ภายหลังละครโทรทัศน์เรื่องบุพเพสันนิวาสออกอากาศผ่านสายตาแฟนละครจอแก้ว ทำให้เกิดปรากฏการณ์สร้างความสนใจให้กับผู้คนทั้งในพระนครและต่างจังหวัดกันอย่างต่อเนื่อง
ละครเรื่องดังกล่าวเป็นละครย้อนยุคน้ำดีที่ผู้สร้างได้บรรจงปรุงแต่งด้วยนวัตกรรมที่หลากหลายจนนำมาสู่การกล่าวขานทั้งปากต่อปากตลอดจนในโลกโซเชียลมีเดีย
ละครไทยหลายเรื่องที่นำเสนอผ่านจอแก้วมีทั้งละครที่ผู้คนนิยามว่ามีทั้ง “น้ำดี” และ “น้ำเน่า” อย่างไรก็ตามละครคือละคร ทุกเรื่องจะมีทั้งความดีงามความชั่วผสมผสานเพื่อสะท้อนให้ผู้ชมได้นำไปคิดและพิจารณา
ละครเรื่องบุพเพสันนิวาสที่แฟนๆ ทุกวัยกล่าวขานกันในขณะนี้เป็นละครไทยอีกเรื่องที่ถือได้ว่าเป็นละครย้อนยุคไปสู่ประวัติศาสตร์ไทยในบางยุคได้อย่างน่าสนใจ ยิ่งประกอบกับการที่ผู้จัดตลอดจนทีมงานได้สร้างสรรค์ในมิติต่างๆ ที่สามารถทำให้ผู้ชมสนใจและติดตามกันอย่างกว้างขวาง นอกจากบทละครแล้วสิ่งที่น่าสนใจคือ ดารานักแสดงในการรับบทเป็นตัวละครถือได้ว่าจัดได้ลงตัวยิ่ง
ที่น่าสนใจยิ่งเมื่อละครเรื่องนี้ได้สะท้อนให้เห็นถึงศิลปะและวัฒนธรรมไทย ตลอดจนวิถีชีวิตของผู้คนในยุคกรุงศรีอยุธยา สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ไม่ว่าจะเป็นโบราณสถาน วัดวาอาราม บ้านเรือนที่อยู่อาศัย ภาษาพูด อาหารการกิน การแต่งกาย และการปกครอง ฯลฯ ด้วยรูปแบบที่เกี่ยวกับวิถีชีวิตย้อนยุค รวมถึงประวัติศาสตร์บางช่วงบางตอนที่สะท้อนให้ผู้คนยุคหลังได้ทราบถึงความเป็นมา ความเป็นอยู่ และความเป็นไปในสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ยิ่งทำให้เห็นว่าประวัติศาสตร์ชาติไทยเป็นมิติที่น่าสนใจโดยเฉพาะเยาวชนคนรุ่นหลังที่จะได้ซึมซับเกี่ยวกับความเป็นไทยในอดีต
เมื่อพูดถึงประวัติศาสตร์ชาติไทยก็ต้องมองไปที่กระทรวงศึกษาธิการ องค์กรซึ่งมีบทบาทหน้าที่ในการพัฒนาคนเพื่อต่อยอดไปสู่การสร้างชาติแห่งอนาคต โดยเฉพาะการวางรากฐานด้านการศึกษาให้กับเยาวชนด้วยการเรียนในรายวิชาและกลุ่มสาระต่างๆ
ในอดีตวิชาประวัติศาสตร์เป็นหนึ่งในวิชาที่มีความสำคัญที่กระทรวงศึกษาธิการได้จัดให้เป็นรายวิชาเพื่อสร้างองค์ความรู้ให้กับนักเรียนในการที่จะได้เรียนรู้สาระสำคัญในอดีตของชาติ แต่มาระยะหลังด้วยการเปลี่ยนแปลงของโลกในยุคของการแข่งขันตลอดจนปัจจัยต่างๆ จึงทำให้การศึกษาหรือนักวิชาการที่บทบาทหน้าที่ในการยกร่างหลักสูตร มักจะนำรูปแบบจากต่างประเทศเข้ามาเป็นแนวทาง สาระสำคัญทางสังคมศาสตร์โดยเฉพาะประวัติศาสตร์จึงลดน้อยถอยลงอย่างน่าเสียดาย
ความสำคัญที่มีต่อวิชาประวัติศาสตร์สำหรับเยาวชนไทยในสถานศึกษา มีการถกเถียงและกล่าวขานกันมาพอสมควรแต่เสียงในเวทีดังกล่าวอาจจะไม่มีพลังหรือมีน้ำหนักพอที่จะสะท้อนไปถึงผู้เกี่ยวข้องให้ตระหนักและให้ความสำคัญต่อวิชาประวัติศาสตร์อย่างแท้จริง
ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2551 สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 พระราชทานพระราชดำรัสในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษา 76 พรรษา ซึ่งพระองค์ทรงมีพระราชดำรัสเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ไทยความตอนหนึ่งว่า
“ประเทศไทยบรรพบุรุษของเราสละชีวิตเพื่อปกป้องผืนแผ่นดินมาด้วยเลือดเนื้อด้วยชีวิต แต่เสียดายตอนนี้ท่านนายกฯเขาไม่ให้เรียนประวัติศาสตร์แล้วนะ ฉันก็ไม่เข้าใจเพราะตอนที่ฉันเรียนอยู่ที่สวิตเซอร์แลนด์ สวิตเซอร์แลนด์ก็แสนไม่มีประวัติศาสตร์อะไรเท่าไร แต่เราต้องเรียนประวัติศาสตร์ของสวิต แต่เมืองไทยนี่โอ้โหบรรพบุรุษเลือดทาแผ่นดิน กว่าจะมาถึงที่ให้พวกเราอยู่ นั่งอยู่กันสบาย มีประเทศชาติเนี่ย เรากลับไม่ให้เรียนประวัติศาสตร์ ไม่รู้ว่าใครมาจากไหน เอ๊ะ เป็นความคิดที่แปลกประหลาด” ฯลฯ (ไทยโพสต์ 12 สิงหาคม 2551)
จากการที่พระองค์ท่านทรงห่วงใยต่อการเรียนการสอนวิชาประวัติศาสตร์ไทย ซึ่งเป็นวิชาที่บ่มเพาะให้ลูกหลานไทยได้รู้จัก เข้าใจและภาคภูมิใจถึงรากเหง้าและความยากลำบากของบรรพบุรุษที่เสียเลือดเนื้อสร้างชาติสร้างแผ่นดินกว่าจะมาเป็นประเทศไทย และนับจากวันนั้นก็ได้นำมาซึ่งการสนองพระราชเสาวนีย์ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ในฐานะรองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กระทรวงศึกษาธิการ ในขณะนั้น ได้มีการหารือกับคุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เพื่อยกเครื่องการเรียนการสอนวิชาประวัติศาสตร์ในสถานศึกษาเป็นกรณีเร่งด่วน
อย่างไรก็ตาม เมื่อวันเวลาผ่าน รมว.กระทรวงศึกษาธิการเปลี่ยน เลขาธิการ สพฐ.เปลี่ยน วิชาประวัติศาสตร์สำหรับนักเรียนในสถานศึกษาก็ไม่ได้รับการสานต่อ แต่เมื่อมาสู่ยุคนายกมล รอดคล้าย ดำรงตำแหน่งเลขาธิการ สพฐ. แสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ที่ว่าด้วยการให้ความสำคัญกับการเรียนวิชาประวัติศาสตร์จึงกลับมาปรากฏอีกครั้ง โดย สพฐ.จัดกิจกรรมร่วมเฉลิมพระเกียรติพระราชินี ในปี 2558 ด้วยการประกาศให้เดือนสิงหาคมเป็นเดือนแห่งการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ตามแนวพระราชดำริ โดยมอบให้เขตพื้นที่ 225 เขต และโรงเรียนจัดกิจกรรมเน้นเรียนรู้ประวัติศาสตร์ความเป็นมาในชุมชน สร้างสำนึกให้เด็กรักชาติ รวมทั้งคัดโรงเรียนแกนนำเขตละ 5 โรงเรียน รวม 1,125 โรงเรียน จัดทำสรุปการเรียนรู้เสนอให้ สพฐ.
สาระสำคัญที่ สพฐ.ยุคนั้นดำเนินการเพื่อสืบสานการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ ซึ่งเลขาธิการ สพฐ.ได้กล่าวตอนหนึ่งในการประชุมเปิดการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ผ่านแหล่งเรียนรู้ประวัติศาสตร์ตามแนวพระราชดำริสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ความตอนหนึ่งว่า
“สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงห่วงใยการสอนวิชาประวัติศาสตร์ชาติไทย โดยเฉพาะทรงห่วงเยาวชนรุ่นหลังที่ไม่ให้ความสนใจวิชาประวัติศาสตร์ เพราะเป็นศาสตร์พื้นฐานสำคัญในการธำรงไว้ซึ่งประวัติศาสตร์ของประเทศ เช่นเดียวกับคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้ามาบริหารประเทศให้ความสำคัญกับการเรียนวิชาประวัติศาสตร์เป็นอันดับแรกๆ รวมกับหน้าที่พลเมืองค่านิยมหลักของคนไทย 12 ประการ ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการ โดยสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานไปปรับปรุงการเรียนการสอนวิชาประวัติศาสตร์”
การจัดการเรียนการสอนวิชาประวัติศาสตร์ไทยนั้น ถ้าหากย้อนกลับไปเพื่อให้เห็นภาพความเปลี่ยนแปลงกันอย่างชัดเจน เดิมทีการเรียนการสอนวิชาประวัติศาสตร์แยกการเรียนการสอนเป็นรายวิชาต่างหาก จนกระทั่งมีการปรับปรุงหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ.2554 จึงมีการแบ่งการเรียนการสอนเป็น 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ ได้แก่ ภาษาไทย คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ภาษาต่างประเทศ สังคมศึกษาศาสนาและวัฒนธรรม ศิลปะ การงานอาชีพและเทคโนโลยี สุขศึกษาและพลศึกษา ซึ่งจะพบว่าวิชาประวัติศาสตร์จึงเป็นเพียงส่วนหนึ่งในกลุ่มสาระการเรียนรู้ สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม และถึงแม้ว่าสาระการเรียนรู้ยังคงมุ่งให้เด็กมีความรู้ความเข้าใจในความเป็นมาของความเป็นชาติไทย
มีการจัดทำหนังสือและสื่อการเรียนการสอนแยกเฉพาะออกมาต่างหาก ตั้งแต่ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 จนถึงระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 พร้อมทั้งจัดทำเป็นวิชาเลือกเสรีให้เด็กได้ศึกษาเรียนรู้ตามความต้องการ
อย่างไรก็ตามด้วยความสำคัญของวิชาประวัติศาสตร์ผู้ที่สนใจและตระหนักต่อประเด็นนี้ได้แสดงท่าทีห่วงใยมาอย่างต่อเนื่องซึ่งเสียงทักท้วงและติติงจากหลายภาคส่วนต่างๆ ของสังคมที่ห่วงใยลูกหลานไทยในปัจจุบันและอนาคต ที่นับวันจะกลายเป็นคนไร้รากฐานไม่รู้จักกระทั่งที่มาที่ไปของบรรพบุรุษตลอดจนความเป็นมาของชนชาติไทย
เสียงติติงดังกล่าวกระทรวงศึกษาธิการยุค 4.0 ต้องตระหนักและนำไปพิจารณาโดยเฉพาะคำกล่าวที่ว่า การจัดการเรียนการสอนที่ครูส่วนหนึ่งยังให้เด็กท่องจำเป็นนกแก้วนกขุนทอง และเพียงเพื่อจุดประสงค์ในการสอบ ส่งผลให้เด็กเบื่อหน่ายในการเรียน
และยิ่งกว่านั้นยังมีปัญหาที่น่าสนใจตามมาคือ ครูสอนวิชาประวัติศาสตร์ไม่ได้เรียนจบด้านประวัติศาสตร์โดยตรง แต่เป็นครูสายสังคมศาสตร์ที่ไม่มีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์ จึงสอนได้แค่ผิวเผินแต่ขาดซึ่งจิตวิญญาณและความรู้สึกร่วมที่เข้าถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ตามด้วยสิ่งซึ่งนำมาซึ่งความน่าหนักใจ
อีกประเด็นคือ ทั้งครูและนักเรียนมองว่าประวัติศาสตร์ไม่ใช่วิชาที่สำคัญจึงมุ่งไปที่กลุ่มสาระหลักที่ใช้เพื่อสอบคัดเลือกเข้าเรียนต่อในสถาบันอุดมศึกษามากกว่า วิชาประวัติศาสตร์จึงเปรียบเสมือนตัวสำรองที่ผู้เรียนเรียนกันแบบขอไปทีเพียงเพื่อให้มีคะแนนผ่านไปเท่านั้น
ที่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใดเพื่อเป็นการสร้างนวัตกรรมแห่งการเรียนรู้ตลอดจนการสร้างความตระหนักที่มีต่อความสำคัญของวิชาประวัติศาสตร์ของเยาวชนผู้ที่จะกำหนดอนาคตของชาติในวันข้างหน้า การจัดการเรียนแค่เพียงระดับประถมและมัธยมศึกษาคงไม่เพียงพอ การถ่ายทอดเพื่อส่งต่อแห่งความสำคัญการจัดการเรียนการสอนในสถาบันอุดมศึกษาก็ไม่ควรจะมองข้ามเช่นเดียวกัน
ละครทางประวัติศาสตร์เป็นละครที่มีความงดงามและมีคุณค่าต่อจิตใจของผู้คนตลอดจนสังคมและประเทศชาติเป็นอย่างยิ่ง รัฐบาลโดยเฉพาะหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรที่จะกำหนดเป็นนโยบายในการส่งเสริมและสนับสนุน โดยเฉพาะแหล่งทุนและวัตถุดิบต่างๆ ให้กับภาคเอกชนที่ทุ่มเทและเสียสละเพื่อการนี้
ที่สำคัญละครประวัติศาสตร์นอกจากจะเป็นการสะท้อนย้อนยุคไปสู่วิถีชีวิตของชนชาติไทยในอดีตแล้วละครลักษณะดังกล่าวจะเป็นอีกช่องทางหนึ่งในการสร้างภาพลักษณ์และการท่องเที่ยวให้กับประเทศซึ่งจะเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจและสังคมได้อีกมิติหนึ่ง
ประเทศเกาหลีใต้ เป็นประเทศที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับการสนับสนุนให้กับผู้ประกอบการด้านภาพยนตร์ละครและบันเทิงในมิติต่างๆ ซึ่งสิ่งที่รัฐบาลดำเนินการกลับส่งผลดีต่อประเทศเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอุตสาหกรรมภาพยนตร์และละครต่างได้รับการขานรับจากนานาประเทศ แม้กระทั่งประเทศไทยก็เป็นหนึ่งในสังคมที่ติดตามและตื่นตัวกับละครตลอดจนกิจกรรมบันเทิงของเกาหลีใต้ไม่แพ้ชาติใด
คลื่นวัฒนธรรมเกาหลีใต้ในคอนเซ็ปต์ “Creative Korea” เป็นนวัตกรรมและกลยุทธ์ที่นำมาซึ่งความสำเร็จของประเทศเกาหลีใต้ หากย้อนกลับไปในปี 2546 เมื่อครั้งที่สถานีโทรทัศน์ Munhwa Broadcasting Corporation (MBC) ได้ออกอากาศละครชุดแดจังกึม และได้รับความนิยมจากผู้ชมในประเทศติดอันดับ 1 ใน 10 ของละครชุดที่ได้รับความนิยมมากที่สุด
และภายหลังเมื่อสถานีโทรทัศน์สีช่อง 3 ได้นำละครชุดดังกล่าวมาเผยแพร่ในประเทศไทย เกิดปรากฏการณ์คลั่งไคล้ได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม ความนิยมในละครดังกล่าวยังกระจายไปทั่วประเทศในเอเชีย เช่น จีน ญี่ปุ่น ไต้หวัน ฮ่องกง สิงคโปร์ และทั่วโลก ซึ่งผลผลิตจากละครแดจังกึมทำรายได้จากลิขสิทธิ์ถึง 103.4 ล้านเหรียญสหรัฐ
จึงถือได้ว่าเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญ ซึ่งก่อให้เกิดกระแสความคลั่งไคล้ถึงวัฒนธรรมและนักแสดงของเกาหลีใต้ในเวลาต่อมา
จากข้อมูลจำนวนนักท่องเที่ยวขององค์กรส่งเสริมการท่องเที่ยวเกาหลีใต้เฉพาะปี 2546 มีจำนวนนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าประเทศจำนวน 4.75 ล้านคน แต่หลังจากเกิดกระแสการเดินทางเพื่อตามรอยละครซึ่งเกิดขึ้นใน 10 ปีที่ผ่านมา ทำให้มีการเติบโตของจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วถึง 12.2 ล้านคน ในปี 2556 จากข้อมูลดังกล่าวระบุว่าปัจจุบันมูลค่าการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวที่ไปเยือนเกาหลีใต้มีมูลค่านับหลายแสนล้านเหรียญสหรัฐอเมริกา
การเติบโตด้านการท่องเที่ยวดังกล่าวมีรัฐบาลเป็นผู้อยู่เบื้องหลัง โดยเฉพาะการซื้อสถานที่ถ่ายทำละครเรื่องแดจังกึม และจัดให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญ อีกทั้งยังให้เงินสนับสนุนการผลิตผลงานที่น่าสนใจอีกจำนวนมาก
อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่สุดที่ทำให้เกาหลีใต้พัฒนามาไกลจนถึงทุกวันนี้ หนึ่งในปัจจัยที่สำคัญได้แก่ธรรมชาตินิสัยของผู้คนอันเป็นทรัพยากรที่สำคัญของชาติ ซึ่งคนเกาหลีใต้เป็นผู้ที่มีความมุ่งมั่นที่จะศึกษาเชิงลึกทางด้านประวัติศาสตร์ตลอดจนการมีจิตสาธารณะ มีความรักชาติ (ชาตินิยม) สิ่งเหล่านี้ถือได้ว่าเป็น DNA ที่สำคัญ ซึ่งรัฐบาลไทยและสังคมไทยจะต้องตระหนักและเร่งปลูกฝังให้เกิดแก่เยาวชนและประชนในชาติโดยรวม
เมื่อกล่าวถึงรัฐบาลกับการส่งเสริมสนับสนุนให้คนไทยเรียนรู้ประวัติศาสตร์ตลอดจนการสนับสนุนอุตสาหกรรมภาพยนตร์และโทรทัศน์นั้น ล่าสุดในการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2561 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ให้ความหวังในมิติดังกล่าวโดยเฉพาะเรื่องประวัติศาสตร์ นายกรัฐมนตรีแสดงทรรศนะว่า “เราต้องนำเอาประวัติศาสตร์มานำประเทศไทยเพื่อไม่ให้ลืมประวัติศาสตร์ของตัวเอง”
ในส่วนละครเรื่องบุพเพสันนิวาสนั้น นายกฯกล่าวว่า “ขอบคุณผู้จัดละครเรื่องบุพเพสันนิวาสที่ทำละครอิงประวัติศาสตร์ออกมา ก็ขอให้ทำกันต่อไป แต่ขออย่าทำให้เสียหายเพราะมีกรอบอยู่” (มติชนออนไลน์ 13 มีนาคม 2561) ส่วนในการส่งเสริมสนับสนุนอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยนั้น นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีนายกรัฐมนตรีขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นกระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาไปหาแนวทางสนับสนุนต่อไป
ประเทศไทยจากอดีตจนถึงทุกวันนี้เราเป็นชาติที่มีเอกราชมาอย่างยาวนาน การส่งเสริมสนับสนุนให้คนในชาติตื่นตัวและให้ความสำคัญในประวัติศาสตร์ของชาติด้วยการสืบสานศิลปวัฒนธรรมและประเพณีวัฒนธรรมอันดีงามเพื่อให้อยู่คู่กับสังคมตลอดจนนำไปสู่สายตาชาวโลก จึงเป็นโจทย์และการบ้านของรัฐบาลอีกมิติหนึ่งในการนำไปสู่ความมั่นคงมั่งคั่งและยั่งยืนแห่งอนาคต

