ไม่มีใครรู้ว่าอนาคตประเทศไทยจะเป็นอย่างไร
แต่ปรากฏการณ์ที่เป็นอยู่ในปัจจุบันคือประเทศไทยไม่สามารถเป็นประชาธิปไตยได้
เหมือนกับพม่าที่ไม่สามารถเป็นประชาธิปไตย
เนื่องจากคนที่มีจำนวนน้อยกว่าแต่มีอำนาจมากกว่า ไม่ยอมให้คนที่มีจำนวนมากแต่อำนาจน้อยกว่าบริหารประเทศ
ไม่ยอมให้มีการเลือกตั้งแบบสากล!
จากบทสัมภาษณ์เชิงวิเคราะห์ของหนังสือพิมพ์มติชน นายดุลยภาค ปรีชารัชช จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ให้ความรู้เรื่องนี้ชัด
พม่ามีบทเรียนจากการเลือกตั้ง
ฝ่ายทหารพม่าได้ข้อสรุปแล้วว่าเลือกตั้งคราใดก็แพ้ แต่จะอยู่แบบไม่มีรัฐบาลเลือกตั้งก็ลำบาก
และยิ่งนานวันสถานการณ์ต่างๆ ยิ่งบีบบังคับว่า ทุกอย่างต้องเปลี่ยนแปลง
หนทางการเปลี่ยนแปลงมี 2 อย่างคือ หนึ่ง เปลี่ยนแปลงตัวเอง กับอีกหนึ่งถูกบังคับให้เปลี่ยนแปลง
รัฐบาลทหารเลือกวิธีแรก คือเปลี่ยนแปลงตัวเอง
พม่าจึงใช้วิธีการเลือกตั้งตามสูตรที่เพิ่งปรากฏ….ผลลัพธ์จะออกมาดีหรือไม่ คงต้องติดตาม
ส่วนไทยก็ไม่ได้แตกต่างหรอก เพราะเหตุการณ์ล้มรัฐบาลเลือกตั้งก็มาจากต้นเหตุที่คล้ายคลึงกัน
จากคำให้สัมภาษณ์ของหลายคน ระบุว่า คนไทยส่วนใหญ่ยังไม่พร้อมจะเป็นประชาธิปไตย
เป็นถ้อยคำที่แสดงเจตนาของคนส่วนน้อยอย่างชัดเจน
ประเทศไทยจึงเป็นประชาธิปไตยได้ยาก
ขณะเดียวกันไทยก็รู้ว่า หากไม่มีรัฐบาลเลือกตั้งจะยืนยงคงอยู่ในโลกนี้ลำบาก
ดังนั้น การที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กำหนดโรดแมปคืนความสุข จึงน่าจะอยู่ในข่ายเดียวกัน
และการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ขึ้นมาก็น่าจะเพื่อให้คนกลุ่มใหญ่กับคนกลุ่มน้อยอยู่ร่วมในกติกาเดียวกันได้
กติกาใหม่ไม่สามารถเป็นประชาธิปไตยแบบสากล
การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือ ส.ส.จึงมีวิธีคิดที่พิสดาร
ที่มาของสมาชิกวุฒิสภา หรือ ส.ว.จึงเน้นการสรรหา หรือแต่งตั้ง
พร้อมทั้งเพิ่มอำนาจให้วุฒิสภาและองค์กรอิสระตรวจสอบนักการเมืองในรูปแบบต่างๆ
เท่ากับว่ารัฐธรรมนูญใหม่พยายามคานอำนาจตัวแทนเสียงส่วนใหญ่จากการเลือกตั้ง
เป็นรัฐบาลเลือกตั้งภายใต้กติกาการคานอำนาจ
แนวทางการคานอำนาจนี้ มีทั้งผู้เห็นด้วยและเห็นต่าง
สุดท้ายจะไปจบที่การทำประชามติ
ประเด็นที่น่าสนใจคือ การทำประชามติในวันที่ 7 สิงหาคม ตามที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต.กำหนดนั้น
จะมีคนออกไปใช้สิทธิมากหรือน้อย
เพราะวันนี้คนไม่เห็นด้วยคงไม่กล้าขยับตัวออกมาค้านร่างรัฐธรรมนูญ
ความกลัวที่ว่ารวมไปถึงการออกไปหย่อนบัตรไม่รับร่างด้วย
คือ กลัวจนไม่อยากยุ่ง ไม่อยากเกี่ยวข้อง และไม่ไปใช้สิทธิ
แม้เสียงส่วนใหญ่ของผู้ออกมาใช้สิทธิจะสนับสนุนร่างรัฐธรรมนูญ
แต่หากเสียงที่ออกมาใช้สิทธินั้นมีจำนวนน้อยกว่าจำนวนผู้มีสิทธิมากๆ
อาทิ มีผู้มาใช้สิทธิ 20 หรือ 30 เปอร์เซ็นต์ จากผู้มีสิทธิ…ร่างรัฐธรรมนูญนั้นๆ จะเป็นเช่นไร
วันที่ 29 มีนาคม ถือว่าการบ้านของ กรธ.ได้ส่งมาแล้ว
ต่อไปนี้จึงเป็นการบ้านของ กกต.ที่จะต้องตอบโจทย์
ทำอย่างไรจึงจะให้คนออกมาใช้สิทธิ
หย่อนบัตรลงประชามติให้มากที่สุด

