ละครโทรทัศน์เรื่อง “บุพเพสันนิวาส” กำลังฮิต เลยลองตามกระแสไปนั่งดูคลิปย้อนหลังและละครสองตอนล่าสุดกับเขาบ้าง (โดยยังไม่เคยอ่านนิยายต้นฉบับ)
พบว่าท่ามกลางความสนุกสนานและอารมณ์ขันต่างๆ นานา ละครเรื่องนี้มี “จุดเด่น” สำคัญน่ากล่าวถึง
“บุพเพสันนิวาส” พูดถึงประเด็นความสัมพันธ์ระหว่าง “อดีต” กับ “ปัจจุบัน” แน่ๆ
แต่เป็นการพูดผ่านท่าที-อาการโหยหาอดีตที่ดีงามกว่า รุ่งเรืองมั่งคั่งกว่า หรือเป็นยุคทองกว่าปัจจุบันหรือเปล่า?
เท่าที่ดูละครมา ยังไม่เห็นท่าที-อาการแบบนี้ชัดเจนนัก
ละครเรื่องนี้ยังมิได้พูดถึงสายสัมพันธ์อันมีลักษณะ “สืบเนื่อง-เชื่อมโยง-ไม่ขาดสาย” ระหว่าง “อดีต” กับ “ปัจจุบัน”
ตรงกันข้าม “บุพเพสันนิวาส” เป็นละครประเภท “ย้อน/เจาะเวลาหาอดีต” ที่จำเป็นจะต้อง “ตัดตอน” ความสืบเนื่องเชื่อมโยงดังกล่าว อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง
เมื่อ “ตัดตอน-ลัดวงจร” ช่วงเวลาทางประวัติศาสตร์ไปได้หลายร้อยปีแล้ว สิ่งที่ละครมุ่งเน้นอย่างจริงจัง ก็มิใช่การตั้งคำถามยากๆ ว่าเราจะสามารถย้อนกลับไปเปลี่ยนแปลงแก้ไขอดีตได้หรือไม่? (เพราะอย่างไรเสีย เราก็กลับไปแก้ไขอะไรไม่ได้)
ทว่า เส้นทางที่ละครเรื่องนี้เลือกเดิน ซึ่งนำไปสู่ความสนุกสนาน ความสนใจใคร่รู้ และความนิยมล้นหลาม ก็คือ การนำเอาความแปลกแยกแตกต่างระหว่างยุคสมัย มาวางชน/ปะทะกัน ครั้งแล้วครั้งเล่า
ถ้าใครได้ดูละครย่อมทราบว่า นี่คือเรื่องราวของตัวละครยุคปัจจุบันที่ประสบอุบัติเหตุจนวิญญาณหลุดลอยออกจากร่าง แล้วเข้าไปสิงสู่ในร่างของหญิงสาวอีกคนสมัยอยุธยา ที่เสียชีวิตลงเช่นกัน
“การแทนที่” บุคคลหนึ่ง ด้วยบุคคลอีกรายที่อยู่ต่างยุคสมัยโดยฉับพลัน นำไปสู่การปะทะ/เทียบเคียง/พุ่งชน ระหว่างอะไรหลายต่อหลายอย่าง พร้อมลักษณะอาการผิดฝา ผิดตัว ผิดกาละ ผิดเทศะ มากมาย
ตั้งแต่ประเด็นที่ “นางเอก” จากปัจจุบัน เข้าไปสิงอยู่ในร่างของ “นางร้าย” แห่งอดีต รวมถึงความไม่สอดคล้องลงรอย, อาการแปลกประหลาดใจ และความปลื้มปีติ อันเกิดจากการได้มีโอกาสตระหนักรับรู้ชุดคุณค่า ค่านิยม และวัฒนธรรมจากอีกยุคสมัย ซึ่งอยู่นอกเหนือความคุ้นชินของตัวละครแต่ละฝ่าย
การนำเอาคุณค่า-วัฒนธรรมสองชุด ที่มีระยะห่างหรือจุดปริแยกระหว่างกันหลายร้อยปี มาวางเทียบเคียงกัน ย่อมก่อให้เกิด “ช่องว่าง” ของความแตกต่างหรือความไม่รู้ขึ้นมา
“ช่องว่าง” เหล่านี้นี่แหละที่ช่วยเปิดโอกาสให้ทั้งคนทำละครและคนดูละครสามารถ “เล่นสนุก” กับความไม่รู้และความแตกต่างทั้งหลายได้อย่างเพลิดเพลิน
ยิ่งละคร/นิยาย เลือกจะเล่นสนุกกับความผิดแผกแตกต่างที่ดำรงอยู่ในวิถีชีวิตประจำวันของผู้คน เช่น เรื่องส้วม, อาหารการกิน, การมีประจำเดือน หรือการผายปอด ฯลฯ ด้วยแล้ว เรื่องราวก็ยิ่งมีสีสันและเข้าถึงคนส่วนใหญ่ได้ง่าย
เหนือสิ่งอื่นใด ปฏิเสธไม่ได้ว่าละคร “ย้อนอดีต” เรื่องนี้ เน้นย้ำประเด็นสำคัญว่าด้วย “ความเปลี่ยนแปลง”
บุคคลคนหนึ่งสามารถถูกแทนที่ด้วยบุคคลอีกคน ซึ่งมีความรู้สึกนึกคิด นิสัยใจคอ อากัปกิริยา และมีชีวิตในช่วงเวลาที่ต่างกันลิบลับ
เช่นเดียวกับค่านิยม ความรู้ และวัฒนธรรมต่างๆ ในการดำเนินชีวิต ที่ถูกวางเทียบให้เห็นว่าได้แปรผันปรับเปลี่ยนไปเพียงใด
อย่างไรก็ตาม เรื่องราวประเภท “ย้อน/เจาะเวลาหาอดีต” อาจมีกรอบหรือข้อจำกัดบางประการดำรงอยู่
ในเรื่องเล่าทำนองนี้ “ตัวแทนของความเปลี่ยนแปลง” จากปัจจุบันหรืออนาคต ที่หลุดเข้าไปใช้ชีวิตในอดีตแบบคนเดียวเดี่ยวโดด มักต้องเป็นฝ่ายค่อยๆ ปรับตัวให้ผสานกลมกลืนกับสภาพสังคมยุคก่อนหน้า (ไม่ว่าตัวแทนรายนั้นจะมีความรู้ที่ “วิวัฒน์” ไปมากกว่าเพียงไร)
ไม่ใช่ให้สังคมในอดีตต้องยอมปรับเปลี่ยนตาม “คนจากอนาคต” เพียงรายเดียว
“บุพเพสันนิวาส” จะอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์เช่นนี้ต่อไป หรือจะสามารถพลิกแพลงรูปแบบกติกาเดิมๆ ได้สำเร็จ
คงต้องรอชมคำตอบในช่วงท้ายๆ หรือตอนอวสานของละคร
………………..
ปราปต์ บุนปาน

