พลังปฏิวัฒนาการ มีเหนือกว่าวิวัฒนาการในประวัติศาสตร์ไทย ดูได้จากประวัติศาสตร์ชาติไทยของรัฐบาล คสช. (โดยกระทรวงวัฒนธรรม พิมพ์เผยแพร่ พ.ศ.2558) แบ่งยุคสมัยต่างๆ ได้แก่
สมัยทวารวดี, สมัยเจนละ, สมัยศรีวิชัย, สมัยหริภุญชัย, สมัยสุโขทัย, สมัยอยุธยา, สมัยธนบุรี, สมัยรัตนโกสินทร์
ยุคสมัยของประวัติศาสตร์ไทยยกมานี้ สร้างใหม่ตามแนวคิดประวัติศาสตร์สมัยใหม่ได้จากเจ้าอาณานิคมยุโรป ตั้งแต่ราวสมัย ร.5, ร.6 ขณะนั้นพบหลักฐานไม่มาก และวิธีศึกษายังไม่ก้าวหน้ากว้างขวางเท่าปัจจุบัน
พลังปฏิวัฒนาการ
หลัง พ.ศ.2500 การศึกษาโบราณคดีก้าวหน้ากว่าแต่ก่อนสืบจนปัจจุบัน โดยรับความรู้และเทคโนโลยีจากอเมริกาและยุโรป ทำให้พบหลักฐานมากกว่าเดิมทั่วประเทศ มีผลให้ความรู้เดิมต้องปรับเปลี่ยนมากมายหลายเรื่อง
แต่ไม่เคยพบหลักฐานสนับสนุนว่ายุคสมัยมีจริงตามชื่อในหนังสือของกระทรวงวัฒนธรรม
ถึงอย่างนั้นทุกวันนี้ประวัติศาสตร์ชาติไทยก็มียุคสมัยเหมือนเดิม ส่วนที่เปลี่ยนแปลงคือใส่สีตีไข่ใช้วาทกรรมมากกว่าเดิม ทั้งนี้มาจากประวัติศาสตร์ชาติไทยขาดวิวัฒนาการ เพราะพลัง ปฏิวัฒนาการ มีเหนือกว่า
ซึ่งเป็นจริงตามข้อเขียนของ นิธิ เอียวศรีวงศ์ ว่า “ครูไทยปัจจุบันมีอุปกรณ์การศึกษาที่มากกว่ากระดานดำมากมาย แต่เนื้อหาที่แท้จริงของการศึกษาไทยก็ยังเหมือนเดิมทุกอย่าง” ห้องคอมพิวเตอร์ และห้องทดลองวิทยาศาสตร์ ฯลฯ สร้างไว้เพื่อทำให้เกิดปฏิวัฒนาการของการสร้างความรู้เท่านั้น (มติชนรายวัน ฉบับวันจันทร์ที่ 5 มีนาคม พ.ศ.2561 หน้า 16)
พลังวิวัฒนาการ
ท้องถิ่นทุกแห่งมีประวัติความเป็นมาต่างกันบ้าง คล้ายคลึงกันบ้าง
ถ้าทุกท้องถิ่นร่วมกันทำความเข้าใจประวัติศาสตร์ท้องถิ่นของตน แล้วแบ่งปันแลกเปลี่ยนสู่สาธารณะ จะเป็นพลังวิวัฒนาการต้านทานฝ่ายปฏิวัฒนาการ
ปฏิวัฒนาการ ต่อต้านวิวัฒนาการ
ปฏิวัฒนาการต่อต้านวิวัฒนาการ ขอสรุปจากข้อเขียนของ อ.นิธิ มาแบ่งปันดังนี้
ปฏิวัฒนาการ หมายความตรงกันข้ามวิวัฒนาการ คือความเปลี่ยนแปลงที่ย้อนกลับเข้าข้างใน เช่น ใช้วิธีการผลิตแบบเดิม แต่ทำให้เข้มข้นและละเอียดซับซ้อนขึ้น คนหน้าเก่าก็ยังอยู่เหมือนเดิม แต่พัฒนาระบบความสัมพันธ์เก่าให้ละเอียดซับซ้อนขึ้น จนยากที่คนกลุ่มอื่นจะแทรกเข้าไปได้ ถึงที่สุดแล้ว ไม่มีความเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริงเกิดขึ้น นอกจากความอลังการที่ไร้ความหมาย ความซับซ้อนที่เกินจำเป็น และ “ระบบ” เก่าที่ยิ่งแข็งแกร่งมากขึ้นจนยากที่จะเปลี่ยนแปลงได้
วิวัฒนาการ หมายถึงการเปลี่ยนแปลงที่ขยายออกไปข้างนอก เช่น ใช้วิธีการใหม่ในการผลิต, ในความสัมพันธ์ทางสังคม, ในการรบ ฯลฯ จึงเป็นผลให้เกิดความเปลี่ยนแปลงข้างในด้วย เช่น มีกลุ่มคนหน้าใหม่โผล่เข้ามา กลุ่มคนหน้าเก่าอาจเปลี่ยนตัวเอง หรือถูกทิ้งไว้ข้างหลังจนสูญสลายไป ผลิตภาพเพิ่มขึ้น ทำให้ฐานะเศรษฐกิจของคนข้างในสูงขึ้น จึงเลือกหาความบันเทิงอีกอย่างหนึ่ง ฯลฯ

