ประเทศไทยเราอยู่ในวังวนของความขัดแย้งทางการเมืองมาเป็นเวลานาน นับตั้งแต่เกิดรัฐประหารต่อรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ในปี พ.ศ.2549 จนถึงปัจจุบันก็ยังไม่เห็นท่าทีว่าปัญหาจะคลี่คลายได้อย่างไร การขัดแย้งระหว่างกลุ่มต่างๆ ทางการเมือง (ซึ่งในบทความนี้จะขอแบ่งออกเป็นสองกลุ่มใหญ่ๆ คือกลุ่มอนุรักษนิยมและกลุ่มปฏิรูป) เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง สร้างความเบื่อหน่ายอ่อนล้าให้กับสังคมไทยโดยรวม การพัฒนาประเทศโดยเฉพาะอย่างยิ่งในทางเศรษฐกิจถดถอยอย่างมาก
เมื่อมีการเปิดตัวของคุณธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ และอาจารย์ปิยะบุตร แสงกนกกุล ที่จะตั้งพรรคการเมือง โดยมีแนวคิดที่จะเป็นพรรคทางเลือกสำหรับคนรุ่นใหม่ ซึ่งจากการให้สัมภาษณ์ของทั้งคุณธนาธรและอาจารย์ปิยะบุตร พอจะสรุปได้ว่าพรรคใหม่นี้จะมีแนวคิดไปในทางปฏิรูป เน้นเรื่องสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกตามระบอบประชาธิปไตย และต่อต้านรัฐประหาร
การเปิดตัวพรรคการเมืองนี้สร้างความฮือฮาและเป็นสีสันในทางการเมืองอย่างมาก มีทั้งกระแสชื่นชมและต่อต้านโจมตี โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากนักกิจกรรมการเมืองอาวุโสสายฮาร์ดคอร์จากฝ่ายอนุรักษนิยมต่อพรรคใหม่ของคุณธนาธรและอาจารย์ปิยะบุตรนี้ ทั้งแนวความคิดทางการเมืองและเรื่องส่วนตัว ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาของสังคมมนุษย์ที่ทุกคนย่อมมีความคิดเห็นที่แตกต่างกันออกไป
ในบทความนี้จะไม่พูดถึงแนวคิดทางการเมืองหรือนโยบายต่างๆ ของพรรคนี้ เพราะมีการถกเถียงกันมากแล้ว แต่จะพูดในแง่การตื่นตัวทางการเมืองของคนรุ่นใหม่ในสังคมไทย
ความเคลื่อนไหวของคุณธนาธรและอาจารย์ปิยะบุตรนับเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับประเทศไทยที่คนรุ่นใหม่มีความสนใจที่จะทำงานการเมือง มีความมุ่งมั่นที่จะเห็นประเทศไทยมีการพัฒนาและการเจริญเติบโตทั้งทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมในอนาคต
สิ่งที่น่าสังเกตคือนับตั้งแต่มีการรัฐประหารโดย คสช.เมื่อปี พ.ศ.2554 การตื่นตัวในทางการเมืองของคนรุ่นใหม่มีสูงอย่างยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งฝ่ายปฏิรูป มีการจัดกิจกรรมทางการเมืองอย่างต่อเนื่อง มีเยาวชน นักเรียน นักศึกษารุ่นใหม่ๆ อย่างเช่น ไผ่ ดาวดิน, รังสิมันต์ โรม, จ่านิว เป็นต้น มีนักวิชาการมากมายที่แสดงบทบาทและสนับสนุนแนวคิดฝ่ายปฏิรูป นอกจากนี้ยังมีนักกิจกรรมที่เป็นชาวบ้านทั่วๆ ไปอีกมากที่แสดงความคิดเห็นผ่านสื่อสาธารณะและโซเชียลมีเดียอย่างต่อเนื่อง
แต่เมื่อมองไปทางฝ่ายอนุรักษนิยม จะเห็นได้ว่าไม่มีการปรากฏตัวของนักกิจกรรมรุ่นใหม่ๆ จากฝ่ายนี้เลย การจัดกิจกรรมหรือแสดงความเห็นทางการเมืองมักมาจากนักการเมืองอาวุโสจากพรรคประชาธิปัตย์ แม้กระทั่งนักวิชาการฝ่ายนี้ ก็เห็นแต่จะมีอาจารย์เอนก เหล่าธรรมทัศน์ อยู่คนเดียวที่ออกมาให้ความเห็นหรือเขียนบทความทางการเมืองและสังคมอยู่บ้าง ส่วนนักวิชาการคนอื่นๆ รวมทั้งบุคคลชั้นนำในฝ่ายอนุรักษ์นี้ ดูจะถนัดในการใช้ภาษาที่หยาบคายในการบริภาษฝ่ายตรงข้ามเสียมากกว่า แทบไม่ต้องพูดถึงการเสนอแนวคิดหรือนโยบายในการบริหารประเทศที่สอดคล้องกับความเชื่อทางด้านอนุรักษนิยมของตนเลย
เกิดอะไรขึ้นกับฝ่ายอนุรักษนิยม ทำไมการเคลื่อนไหวทางการเมืองของฝ่ายนี้ถึงมีแต่ผู้อาวุโสออกมาแสดงบทบาททางการเมือง
ขณะที่เยาวชนคนรุ่นใหม่จากกลุ่มปฏิรูปมีการแสดงบทบาททางการเมืองอย่างต่อเนื่อง โชว์ความเป็นผู้นำอย่างน่าสนใจ แต่สังคมไทยยังไม่เห็นบทบาททางการเมืองของเยาวชนคนรุ่นใหม่จากฝ่ายอนุรักษนิยมนี้เลย
ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นนี้คงยากที่จะบอกว่า แนวคิดอนุรักษนิยมกำลังหดตัวลงในสังคมไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มคนรุ่นใหม่ ผู้เขียนเชื่อว่าในกลุ่มเยาวชนคนรุ่นใหม่น่าจะมีผู้ที่มีแนวคิดอนุรักษนิยมอยู่บ้าง แต่ขาดความกระตือรือร้นที่จะแสดงออก
ปัญหาที่สำคัญต่อกลุ่มอนุรักษนิยมนี้คือ ขาดแคลนผู้นำทางความคิดที่โดดเด่น มีความรู้ความสามารถ มีบุคลิกที่ดี มีความเป็นผู้นำทางการเมืองที่น่าเชื่อถือ แม้แต่นักการเมืองหรือแกนนำอาวุโสจากฝ่ายอนุรักษนิยมนี้ เช่น พรรคประชาธิปัตย์, พธม., กปปส.เอง ไม่มีใครจากฝ่ายนี้ที่จะโชว์ความโดดเด่นในการเป็นผู้นำของประเทศในอนาคต นับเป็นวิกฤตผู้นำสำหรับฝ่ายอนุรักษนิยมอย่างแท้จริง
แม้แต่คุณอภิสิทธิ์เองก็ยากที่จะได้รับการยอมรับจากชนชั้นนำด้วยกัน เห็นได้จากบทความในเฟซบุ๊กของคุณบรรยง พงษ์พานิช ที่ท้วงติงอย่างสุภาพ แสดงออกถึงความเป็นห่วงหากคุณอภิสิทธิ์จะกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง https://www.facebook.com/banyong.pongpanich/posts/820384458164855
นี่เป็นปัญหาโครงสร้างที่สำคัญมาก ผู้ที่มีบทบาทการนำหลายๆ คนในฝ่ายอนุรักษนิยมล้วนแต่มีความอาวุโสมากทั้งสิ้น ขณะเดียวกัน ก็ไม่มีคนรุ่นใหม่ที่โดดเด่นในการนำขึ้นมาทดแทน หากฝ่ายอนุรักษนิยมไม่สามารถหาผู้นำที่มีศักยภาพ มีบุคลิกโดดเด่น และได้รับการยอมรับจากกลุ่มต่างๆ ในฝ่ายตน และประชาชนโดยทั่วไป นี่เป็นประเด็นสำคัญหนึ่งที่อาจทำให้การเลือกตั้งต้องเลื่อนออกไปอีกก็ได้
ในสังคมไทยยังมีกลุ่มคนที่เป็นพลังเงียบอยู่อีกมาก เป็นกลุ่มที่อยู่ตรงกลางและยังไม่ได้ตัดสินใจที่จะเอนเอียงไปข้างใดข้างหนึ่งอย่างชัดเจน
ผู้เขียนเห็นว่าหากมีกลุ่มการเมืองจากคนรุ่นใหม่ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มอนุรักษนิยม กลุ่มปฏิรูป หรือกลุ่มอื่นๆ ก็ตาม ที่แสดงความคิดเห็นทางการเมืองอย่างสร้างสรรค์ เสนอนโยบายที่สอดคล้องกับความเชื่อของตน และไม่ใช้วาทะหยาบคายหรือกล่าวหาอย่างเลื่อนลอยต่อกลุ่มการเมืองอื่นๆ โอกาสทางการเมืองในการเลือกตั้งก็น่าจะเปิดกว้างอย่างแน่นอนต่อคนรุ่นใหม่เหล่านี้
การพัฒนาประเทศจะก้าวหน้าไปไม่ได้ หากขาดความหลากหลายของกลุ่มการเมืองและผลประโยชน์ต่างๆ การทัดทานและคานอำนาจระหว่างกลุ่มการเมืองเหล่านี้เป็นสิ่งจำเป็นต่ออนาคตของประเทศ แต่ต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของระบอบประชาธิปไตย และเคารพกติกา เพื่อความสงบสุขของประเทศและประชาชนทุกกลุ่ม
ความขัดแย้งทางการเมืองในสังคมเป็นเรื่องธรรมดา แต่เราไม่ให้ความเห็นที่แตกต่างลุกลามได้ด้วยการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย ซึ่งจะสามารถประนีประนอมความขัดแย้งในทางการเมืองสังคมได้ดีที่สุด

