ประวัติศาสตร์คือการบันทึกเหตุการณ์และปรากฏการณ์ (events and phenomena) ในอดีต ซึ่งอาจจะเป็นสถาบัน, สิ่งปลูกสร้าง, บุคคล, วัฒนธรรม, ความเป็นอยู่ หรือแม้กระทั่งสำนักความคิด (schools of thought) ประวัติศาสตร์จะบอกให้ทราบว่ามีเหตุการณ์ใด หรือปรากฏการณ์ใดที่เกิดขึ้นในอดีต ส่วนการศึกษาประวัติศาสตร์นั้นก็ยังรวมถึงการวิเคราะห์เหตุและผล ตลอดจนความเชื่อมโยงของบรรดาสิ่งที่เกิดขึ้น ทั้งนี้เพื่อความเข้าใจอดีต เพราะอดีตเป็นปัจจัยที่กำหนดปัจจุบันและอนาคต
ดังนั้นการมีจิตสำนึกทางประวัติศาสตร์ (a sense of history) ซึ่งหมายถึงการที่มีความคิดผูกพันกับประวัติศาสตร์ จึงเป็นคุณสมบัติที่สำคัญประการหนึ่งของ “ผู้ที่มีการศึกษา” (educated)
และเป็นคุณสมบัติที่ขาดมิได้สำหรับผู้ที่มีความรับผิดชอบในการดูแลสังคมและบ้านเมือง (public personalities)
ประวัติศาสตร์สามารถนำเสนอได้ใน 5 ลักษณะ ที่แต่ละลักษณะมีทั้งจุดเด่นและจุดด้อยของตนเอง
(1) ในลักษณะที่เป็นการศึกษา ค้นคว้าวิจัยทางวิชาการ ซึ่งกอปรด้วยเอกสารอ้างอิงและหลักฐานที่เชื่อถือได้ต่างๆ ในรูปแบบของตำรา (textbook) และวิทยานิพนธ์ (thesis) จุดเด่นก็คือความน่าเชื่อถือ ขณะที่จุดด้อยก็คือเป็นการนำเสนอประวัติศาสตร์ที่จำกัดอยู่ในแวดวงวิชาการ และไม่แพร่หลายสู่สาธารณชน
(2) ในลักษณะที่เป็นบทความ (article) และสารคดี (feature) ซึ่งแม้ข้อมูลและการอ้างอิงอาจจะไม่เข้มข้น (rigorous) เหมือนลักษณะแรก หากจะเข้าถึงสาธารณชนคนอ่านมากกว่า อีกทั้งยังสามารถสะท้อนข้อมูลและการวิเคราะห์ที่ไม่อาศัยหลักฐานและเอกสารอ้างอิง
(3) ในลักษณะที่เป็นการเล่าเรื่อง (story-telling) รวมถึงการบันทึกคำบอกเล่า (oral history) หรือตำนาน (legend) ซึ่งแม้จะบกพร่องในหลักฐานและเอกสารอ้างอิง หากคุณสมบัติของผู้เล่าเรื่องหรือบอกเล่าจะกำหนดระดับของความน่าเชื่อถือ สำหรับจุดเด่นก็คือรายละเอียดและบรรยากาศที่สร้างความสมบูรณ์ให้แก่ประวัติศาสตร์
(4) ในลักษณะที่เป็นชีวประวัติ (biograghy) และอัตชีวประวัติ (autobiography) ของบุคคลต่างๆ ซึ่งเป็นการนำเสนอประวัติศาสตร์จากประสบการณ์ของผู้เป็นเจ้าของชีวประวัติ ในกรณีดังกล่าวนี้ ความน่าเชื่อถือจะอยู่ที่คุณสมบัติของบุคคลนั้นๆ เป็นสำคัญ ตลอดจนความสมเหตุสมผลของเรื่องราวที่นำเสนอ
(5) ในลักษณะที่เป็นนวนิยาย (novel) ซึ่งในแง่ของความงดงามและความละเอียดอ่อน อีกทั้งความประทับใจของผู้อ่านหรือผู้ชมในกรณีที่นวนิยายเรื่องนั้นๆ ได้นำไปสร้างเป็นละครหรือภาพยนตร์ ถือว่าเป็นสุดยอดของการนำเสนอประวัติศาสตร์นวนิยายที่ใช้เหตุการณ์หรือปรากฏการณ์ประวัติศาสตร์เป็นฉาก (setting) สร้างประวัติศาสตร์ให้มีชีวิตชีวา ซึ่งสาธารณชนที่ได้อ่านหรือรับชมจะซึมซับประวัติศาสตร์อย่างละเมียดละไม โดยผ่านเค้าโครงเรื่อง ตัวละคร และบรรยากาศ การนำเสนอประวัติศาสตร์ในลักษณะของนวนิยายดังกล่าวนี้ สามารถบรรจุรายละเอียดลงไปได้ทุกระดับและขอบเขต ซึ่งรวมถึงขนบธรรมเนียมประเพณี พฤติกรรมและทัศนคติ ตลอดจนความรู้สึกนึกคิดของบุคคลที่เกี่ยวข้องที่สะท้อนออกมาจากการ
กระทำ (action) และการสนทนาแลกเปลี่ยนระหว่างกัน (dialogue)
ภาพยนตร์ที่เป็นอมตะของฮอลลีวู้ดหลายเรื่องก็ได้สร้างขึ้นจากนวนิยายที่ใช้ประวัติศาสตร์เป็นฉากเช่น “วิมานลอย” (Gone with the Wind) ของมาร์กาเรต มิทเชลล์ (Margaret Mitchell) “สงครามและสันติภาพ” (War and Peace) ของลิโอ ตอลสตอย(Leo Tolstory) และ “ดร.ชิวาโก” (Dr.Zhivago) ของบอริส พาสเทอร์แนค (Boris Pasternak)
นวนิยายไทยที่ใช้ประวัติศาสตร์เป็นฉากหรือโครงสร้างเรื่องก็มีมาเกือบศตวรรษ อาทิ “ผู้ชนะสิบทิศ” ของยาขอบ และ “ขุนศึก” ของไม้เมืองเดิม แต่เนื่องจากในสมัยก่อน การประพันธ์นวนิยายที่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ยังไม่มีการค้นคว้าวิจัยที่เป็นวิชาการเยี่ยงในต่างประเทศ ดังนั้นนวนิยายดังกล่าวจึงใช้คำว่าเป็น “นวนิยายอิงประวัติศาสตร์” ซึ่งหมายถึงเกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์อย่างผิวเผินเท่านั้น จะใช้เป็นการเรียนรู้หรืออ้างอิงมิได้ หากในระยะเวลาต่อมา เมื่อภูมิหลังของนักนวนิยายมีความเข้มข้นในทางวิชาการมากขึ้น จึงปรากฏงานประพันธ์ที่ใช้ประวัติศาสตร์เป็นฉากสะท้อนการศึกษาค้นคว้าข้อมูลอย่างเป็นหลักเป็นฐาน และมีความน่าเชื่อถือมากขึ้น
นวนิยายไทยประเภทดังกล่าวนี้อาจเริ่มต้นด้วย “สี่แผ่นดิน” ของ ม.ร.ว.ศึกฤทธิ์ ปราโมช ซึ่งเป็นนวนิยายที่ใช้ปรากฏการณ์ประวัติศาสตร์สังคมไทยในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์จนกระทั่งสงครามโลกครั้งที่สองเป็นฉากและเค้าโครงเรื่อง จากนั้นก็มีนักประพันธ์อีกหลายคนที่สร้างนวนิยายที่เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ อาทิ “ว.วินิจฉัยกุล” ในเรื่อง “สองฝั่งคลอง” “รัตนโกสินทร์” และ “มาลัยสามชาย” ศุภร บุนนาค ในเรื่อง “ฟ้าใหม่” “วรรณวรรธน์” ในเรื่อง “ข้าบดินทร์” และหลายนักประพันธ์ในเรื่อง “สุภาพบุรุษ จุฑาเทพ” นวนิยายเหล่านี้ได้สร้างเป็นละครโทรทัศน์ และล้วนเป็นนวนิยายที่สะท้อนประวัติศาสตร์สังคมไทยในยุครัตนโกสินทร์ ซึ่งมีข้อมูลให้ศึกษาค้นคว้าอย่างครบถ้วน และนักประพันธ์ก็ได้ศึกษาค้นคว้าเพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลที่ถูกต้อง
หากจะมีข้อบกพร่องอยู่บ้างก็ตรงที่การสร้างเป็นละครโทรทัศน์ อาจจะยังไม่ละเอียดถี่ถ้วนเพียงพอในบางมิติ
นวนิยาย “บุพเพสันนิวาส” ของ “รอมแพง” ที่ประสบความสำเร็จอย่างน่าพอใจเมื่อสร้างเป็นละครโทรทัศน์ นอกจากเค้าโครงเรื่อง ตัวละครและบรรยากาศ จะมีความสมบูรณ์และตอบสนองรสนิยมของผู้รับชมแล้ว ก็ยังให้ความสำคัญต่อขนบธรรมเนียมประเพณี สิ่งใช้สอย ตลอดจนทัศนคติและพฤติกรรมที่เป็นประวัติศาสตร์โดยการเปรียบเทียบกับสังคมไทยในยุคใหม่
นอกจากนั้นบรรดาข้อมูลอันเกี่ยวกับเหตุการณ์บ้านเมืองและบุคคลที่ปรากฏชื่อและบทบาทในช่วงเวลานั้นๆ ก็ยังสอดคล้องกับความเป็นจริงที่น่าเชื่อถือได้ แม้ว่าฉากประวัติศาสตร์ของนวนิยายเรื่องดังกล่าวจะเป็นอดีตเมื่อ 350 ปีมาแล้ว
ทั้งนี้เพราะเหตุว่า “รอมแพง” ได้เลือกเอากรุงศรีอยุธยาในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช (พ.ศ.2199-2232) เป็นฉากประวัติศาสตร์ในการดำเนินเรื่อง กรุงศรีอยุธยาสมัยนั้นเป็นสมัยเดียวที่มีการติดต่อสัมพันธ์กับโลกตะวันตกอย่างใกล้ชิดที่สุด ไม่ปรากฏสมัยอื่นใดที่จะมีการติดต่อสัมพันธ์มากกว่านั้น และภายหลังจากนั้นอีกประมาณ 170 ปีที่เมืองไทยไม่มีการติดต่อสัมพันธ์กับโลกตะวันตก จนกระทั่งสมัยรัชกาลที่ 4 แห่ง “ยุครัตนโกสินทร์”
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ได้มีการแลกเปลี่ยนคณะทูตกันระหว่างฝรั่งเศสกับกรุงศรีอยุธยา ซึ่งทำให้มีหลักฐานและเอกสารต่างๆ เกี่ยวกับกรุงศรีอยุธยาในรายละเอียดที่คนฝรั่งเศสได้บันทึกเอาไว้ และยังเก็บรักษาไว้จนกระทั่งถึงปัจจุบัน เรื่องราวของกรุงศรีอยุธยาและของคนไทยในสมัยนั้นปรากฏในบันทึกของคนฝรั่งเศส เช่น เดอ ลาลูแบร์, เดอ ชัวซีย์, เพียร์ ตาชาร์ด และ ม. เวเรต์ เป็นต้น
นวนิยายและละครโทรทัศน์ เรื่อง “บุพเพสันนิวาส” ได้ใช้ประโยชน์ข้อมูลจากบันทึกของคนฝรั่งเศสเหล่านี้ สะท้อนสังคมไทยในสมัยแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราชให้คนไทยสมัย พ.ศ.2561 ได้รับรู้ด้วยความตื่นเต้น

