หน้าแรก คอลัมนิสต์ อาชญากรห่มผ้า...

อาชญากรห่มผ้าเหลือง : โดยวสิษฐ เดชกุญชร

6.03.18 | 12:00 น.

ข่าวที่น่าจะสะเทือนใจพุทธศาสนิกชนที่สุดข่าวหนึ่งคือข่าวพระครูภาวนาโสภิต หรือพระครูปลัดนิพนธ์ ธัมมทีโป อดีตเจ้าอาวาสวัดป่าปฐมชัย อำเภอเมือง จังหวัดนครปฐม มีพฤติการณ์ละเมิดพระธรรมวินัยจนถึงกับต้องปาราชิก เพราะมีความสัมพันธ์ฉันสามีภรรยากับผู้หญิงถึง 7 คนในเวลาเดียวกัน ขณะที่เขียนเรื่องนี้มีข่าวว่าพระครูรูปนั้นพ้นจากสมณเพศไปแล้ว และไม่มีใครรู้ว่าอยู่ที่ไหน การพ้นสมณเพศของพระครูปลัดนิพนธ์เป็นไปตามวินัยสงฆ์ซึ่งบัญญัติไว้แต่พุทธกาลว่า “ภิกษุรูปใดเสพเมถุนธรรมโดยที่สุดแม้ในสัตว์ดิรัจฉานตัวเมียเป็นปาราชิก” (คัมภีร์ภิกขุวิภังค์ ภาค 1 พระวินัยปิฎกเล่ม 1)

ปาราชิกเป็นอาบัติขั้นที่ร้ายแรงที่สุด พระภิกษุเมื่อต้องปาราชิกแล้ว จะสิ้นสภาพการเป็นพระภิกษุทันทีแม้จะไม่กล่าวลาสิกขาก็ตาม แต่ก็เพียงเท่านั้นเอง ผู้ที่ต้องปาราชิกและพ้นสมณเพศไปแล้วยังเป็นฆราวาสสามารถปฏิบัติศาสนกิจต่อไปได้ เช่น ฟังและศึกษาพระธรรม อุปัฏฐากพระภิกษุสงฆ์ แต่ที่สำคัญและน่าสังเกตก็คือยังสามารถเผยแผ่พระธรรมได้ด้วย

แปลว่าแม้จะละเมิดพระวินัยขั้นร้ายแรงและไม่ได้เป็นพระแล้ว ก็ยังสามารถเผยแผ่พระธรรมที่ตัวเองได้ละเมิดแล้วต่อไปได้

อาบัติหรือการละเมิดวินัยสงฆ์นั้นไม่มีโทษทางอาญา ได้มีความพยายามมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2542 ที่จะออกกฎหมายเพื่อลงโทษพระภิกษุที่ละเมิดพระธรรมวินัย และในปี 2549 สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติก็ได้ยกร่างพระราชบัญญัติอุปภัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนาขึ้น แต่ก็ไม่สามารถออกเป็นกฎหมาย เพราะคณะกรรมการกฤษฎีกาใช้เวลาพิจารณาอยู่หลายปี นอกจากนั้น ร่างกฎหมายฉบับนี้ยังได้รับการคัดค้านต่อต้านจากหลายฝ่ายรวมทั้งฝ่ายสงฆ์ สาเหตุก็คือร่างกฎหมายฉบับนี้รวมเอาเรื่องการปกครองและการจัดการทรัพย์สินของสงฆ์เข้าไปไว้ในร่างด้วย ทำให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นการพยายามเอาฆราวาสไปปกครองสงฆ์ จนถึงปี พ.ศ.2557 คณะรักษาความสงบแห่งชาติจึงได้เสนอร่างพระราชบัญญัติอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนาต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ในร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้มีบทกำหนดโทษพระภิกษุที่ละเมิดพระธรรมวินัยไว้ด้วย เช่นในมาตรา 30 บัญญัติว่า พระภิกษุใดกระทำการล่วงละเมิดพระธรรมวินัย ทำการเสพเมถุน หรือกล่าวอวดอุตริมนุสธรรมซึ่งมีในตน หรือไม่มีในตนก็ดี ก่อให้เกิดความเสียหายแก่พระพุทธศาสนา ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีจนถึงเจ็ดปี หรือปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงหนึ่งหมื่นสี่พันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

นอกจากนั้น ในร่างกฎหมายฉบับเดียวกันยังบัญญัติให้มีโทษจำคุก และโทษปรับแก่พระภิกษุที่ทำให้หลักศาสนธรรมเพี้ยนไปจากพระไตรปิฎก หรือมีไว้ในครอบครองซึ่งสื่อวีดิทัศน์หรือวัตถุใดๆ ที่มีลักษณะเดียวกันเกี่ยวกับลามกอนาจาร หรือเสพสุรา ยาเสพติดหรือของมึนเมาอื่นใดจนไม่สามารถครองสติ หรือกระทำผิดกฎหมายว่าด้วยการพนันด้วย

Advertisement

แต่เมื่อปีกลายนี้ (พ.ศ.2560) เมื่อสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาตินำร่างกฎหมายฉบับนี้เสนอมหาเถรสมาคม ที่ประชุมก็ขอให้งดไว้ก่อน และให้กรรมการมหาเถรสมาคมสามรูปพิจารณา จนบัดนี้ยังไม่ปรากฏผล

ในขณะเดียวกันการต้องอาบัติปาราชิกโดยจงใจของพระภิกษุก็เป็นมาอย่างต่อเนื่องรายแล้วก็รายเล่า ท่ามกลางความสลดหดหู่ใจของพุทธศาสนิกชน
อันที่จริงปัญหานี้น่าจะแก้ได้โดยง่ายและรวดเร็วกว่าด้วยการแยกเอาเรื่องโทษฐานต้องอาบัติปาราชิกไปบัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญา ลักษณะที่ 4 ซึ่งว่าด้วยความผิดต่อศาสนา

ตราบใดที่ยังไม่มีการกำหนดโทษทางอาญาให้แก่ผู้ที่มีเจตนาจะใช้วัดในพระพุทธศาสนาเป็นที่ประกอบกรรมชั่วที่ทำความด่างพร้อยให้แก่พระ ศาสนา ตราบนั้นเราชาวพุทธก็คงจะต้องนั่งทำตาปริบๆ ดูอาชญากรห่มผ้าเหลืองทำความปู้ยี่ปู้ยำให้แก่พระศาสนาต่อไปอีกโดยไม่มีกำหนด