่เป็น “สปาย” ที่พระองค์ส่งไปสอดแนมตามชนบทต่างๆ
เดี๋ยวนี้มีข่าวว่ามีอรหันต์เกิดขึ้นเยอะแยะ ส่วนมากก็พวก “อรหันต์ตั้ง” คือตั้งกันเอง หรือตั้งตัวเองเผลอๆ อาจมี “สปาย” หวังทำลายพระพุทธศาสนา ดังสปายพระเจ้าปเสนทิโกศลก็ได้ใครจะรู้

