หน้าแรก คอลัมนิสต์ เมือง-หมา-บ้า...

เมือง-หมา-บ้า : โดย พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์

20.03.18 | 13:25 น.
แฟ้มภาพ

สองสามสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมฟังข่าวเรื่องการระบาดของโรคพิษสุนัขบ้าในบ้านเราแล้ว ก็แอบนึกถึงหนังซอมบี้ ประเภท Twenty Eight Days Later นั่นแหละครับ

ยิ่งเมื่อสักสัปดาห์กว่าๆ ที่ผ่านมา ที่บอกว่า โรคพิษสุนัขบ้าได้มาถึงนนทบุรีแล้ว ข่าวประมาณนี้ทำให้ยิ่งน่าสนใจมากเข้าไปอีกที่มองว่าการระบาดของพิษสุนัขบ้านั้นมาจากต่างจังหวัดมากกว่าในเมือง

ทั้งที่โดยส่วนใหญ่ในโลกนี้ เรื่องพิษสุนัขบ้ามักจะเป็นปัญหาของเมือง หรืออย่างน้อยก็เป็นปัญหาที่รัฐบาลท้องถิ่นโดยเฉพาะรัฐบาลท้องถิ่นในระดับเมืองนั้นต้องเข้ามาเกี่ยวข้องอย่างเอาจริงเอาจัง

อย่างในเมื่อค้นในกูเกิลแล้ว จะพบว่าในแต่ละเมืองในต่างประเทศนั้น ต่างก็มีเว็บไซต์ที่อธิบายเรื่องราวของโรคพิษสุนัขบ้าอย่างเป็นเรื่องเป็นราว อธิบายถึงระเบียบในการเลี้ยงสัตว์ และอธิบายถึงการป้องกันและหลีกเลี่ยงในเรื่องจากโรคภัยดังกล่าว

แต่ก่อนที่จะเริ่มคุยกันในเรื่องนี้ต่อไป อยากจะทำข้อตกลงร่วมกันก่อนนะครับว่า ที่เราเรียกว่าโรคพิษสุนัขบ้า (rabies) มันเป็นการเรียกในบ้านเรา เพราะโรคนี้จริงๆ มันเกิดในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมหลายสายพันธุ์ แมว กระต่าย แร็กคูน สกั๊งค์ และ ค้างคาวด้วย ดังนั้น ถ้าจะเรียกให้ครอบคลุมก็คือ โรคสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมบ้าจะดีกว่า (เมืองไทยมี พ.ร.บ.โรคพิษสุนัขบ้า พ.ศ.2535 และเรียกสัตว์อื่นว่า “สัตว์ควบคุมอื่น” พ.ร.บ.นี้ออกมาสมัยหลังการรัฐประหาร รสช. คือ อานันท์ 1 แต่ผมไม่สามารถสืบค้นไปได้ว่า ขบวนการผลักดันเรื่องดังกล่าวนั้นมีมาก่อนนั้นนานแค่ไหน)

Advertisement

ข้อมูลที่รวบรวมมาโดยสำนักข่าวบีบีซี ชี้ให้เห็นประเด็นที่น่าสนใจของโรคพิษสุนัขบ้าในปีนี้อยู่หลายเรื่อง เรื่องแรกคือ ในช่วงสองเดือนที่ผ่านมา สัตว์ที่เป็นโรคพิษสุนัขบ้าที่ตรวจพบมีเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วหนึ่งเท่าตัว (160 เป็น 341) และมากกว่าครึ่งนั้นเป็นสัตว์มีเจ้าของ มากกว่าสัตว์เร่ร่อน

สัตว์ที่ติดเชื้อมากที่สุดในบ้านเราคือ สุนัข (89.4%) รองลงมาคือวัว (6.47%) และแมว (3.42%)

อีกเรื่องหนึ่งที่ค้านกับความเชื่อของเรานอกไปจากว่า สัตว์เลี้ยงนั้นเป็นมากกว่าสัตว์จรจัด ก็คือเรื่องที่ว่า สัตว์ที่เป็นโรคพิษสุนัขบ้านั้นไม่ได้มีแต่ดุร้าย แค่อาจจะมีอาการเซื่องซึม เรื่องนี้ก็สำคัญ เพราะว่าเราอาจจะไม่ได้หลีกเลี่ยงมัน แต่อาจจะสงสารอยากเข้าไปช่วยเหลือหรือดูแลมัน โดยที่เราไม่ได้ตระหนักว่าอาจจะติดเชื้อจากมันได้ หากโดนมันกัด หรือถลอก

ข้อสำคัญตามที่สำนักข่าวบีบีซีรวบรวมมา ก็คือ 40% ของผู้ติดเชื้อมักเป็นเด็ก คือ อายุต่ำกว่า 15 ปี (http://www.bbc.com/thai/thailand-43368026)

และประเด็นสำคัญเป็นพิเศษในปีนี้ในบ้านเราก็คือ เรื่องของพิษสุนัขบ้าที่ระบาดหนักในปีนี้ มีการกล่าวถึงว่าเป็นปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการบริหารราชการแผ่นดินในระดับท้องถิ่นมากกว่าเรื่องของธรรมชาติ กล่าวคือ มนุษย์นี่แหละครับที่ทำให้เกิดโรคพิษสุนัขบ้า มากกว่าความร้อนหรือหมากัดกันเอง ด้วยว่าการบริหารการปกครองท้องถิ่นขาดประสิทธิภาพ ทั้งในเรื่องของการทุจริตจัดซื้อยา รวมไปถึงความเกรงกลัวหรือได้สัญญาณที่ผิด รวมทั้งขาดการประสานงาน และทำความเข้าใจร่วมกันจากหน่วยงานที่กำกับดูแลในระดับชาติในเรื่องของการตรวจสอบการใช้จ่าย และการจัดสรรงบประมาณลงไปในระดับท้องถิ่นเพื่อนำมาใช้ป้องกันและฉีดวัคซีนให้กับสุนัขในท้องถิ่น (อ้างแล้ว)

จากเรื่องการระบาดของโรคพิษสุนัขบ้านี้ทำให้เกิดกระแสถกเถียงและกระแสดราม่าเรื่องของการบริหารจัดการสุนัขจรจัดในสังคมบ้านเรามากขึ้น ทั้งจากสายที่ให้กำจัดทิ้ง สายที่ให้ทำหมัน หรือสายที่ให้สร้างที่พักพิงชั่วคราว ตามที่ปรากฏในโลกอินเตอร์เน็ต

ผมอยากจะใช้พื้นที่ในคอลัมน์สัปดาห์นี้พาท่านผู้อ่านไปรับรู้เรื่องราวที่เกิดขึ้นทั่วโลกในเรื่องของปัญหาโรคพิษสุนัขบ้า และเรื่องของสุนัขจรจัด เพื่อทำให้เรามีมุมมองเชิงเปรียบเทียบกับสิ่งที่เกิดขึ้นในโลก

อย่างเรื่องของโรคพิษสุนัขบ้านั้น มันก็เกิดขึ้นทั่วโลก และก็ตามที่เรียนไปในตอนต้น หน่วยงานที่รับผิดชอบเรื่องนี้ก็คือรัฐบาลท้องถิ่น โดยเฉพาะรัฐบาลท้องถิ่นในระดับเมืองจะมีหน่วยงานและเอกสารเรื่องนี้อยู่มากมาย ส่วนหนึ่งก็เพราะมีทั้งคนและสัตว์อาศัยอยู่อย่างหนาแน่น

แต่ที่น่าสนใจก็คือ เรื่องราวของโรคพิษสุนัขบ้ารอบโลกนั้นไม่ได้เกิดขึ้นเหมือนของบ้านเราไปทั้งหมด และมันก็ทำให้เราเข้าใจทั้งเรื่องของผู้คนและเมืองทั่วโลกไปในเวลาเดียวกัน

อย่างกรณีของนครโตรอนโต ที่ประเทศแคนาดา จุดเด่นของเรื่องก็คือ การอ้างอิงถึงกฎหมายที่ระบุว่าเจ้าของสุนัขจะต้องนำสุนัขไปฉีดวัคซีน ซึ่งสิ่งนี้เป็นเรื่องของกฎหมายระดับประเทศ เรื่องนี้ในการอ่านครั้งแรกผมก็อดแปลกใจว่าโอ้โห เขามีกฎหมายเรื่องนี้อย่างจริงจัง แต่เมื่อมาพิจารณาในบ้านเราแล้ว เราก็มีกฎหมายในเรื่องนี้ตามที่ได้กล่าวถึงไปแล้ว แต่คำถามคือทำไมเราไม่สามารถนำมาบังคับใช้ปฏิบัติได้อย่างจริงจัง ทั้งที่ข้อมูลของบ้านเราก็บอกแล้วว่า ส่วนมากแล้วโรคพิษสุนัขบ้านั้นมาจากสัตว์เลี้ยง หรือสัตว์ที่มีเจ้าของนั่นแหละครับ

ดังนั้น เรื่องพิษสุนัขบ้าของบ้านเรานั้นไม่ใช่เรื่องปัญหาของหมา มากเท่ามันเป็นปัญหาของคน

หรือจะพูดภาษาบ้านๆ ก็คือ หมาบ้าก็เพราะคน และองค์กรที่คนทำงานทั้งในระดับท้องถิ่นและชาติ นั่นแหละครับ (ส่วนจะบ้าจี้หรือบ้าจริงอันนี้ก็แล้วแต่จะคิดก็แล้วกันครับ)

นอกจากนั้นแล้ว ในกรณีของเมืองต่างๆ ในโลกนั้นที่มาที่สำคัญของโรคพิษสุนัขบ้านั้นมักจะมาจากสัตว์ป่าในเมือง มากัดสัตว์เลี้ยงและคน เรื่องแบบนี้ก็สะท้อนความน่าอยู่ของเมืองในระดับหนึ่ง เพราะเมืองที่เกิดโรคพิษสุนัขบ้าแบบนี้ก็คือเมืองที่มีธรรมชาติและใกล้ชิดธรรมชาติอยู่มาก จนทำให้มีสัตว์ป่าอยู่ใกล้ชิดกับชุมชนนั่นแหละครับ

และในอีกด้านหนึ่ง เรื่องราวที่เราพบจากการสืบค้นก็คือ การที่สัตว์ป่าเป็นพาหะ หรือ ติดเชื้อต่อกันมามากกว่าสัตว์เลี้ยงสู่สัตว์เลี้ยง หรือจากสุนัขจรจัดสู่สัตว์เลี้ยงก็เพราะหลายเมืองนั้นไม่ได้มีปัญหาเรื่องสุนัขจรจัดนั่นแหละครับ

อย่างในกรณีของนครนิวยอร์ก ที่อเมริกา ในเว็บไซต์ของเทศบาลนคร ก็ชี้ว่าสัตว์ที่นำเชื้อมาสู่เมืองก็คือ สัตว์ป่าประเภทแร็กคูนและค้างคาว ในเมืองมิลวอคกี้ มลรัฐวิสคอนซิน ก็จะเน้นย้ำในเรื่องของค้างคาว โดยเฉพาะการปลูกสร้างบ้านไม่ให้มีช่องที่ค้างคาวจะเข้ามาได้ ซึ่งเรื่องของค้างคาวนี้ ที่ฟอร์ทเวิส มลรัฐเท็กซัส ก็มีปัญหาแบบเดียวกัน ขณะที่ลองบีช แคลิฟอร์เนีย ซึ่งอยู่ทางตะวันตก จะเน้นไปในเรื่องการบังคับใช้ระเบียบเรื่องการนำหมาแมวที่ถึงเกณฑ์ไปฉีดวัคซีนตามข้อบังคับ

ในแอฟริกาใต้เมื่อไม่กี่วันก่อน มีประเด็นที่น่าสนใจว่าในเมืองใหญ่อันดับต้นๆ ของประเทศมีการระบาดของโรคพิษสุนัขบ้า และทางเมืองได้เตือนว่าอย่าได้ไปเข้าใกล้สัตว์ เพราะโดยลักษณะทางวัฒนธรรมของผู้คนในเมืองนั้นมักจะชอบเข้าไปเล่นกับสัตว์ หรืออยากเข้าไปช่วยเหลือสัตว์ที่นอนป่วยอยู่

ขณะที่หลายปีก่อนในจีนนั้นมีการตีพิมพ์ข่าวที่โด่งดังไปทั่วโลก ที่มีการฆ่าสุนัขจรจัดทิ้งไปถึงสามหมื่นกว่าตัว ด้วยเหตุผลที่ว่า มีการตรวจพบการระบาดของพิษสุนัขบ้า แต่การฆ่าสุนัขทิ้งนั้นเป็นไปอย่างเหี้ยมโหด และจนถึงปี 2013 ที่ค้นข้อมูลเจอนั้นกฎหมายที่ป้องกันการทารุณกรรมสัตว์ (ซึ่งหมายรวมการห้ามเสพเนื้อสัตว์บางชนิด) ก็ยังไม่ได้ถูกประกาศใช้ และตอนนี้ข่าวคราวก็ค่อนข้างเงียบหายไป

แม้ว่าเรื่องราวของโรคพิษสุนัขบ้านั้นจะไม่ได้เกิดจากสุนัขจรจัดไปเสียทั้งหมด แต่สุนัขจรจัดก็เป็นเรื่องใหญ่ของเมืองที่มีความพยายามในการบริหารจัดการกันอย่างเป็นระบบ และมีข้อถกเถียงในเรื่องนี้กันอย่างแพร่หลาย

สุนัขจรจัดนั้น ในเว็บไซต์ภาษาอังกฤษ จะมีคำจำกัดความที่ออกจะน่ารักอยู่ นั่นก็คือ มันจะถูกเรียกตามศัพท์วิชาการว่า free ranging urban dog หรือ urban free ranging dog ซึ่งเวลาที่เราพูดถึง ranging animal ผมก็มักจะไปนึกถึงไก่บ้าน ที่ปล่อยให้มันวิ่งได้ ไม่ได้อยู่ในกรงนั่นแหละครับ

ข้อมูลในโลกนี้บ่งชี้ว่า สุนัขจรจัดนั้น ประกอบด้วยที่มาทั้งแบบที่เป็นสุนัขจรจัดแต่แรกคือไม่เคยถูกเลี้ยงโดยมีเจ้าของเลย และแบบที่ถูกทิ้ง ซึ่งในกรณีที่ถูกเจ้าของทิ้งนั้น ก็มีความพยายามที่จะแก้ไขเรื่องนี้ทั้งในแง่ของกฎหมาย และ ในแง่ของเทคโนโลยี

ในแง่เทคโนโลยีนั้น การกำหนดให้สุนัขที่มีเจ้าของจะต้องถูกลงทะเบียนด้วยชิปนั้นก็เป็นข้อเสนอที่น่าสนใจ เพราะทางหนึ่งทำให้ติดตามสุนัขได้ และในอีกทางหนึ่งก็จะเป็นการทำให้เจ้าของต้องรับผิดชอบสุนัขของตน หากนำไปปล่อยแล้วจับได้เจ้าของก็จะมีความผิดไปด้วย

แต่ในเรื่องของกฎหมายนั้นการจะแก้ปัญหาสุนัขจรจัดที่มาจากสุนัขที่ถูกทิ้งมันไม่ใช่เรื่องง่าย และไม่ใช่เรื่องโทษอย่างเดียว แต่มันเกี่ยวเนื่องกับนโยบายแวดล้อมด้วย อาทิ ถ้าเรามีนโยบายในการจัดการสุนัขจรจัดบางแบบก็อาจจะไปเสริมแรงให้เกิดการทิ้งสุนัขด้วย เช่นถ้าเรามีนโยบายแบบที่ไปไล่เก็บสุนัขจรจัดเอาไปไว้ในที่อื่น เจ้าของก็จะรู้สึกว่าการทิ้งสุนัขของตนนั้นเป็นสิ่งที่ไม่ได้ยากเย็นนัก เพราะเดี๋ยวก็จะมีหน่วยงานมาเก็บไป

มีข้อมูลในกรีกที่น่าสนใจว่า วัฒนธรรมกรีกเมื่อหลายปีก่อนมีการทิ้งสุนัขเป็นเรื่องปกติ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการเลี้ยงสุนัขในปัจจุบันเป็นเรื่องใหม่ ต่างจากในอดีตที่ไม่มีการเลี้ยงสัตว์เลี้ยง แต่จะเลี้ยงสัตว์ไว้ใช้งานมากกว่า ทีนี้พอเลี้ยงสัตว์ตามค่านิยมหรือเป็นแฟชั่น เมื่อเกิดไม่ชอบมันหรือไม่เป็นที่นิยมแล้วก็จะทิ้งขว้างมันได้ไม่ยากนัก เพราะไม่ได้คำนึงถึงประโยชน์ของมันอย่างในอดีต (Athens’ Survival Guide. Stray Dogs in Athens)

นอกเหนือจากเหตุผลในเรื่องของการระบาดของโรคพิษสุนัขบ้าแล้ว การรักษาภาพลักษณ์และหน้าตาของเมืองก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เกิดการเก็บกวาด หรือ จัดระเบียบเมืองกับสุนัขจรจัด ทั้งในกรณีของกรีซ และ รัสเซีย อย่างของกรีซนั้นมีข้อถกเถียงกันอยู่ในช่วงปี 2003-2004 เมื่อกรีซจะเป็นเจ้าภาพโอลิมปิก มีทั้งแนวคิดที่จะอพยพสุนัขจรจัดออกไปจากเมืองจนกว่ามหกรรมกีฬาจะสิ้นสุดลง แล้วก็ค่อยนำกลับมาปล่อยไว้ในที่เดิม หรือมีทั้งข่าวการวางยาพิษสุนัขสามพันตัวเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว

ขณะที่รัสเซียในปีนี้เมื่อตอนต้นปีมีเรื่องใหญ่ ก็คือเรื่องของการที่รัสเซียจะเป็นเจ้าภาพบอลโลกในปีนี้ และในเมืองใหญ่ๆ ก็มีการจัดการจัดระเบียบหมาจรจัดในเมืองโดยมีการจ้างบรรดาพรานล่าสุนัขมาสังหารสุนัข ทั้งที่มีการต่อสู้คัดค้านในเรื่องนี้อย่างจริงๆ จังๆ ดังที่ปรากฏว่ามีนักข่าวบางรายถูกข่มขู่จากบรรดาพรานดังกล่าว ที่ค่อนข้างมีความสุขกับการล่าสุนัขจรจัดและนำเรื่องราวการล่ามาตีพิมพ์ในโลกอินเตอร์เน็ต และในที่สุดทางรัฐบาลรัสเซียก็ออกมาประกาศว่าจะไม่มีการสังหารสุนัขจรจัดอีกต่อไป

เรื่องสุนัขจรจัดนี้ว่าไปแล้วเราก็มักจะไปตัดสินมันจากการที่มันไม่มีเจ้าของ และมักจะมีภาพลักษณ์ที่ดุร้าย ทั้งที่หากเรามองอีกมุมหนึ่ง สุนัขจรจัดในเมืองนั้นมีลักษณะพิเศษบางประการ คือมันมักจะเอาตัวรอดอยู่ในเมืองได้อย่างดี บางส่วนมักจะมีความสามารถพิเศษในการข้ามถนนและหาอาหารกินตามแหล่งอาหารของมัน ซึ่งมักจะไม่เหมือนกับสุนัขจรจัดในชนบท (ซึ่งจะว่าไปแล้วน่าจะมีน้อยกว่า และหาอาหารในธรรมชาติ) ดังนั้น หากจะเรียนตรงๆ สุนัขจรจัดในเมืองไม่ควรจะมีลักษณะที่มีนิสัยดุร้าย และมักจะเป็นมิตรกับคน เพราะการเป็นมิตรกับคนจะทำให้มันอยู่รอด ทั้งจากการได้อาหารกิน และจากการตามคน หรือ เลียนแบบคนในการข้ามถนน

อย่างในรัสเซีย มีข้อถกเถียงว่าการที่รัฐบาลไปจ้างพรานล่าสุนัข ที่ไม่ใช่นายพรานจริง แต่เป็นผู้ที่ชื่นชอบการฆ่าสัตว์อย่างทารุณนี้ บางทีก็หลงลืมไปว่าสุนัขบางตัวแม้ว่าจะไม่มีเจ้าของ แต่มันเป็นสุนัขที่ชุมชนเป็นผู้ดูแล เช่นมันเป็นสุนัขหน้าโรงงาน ที่กรรมกรจะคอยเลี้ยงดูพวกมันเสมอ สุนัขพวกนี้ก็โดนล่าไปหมดจากพรานเหล่านั้น

ในบ้านเราเรื่องสุนัขจรจัดก็ซับซ้อนไม่ใช่เล่น เช่น สุนัขเซเว่นที่มักจะเชื่องเพราะนอนตากแอร์อย่างเดียว และรออาหารจากพวกเราหรือจากร้านบะหมี่หน้าเซเว่น หรือสุนัขตามตรอกซอกซอย ที่บางตัวก็จะดุร้ายหน่อย และชอบอยู่เป็นฝูง

สุนัขจรจัดบ้านเราความจริงก็โด่งดังไปทั่วโลก เพราะมีชื่อฝรั่งโดยเฉพาะว่า Soi Dog หรือหมาประจำซอยนั่นแหละครับ ไม่เชื่อลองกูเกิลดูก็ได้ครับ

ในกรณีของอินเดีย ก็จะมีสุนัขบางพันธุ์ที่ถูกระบุว่าเป็นสุนัขพันธุ์ที่เป็นสุนัขพื้นถิ่นที่เป็นสุนัขจรจัดที่มีอยู่ทั่วไป ไม่ใช่สุนัขที่ผสมกันเป็นพันทาง (Indian Pariah Dog)

ขณะที่ในกรีซนั้น เคยมีคนเสนอชื่อ Dogopotomous ซึ่งเป็นสุนัขจรจัดที่มีชื่อเสียงตัวหนึ่งที่เชื่อว่าอ่านหนังสือกรีกได้ และเป็นเทพมาจุติ ให้เป็นสัญลักษณ์ที่เป็นทางการ หรือไม่เป็นทางการให้กับโอลิมปิกที่กรีซในปี 2004

ในกรณีของอเมริกานั้น เมื่อพูดถึงสุนัขจรจัด จะมีลักษณะบางอย่างที่ต่างไปจากที่เราเข้าใจ นั่นก็คือ ไม่ใช่แค่สุนัขที่ไม่มีเจ้าของ หรือถูกเจ้าของทิ้งเท่านั้น แต่เป็นสุนัขป่าที่เข้ามาบุกเมือง อย่างในกรณีหลายปีก่อนในดีทรอยต์ มิชิแกน ส่วนการทิ้งสุนัขไม่ใช่แค่เรื่องในวัฒนธรรม แต่อาจจะเพราะเหตุผลในแง่เศรษฐกิจที่เมื่อตกงาน อาจจะไม่สามารถเลี้ยงดูสุนัขได้

ข้อถกเถียงในการบริหารจัดการสุนัขจรจัดมีอยู่มากมาย แม้ว่าการจะสร้างที่พักพิงให้กับสุนัขจะดูเป็นทางเลือกที่เชื่อกันว่าดี แต่เอาเข้าจริงก็เป็นทางเลือกที่ต้องการทุนสูงมาก ทั้งอาหารและการดูแล รวมทั้งการป้องกันไม่ให้เกิดการติดเชื้อระหว่างกัน

ส่วนการแก้ปัญหาโดยการฆ่า แม้ความจริงจะทำกันเยอะ แต่ก็จะถูกต่อต้านและไม่ยอมรับจากคนจำนวนมากเช่นกัน

ขณะที่ทางเลือกยอดนิยมอีกทางหนึ่งก็คือเรื่องของการจับสุนัขจรจัดเพศเมียไปทำหมัน เพราะมีการวิจัยพบว่าสุนัขที่ถูกทำหมันจะมีอายุยืนยาวกว่า และติดโรคน้อยกว่า แต่การจะบรรลุเป้าหมายนี้ทำได้ไม่ง่ายนักเพราะใช้ทั้งงบประมาณและกรอบกฎหมาย ในความเป็นจริงจึงต้องมีองค์กรไม่แสวงหากำไรและองค์กรอาสาสมัครเข้ามาช่วยเหลือในเรื่องนี้อยู่มาก

นอกจากนั้น ทางเลือกเสริมในการแก้ปัญหาสุนัขจรจัดก็คือการมีองค์กรอาสาสมัครไปช่วยเหลือสุนัขที่ถูกทิ้ง หาที่พักชั่วคราว และหาเจ้าของใหม่ รวมทั้งระดมทุนและระดมอาหารไปช่วยสุนัขเหล่านั้น

ข้อเสนออย่างเป็นระบบในสหรัฐอเมริกาก็คือ เริ่มจากการที่จะต้องออกกฎหมายมาระบุสิทธิของสุนัขจรจัดก่อน คือ ห้ามฆ่าและทารุณ จากนั้นก็สร้างระบบการสำรวจอย่างจริงจังในแต่ละเมือง ทั้งจำนวน สถานะในแง่อายุ และสุขภาพ รวมทั้งการกระจายตัว

ในลำดับต่อมาก็คือการจัดหางบประมาณในการฉีดวัคซีนและทำหมัน และจัดหางบประมาณในการจัดพื้นที่พักพิง

ต่อมาก็คือการจัดสรรงบประมาณไปให้การศึกษากับเจ้าของสุนัข โครงการช่วยเหลือสุนัขจรจัดและสุนัขที่ถูกทิ้ง รวมทั้งการทำความเข้าใจว่าสุนัขจรจัดก็ต้องมีสิทธิที่จะมีชีวิตและได้รับการดูแล คือมีสวัสดิการขั้นพื้นฐาน (แต่มันจะไม่ได้แพร่พันธุ์ต่อเพราะมันจะถูกทำหมัน)

จากนั้นในระยะยาวก็คือ จัดวางระบบการลงทะเบียนทั้งสุนัขจรจัด และสุนัขที่มีเจ้าของ รวมทั้งออกใบอนุญาตให้เลี้ยง (P.Lyu. Proposal on Solutions to Strayed Dos Problem in American Cities. Journal of Political Sciencs and Public Affairs. 3:175, 2015)

หวังว่าในบ้านเราการระบาดของพิษสุนัขบ้าในรอบนี้คงจะให้บทเรียนกับเรามากขึ้น แต่ก็ไม่แน่ใจว่าเราจะช่วยกันคิดอย่างเป็นระบบได้มากแค่ไหน ในห้วงเวลาที่สนใจกันแต่เรื่องจำนวนมากกว่าเรื่องทางออกของปัญหาอย่างที่เป็นๆ กันอยู่นี่แหละครับ และเมื่อรัฐบาลท้องถิ่น โดยเฉพาะในระดับเมืองอ่อนแอ เพราะประชาชนไม่ได้สนใจตรวจสอบอย่างจริงจัง ผมคิดว่าพอหมดฤดูร้อนนี้เรื่องราวก็คงจะซาไปมากกว่าเราจะได้ทางออกที่ดีกว่านี้ครับ