คําพูดของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หลังประกาศและบังคับใช้รัฐธรรมนูญเมื่อเดือนเมษายน 2560 ที่ว่านับแต่บัดนี้เป็นต้นไป “โหมด” แห่ง “การเลือกตั้ง” ได้เริ่มขึ้นแล้ว
สำคัญ และ ทรงความหมาย
สำคัญเพราะว่าเท่ากับบทบาทของ “รัฐธรรมนูญ” ในฐานะอันเป็นกฎหมายสูงสุดได้นับ 1 แล้วในทางเป็นจริง
ทรงความหมายเพราะในรัฐธรรมนูญมี “โรดแมป”
การประกาศและบังคับใช้รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 เมื่อเดือนเมษายนจึงดำเนินไปอย่างมีลักษณะในทาง “ยุทธศาสตร์” โดยตัวเอง
หมายความว่า ก้าวต่อไปคือ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ
หมายความว่า ไม่ว่า “คสช.” ไม่ว่า “รัฐบาล” อันเป็นองค์กรที่มาพร้อมกับรัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557 จำเป็นต้องประเมินและพิจารณาตนเอง
เพราะจำเป็นต้อง “นับถอยหลัง” ในทางการเมือง
ถามว่านับแต่เดือนเมษายน 2560 เป็นต้นมา คสช.และรัฐบาลเคยประเมินหรือไม่ว่าสมควรจะทำอย่างไรจึงจะสอดรับกับลักษณะในทางยุทธศาสตร์ของรัฐธรรมนูญ
คำตอบเห็นได้ชัดว่า “ไม่”
นั่นเพราะว่า คสช.มีความมั่นใจว่า ได้วางยุทธศาสตร์ของตนเอาไว้อย่างแข็งแกร่งและมั่นคงอย่างยิ่งแล้วภายในบทบัญญัติของ “รัฐธรรมนูญ”
ไม่ว่าจะเป็น “การเลือกตั้ง” ไม่ว่าจะเป็น “กลไก” ต่างๆ
ท่าทีของ คสช.และท่าทีของรัฐบาลจึงเป็นท่าทีในการ “รุก” และดำเนินไปตามยุทธศาสตร์เฉพาะส่วนของตนอันมีเป้าหมายอยู่ที่การสืบทอดอำนาจ
อาศัย “รัฐธรรมนูญ” มาสร้าง “ความชอบธรรม”
อาศัยประกาศและคำสั่งหัวหน้า คสช. และโดยเฉพาะอย่างยิ่งมาตรา 44 จากรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ.2557 มาเป็นเครื่องมือกรุยและนำทาง
แล้วผลจากมาตรการ “รุก” เหล่านี้ เป็นอย่างไร
นับแต่เดือนพฤศจิกายน 2560 คสช.และรัฐบาลก็ต้องประสบจากมาตรการของตนเองตามอำนาจที่เชื่อมั่นเมื่อเกิดปฏิกิริยาโต้กลับจากกระทรวงแรงงาน
นั่นก็คือ รัฐมนตรียื่นใบลาออก
ผลที่มิอาจหลีกเลี่ยงได้ก็คือ จำต้องปรับ ครม. และเนื่องจากปัญหาภายใน คสช.และภายในรัฐบาลสะสมหมักหมมต่อเนื่องมาแต่เดือนสิงหาคม 2559 จำเป็นต้องมีการปรับใหญ่
ท่ามกลางความไม่พอใจต่อความล้มเหลวใน “เศรษฐกิจ” ความไม่พอใจต่อรัฐมนตรี “ทหาร”
ความไม่พอใจนี้ก่อให้เกิดปฏิกิริยาเหมือนกับประกายไฟไหม้ลามทุ่งพลันที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ยกแขนขึ้นบังแดดขณะเตรียมถ่ายภาพ ครม. ณ บริเวณหน้าตึกไทยคู่ฟ้า
เมื่อภาพ “นาฬิกา” หรูรัดอยู่ในวงแขน
เท่านั้นแหละความไม่พอใจต่อ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ก็แพร่กระจายเป็นวงกว้าง แพร่ขยายไปยังประเด็นอื่นๆ อย่างไม่มีวันจบสิ้นอย่างง่ายดาย
นำไปสู่บทสรุปว่าด้วย “กองหนุน” เหลือน้อยจาก “บ้านสี่เสาเทเวศร์”
คําว่า “ขาลง” กลายเป็นคำขยาย ไม่ว่าจะต่อ คสช. ไม่ว่าจะต่อรัฐบาล และได้รับการยอมรับแม้กระทั่งภายใน คสช.และภายในรัฐบาลเอง
ทั้งๆ ที่ คสช.และรัฐบาลคิดว่า “ขาขึ้น”
สภาพเช่นนี้จะยิ่งแจ่มชัดและกลายเป็นเป้าในทางการเมืองมากยิ่งขึ้น เมื่อใกล้ถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2562 อันเป็นกำหนดล่าสุดของ “การเลือกตั้ง”
สภาพเช่นนี้คืออาการตั้งรับและถอยร่นในทางการเมือง

