ยุบ คสช.

15.03.18 | 13:00 น.

กลุ่มคนอยากเลือกตั้งเรียกร้องให้ยุบคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เหลือแค่รัฐบาลดูแลการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นต้นปี 2562

เหตุผลคงต้องการสร้างบรรยากาศความเป็นประชาธิปไตยให้เบ่งบาน ลดกลไกหรือองค์กรสัญลักษณ์ของการใช้อำนาจและอาวุธเป็นเครื่องมือ ในการจัดการปัญหาความขัดแย้งลงไป

ที่น่าคิดและพิจารณา ข้อเสนอเป็นเพียงการยกเลิกกลไกหรือองค์กรซึ่งเป็นผู้ใช้เครื่องมือ ขณะที่ตัวเครื่องมือหรืออาวุธ คือ คำสั่ง กฎหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งมาตรา 44 ยังดำรงอยู่ โอกาสที่กลไกหรือองค์กรผู้ใช้เครื่องมือจะกลับฟื้นขึ้นมาใหม่ในชื่ออื่นมีความเป็นไปได้หรือไม่

หรือฝ่ายผู้เสนอคิดเทียบเคียง ให้ความสำคัญกับคน ผู้ใช้เครื่องมือมากกว่าเครื่องมือหรืออาวุธ ภายใต้ความเชื่อว่าเครื่องมือหรืออาวุธเป็นดาบสองคม เหมือนเหรียญมีสองด้าน ทั้งด้านที่เป็นคุณและเป็นโทษ ด้านหนึ่งอาวุธใช้สำหรับประหัตประหาร จำกัดสิทธิเสรีภาพ ฝ่ายตรงข้าม อีกด้านหนึ่งใช้สำหรับการป้องกันตัวเอง ทำนองเดียวกับมีดใช้ทำร้ายคนก็ได้ ใช้ปลอกผลไม้เป็นอาหารให้คนก็ได้

สำคัญที่คนจะใช้อาวุธนั้นไปทำอะไร ด้านดีหรือด้านร้าย การเสนอให้ยุบองค์กร กลไก คือ คสช. เกิดจากพื้นฐานแนวคิดทำนองนี้ใช่หรือไม่ คงต้องถามกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง

Advertisement

ส่วนข้อเสนอให้ยุบ คสช.นั้น นายปณิธาน วัฒนายากร ที่ปรึกษา พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม บอกว่าต้องถาม คสช.

พร้อมกับโยนคำถามกลับว่า ภารกิจหลักของ คสช.คือการรักษาเสถียรภาพ ดูแลความปลอดภัยและความเรียบร้อยของบ้านเมือง ในช่วงที่จะมีการเลือกตั้ง ใครจะทำภารกิจเหล่านี้ แล้วใครจะทำได้สำเร็จ

เป็นคำถามที่น่าคิดอีกเช่นกัน แต่ไม่น่าจะตอบยาก ก็เป็นหน้าที่ของรัฐบาล กลไกสูงสุดของฝ่ายบริหารนั่นเอง

ภายใต้โครงสร้างระบอบประชาธิปไตยปกติ ฝ่ายบริหารมาจากการเลือกตั้งของคนส่วนใหญ่ ย่อมมีอำนาจที่ได้รับมอบหมายจากประชาชนในการปกครอง บังคับบัญชาฝ่ายราชการประจำ ไม่ว่าจะทำหน้าที่ด้านความมั่นคง ด้านเศรษฐกิจหรือด้านอื่นๆ ก็ตาม ต้องวางตัวเป็นกลาง เป็นเครื่องมือให้กับรัฐบาล

แต่เพราะเหตุว่า กลไกของรัฐดังกล่าวอ้างว่ารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งไร้ประสิทธิภาพ กลายเป็นรัฐที่ล้มเหลว แก้ปัญหาความขัดแย้ง แตกแยกไม่ได้ จึงต้องเข้ามาจัดการด้วยการรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 ขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งเห็นตรงกันข้ามว่า กลไกรัฐไม่วางตัวเป็นกลาง กลับเข้าข้างอีกฝ่ายหนึ่ง

ห ากความจำไม่สั้น ก่อนเกิดหตุ 22 พฤษภาคม 2557 มีเสียงเรียกร้องกดดันให้รัฐบาลรักษาการในขณะนั้นถอนตัวหรือออกจากการเป็นรัฐบาลรักษาการ ด้วยเหตุผลสองประการ ด้านหนึ่งเป็นรัฐที่ล้มเหลวไม่สามารถจัดการปัญหาความแตกแยกได้ อีกด้านหนึ่งเกรงว่าจะมีอิทธิพลต่อการเลือกตั้งทั่วไปที่จะเกิดขึ้น

เมื่อรัฐบาลรักษาการยืนกรานไม่ยอมออก การใช้อาวุธเป็นเครื่องมือแก้ไขปัญหาจึงเกิดขึ้นในที่สุด

และแล้ววันนี้สถานการณ์กำลังจะกลับคืนมาใหม่ในอีกบรรยากาศหนึ่ง จะมีการเลือกตั้ง นอกจากมีเสียงเรียกร้องให้ยุบ คสช.แล้ว มีข้อเสนอให้หัวหน้ารัฐบาลลาออก หากจะก้าวลงสู่เวทีการแข่งขันด้วยการรับเป็นประธานที่ปรึกษาพรรคการเมือง

“เพราะไม่เช่นนั้นแล้วจะกลายเป็นเรื่องของผลประโยชน์ทับซ้อน และดูไม่ดีในสายตาของพรรคการเมือง รวมถึงพี่น้องประชาชน คนในรัฐบาลโดยเฉพาะรัฐมนตรีหรือนายกรัฐมนตรีจะรับตำแหน่งหัวหน้าพรรคหรือประธานที่ปรึกษาพรรคในขณะที่ยังดำรงตำแหน่งทางการเมืองอยู่ ไม่น่าจะชอบด้วยหลักนิติรัฐ นิติธรรม และไม่ชอบด้วยเหตุผลประการทั้งปวง เพราะเป็นการเอาเปรียบคนอื่นอย่างเห็นได้ชัด” นายวิรัตน์ กัลยาศิริ หัวหน้าทีมกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ ผู้เสนอพูดชัดเจน

นั่นเท่ากับออกจากการเป็นรัฐบาลหรือรัฐบาลรักษาการก็ตาม เช่นเดียวกับเมื่อครั้งที่กองทัพกดดันให้รัฐบาลรักษาการก่อนหน้านี้ลาออก ก่อนที่กลายมาเป็น คสช.

คสช.และรัฐบาลแม่น้ำห้าสาย กลับมาเผชิญกับสถานการณ์ข้อเรียกร้องให้ลาออกจากการเป็นรัฐบาลรักษาการ

ประวัติศาสตร์กำลังจะซ้ำรอยหรือไม่ สุดแท้แต่จะคิด

หรือคิดเลยไปถึงคำกลอนศรีปราชญ์ ที่นายสมศักดิ์ ปะริสุทโธ เหมทานนท์ อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรี ซึ่งถูกคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติให้พ้นจากตำแหน่ง เขียนไว้ในวันสุดท้ายชีวิตราชการ

ธรณีนี่นี้เป็นพยาน

เราก็ศิษย์อาจารย์หนึ่งบ้าง

เราผิดท่านประหาร เราชอบ

เราบ่ผิดท่านมล้าง

ดาบนี้คืนสนอง