อาการ’ขาลง’ รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 สถานะ’คสช.’

11.03.18 | 11:45 น.

คําพูดของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หลังประกาศและบังคับใช้รัฐธรรมนูญเมื่อเดือนเมษายน 2560 ที่ว่านับแต่บัดนี้เป็นต้นไป “โหมด” แห่ง “การเลือกตั้ง” ได้เริ่มขึ้นแล้ว

สำคัญ และ ทรงความหมาย

สำคัญเพราะว่าเท่ากับบทบาทของ “รัฐธรรมนูญ” ในฐานะอันเป็นกฎหมายสูงสุดได้นับ 1 แล้วในทางเป็นจริง

ทรงความหมายเพราะในรัฐธรรมนูญมี “โรดแมป”

การประกาศและบังคับใช้รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 เมื่อเดือนเมษายนจึงดำเนินไปอย่างมีลักษณะในทาง “ยุทธศาสตร์” โดยตัวเอง

Advertisement

หมายความว่า ก้าวต่อไปคือ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ

หมายความว่า ไม่ว่า “คสช.” ไม่ว่า “รัฐบาล” อันเป็นองค์กรที่มาพร้อมกับรัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557 จำเป็นต้องประเมินและพิจารณาตนเอง

เพราะจำเป็นต้อง “นับถอยหลัง” ในทางการเมือง

ถามว่านับแต่เดือนเมษายน 2560 เป็นต้นมา คสช.และรัฐบาลเคยประเมินหรือไม่ว่าสมควรจะทำอย่างไรจึงจะสอดรับกับลักษณะในทางยุทธศาสตร์ของรัฐธรรมนูญ

คำตอบเห็นได้ชัดว่า “ไม่”

นั่นเพราะว่า คสช.มีความมั่นใจว่า ได้วางยุทธศาสตร์ของตนเอาไว้อย่างแข็งแกร่งและมั่นคงอย่างยิ่งแล้วภายในบทบัญญัติของ “รัฐธรรมนูญ”

ไม่ว่าจะเป็น “การเลือกตั้ง” ไม่ว่าจะเป็น “กลไก” ต่างๆ

ท่าทีของ คสช.และท่าทีของรัฐบาลจึงเป็นท่าทีในการ “รุก” และดำเนินไปตามยุทธศาสตร์เฉพาะส่วนของตนอันมีเป้าหมายอยู่ที่การสืบทอดอำนาจ

อาศัย “รัฐธรรมนูญ” มาสร้าง “ความชอบธรรม”

อาศัยประกาศและคำสั่งหัวหน้า คสช. และโดยเฉพาะอย่างยิ่งมาตรา 44 จากรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ.2557 มาเป็นเครื่องมือกรุยและนำทาง

แล้วผลจากมาตรการ “รุก” เหล่านี้ เป็นอย่างไร

นับแต่เดือนพฤศจิกายน 2560 คสช.และรัฐบาลก็ต้องประสบจากมาตรการของตนเองตามอำนาจที่เชื่อมั่นเมื่อเกิดปฏิกิริยาโต้กลับจากกระทรวงแรงงาน

นั่นก็คือ รัฐมนตรียื่นใบลาออก

ผลที่มิอาจหลีกเลี่ยงได้ก็คือ จำต้องปรับ ครม. และเนื่องจากปัญหาภายใน คสช.และภายในรัฐบาลสะสมหมักหมมต่อเนื่องมาแต่เดือนสิงหาคม 2559 จำเป็นต้องมีการปรับใหญ่

ท่ามกลางความไม่พอใจต่อความล้มเหลวใน “เศรษฐกิจ” ความไม่พอใจต่อรัฐมนตรี “ทหาร”

ความไม่พอใจนี้ก่อให้เกิดปฏิกิริยาเหมือนกับประกายไฟไหม้ลามทุ่งพลันที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ยกแขนขึ้นบังแดดขณะเตรียมถ่ายภาพ ครม. ณ บริเวณหน้าตึกไทยคู่ฟ้า

เมื่อภาพ “นาฬิกา” หรูรัดอยู่ในวงแขน

เท่านั้นแหละความไม่พอใจต่อ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ก็แพร่กระจายเป็นวงกว้าง แพร่ขยายไปยังประเด็นอื่นๆ อย่างไม่มีวันจบสิ้นอย่างง่ายดาย

นำไปสู่บทสรุปว่าด้วย “กองหนุน” เหลือน้อยจาก “บ้านสี่เสาเทเวศร์”

คําว่า “ขาลง” กลายเป็นคำขยาย ไม่ว่าจะต่อ คสช. ไม่ว่าจะต่อรัฐบาล และได้รับการยอมรับแม้กระทั่งภายใน คสช.และภายในรัฐบาลเอง

ทั้งๆ ที่ คสช.และรัฐบาลคิดว่า “ขาขึ้น”

สภาพเช่นนี้จะยิ่งแจ่มชัดและกลายเป็นเป้าในทางการเมืองมากยิ่งขึ้น เมื่อใกล้ถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2562 อันเป็นกำหนดล่าสุดของ “การเลือกตั้ง”

สภาพเช่นนี้คืออาการตั้งรับและถอยร่นในทางการเมือง