หน้าแรก คอลัมนิสต์ กรณีแม่ประนอม...

กรณีแม่ประนอม กับ ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล ทุน ปะทะ จารีต

30.03.16 | 13:05 น.

พลันที่ ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ประกาศ “อาสา” จะเข้าไปเป็น “กาวใจ” ในกรณีพิพาทน้ำพริกแม่ประนอม

เรื่องนี้ก็ยิ่งมากด้วย “ความอ่อนไหว”

อ่อนไหวเพราะว่ากรณี “น้ำพริกแม่ประนอม” มิได้เป็นเพียงเรื่องระหว่าง “แม่” กับ “ลูก” ตามความเข้าใจโดยพื้นฐานของ ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล

ตรงกันข้าม เป็นเรื่องในทาง “ธุรกิจ”

ทั้งยังมิได้เป็นความขัดแย้งในทางธุรกิจอย่างสามัญ ปกติ หากแต่ได้นำความขึ้นถึงโรงถึงศาล มีการฟ้องร้องและศาลประทับรับฟังอย่างสมบูรณ์ ครบถ้วนอีกด้วย

Advertisement

ยากเป็นอย่างยิ่งที่จะหาทางลงง่าย-ง่าย

แม้ผู้อาสามาเป็น “กาวใจ” จะเป็นถึง “หม่อมหลวง” และดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

เพราะได้หลุดพ้นจาก “จารีต” ไปแล้ว

พยานหลักฐานต่างหากที่สำคัญ เงื่อนแง่ในทางกฎหมายต่างหากที่ทรงความหมาย มิใช่ความสัมพันธ์ส่วนตัว

นี่คืออิทธิพลแห่ง “ทุน” นี่คือการเข้ามาของ “ทุน”

 

ถามว่าบทบาทและความหมายของทุนในทางประวัติศาสตร์ ในทางสังคม ส่งผลสะเทือนกับสถาบันใดและใครมากที่สุด

ขอให้ดู “ปฏิวัติอันรุ่งโรจน์” ของ “อังกฤษ”

ขอให้ศึกษากระบวนการต่อสู้แข็งขืนของชาวอาณานิคมแห่ง “โลกใหม่” อันนำไปสู่การสถาปนา “สหรัฐอเมริกา” ในที่สุด

ขอให้ดู “มหาปฏิวัติ” อันเนื่องแต่การทลายคุกบาสตีล์แห่งฝรั่งเศส

เหล่านี้ล้วนสะท้อนให้เห็นผลสะเทือนของปัจจัยแห่งทุนอันมาพร้อมกับพ่อค้าและชนชั้นกลางที่ตกกระทบไปยังคนชั้นสูงไม่ว่าจะเป็น กษัตริย์ ขุนนาง และนักบวช

เป็นอุบัติแห่ง “กระฎุมพี” อันถือว่าเป็น “ฐานันดรที่ 3”

สิ่งเหล่านี้มาพร้อมกับการขยายตัวทางการค้า มันมาพร้อมกับการขยายตัวของเมือง (บุระ บุโร บูร์ก) มันมาพร้อมกับการขยายตัวของชนชั้นใหม่

กำเนิดของมันมาจาก “วิทยาศาสตร์” มาจาก “โรงงาน” มาจาก “อุตสาหกรรม”

มองจากด้านของชนชั้นสูงซึ่งกุมอำนาจมาอย่างยาวนาน ปัจจัยใหม่เหล่านี้ก่อให้เกิดความขัดแย้งนำไปสู่ความแตกแยก ไม่ว่าที่ใดซึ่งทุนเบียดแทรก ชำแรกเข้าไป มันทำให้เกิดการปะทะ เกิดการแยกตัวตั้งแต่เรื่องในทางสังคมกระทั่งเรื่องทางส่วนตัวเชิงปัจเจก

ความสัมพันธ์ส่วนตัวภายใน “ครอบครัว” ก็แตกยุ่ย สลายแยก

หากดูจากพื้นฐานแห่งความเป็น “รัฐมนตรี” ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล อาจหวังลึกๆ ว่า ศักดิ์และฐานันดรแห่งความเป็น “หม่อมหลวง” ย่อมทรงความหมาย

ยิ่งติดตราแห่ง “เสนาบดี” เข้ามาด้วย ยิ่งบิ๊กเบิ้ม

อาจเป็นเช่นนั้นหากเรื่องซึ่งเกิดขึ้นทั้งหมดมีความเป็น “ส่วนตัว” ล้วนๆ

ดำรงความเป็น “ครอบครัว” ในลักษณะสถิต

คำถามก็คือ เป็นเช่นนั้นจริงละหรือ

อย่าลืมเป็นอันขาดว่า แม้ว่าทางด้าน “แม่ประนอม” จะมีคนจากตระกูลแดงสุภาแจ่มชัด แต่อีกด้านก็มิได้มีแต่คนในตระกูลแดงสุภาเท่านั้น

หากปรากฏคนจาก “สกุล” อื่นพ่วงเข้ามาด้วย

สถานการณ์เช่นนี้กระบวนการยุติธรรมต้องการเห็นการประนีประนอม สามารถยอมความกันได้อย่างแน่นอน แต่ที่ผ่านมาสามารถทำได้หรือไม่

หากทำได้จะมีการฟ้องร้องเกิดขึ้นหรือ

การพุ่งทะลวงเข้ามาของ “ทุน” ไม่ว่าจะเกิดขึ้นในทวีปอเมริกา ไม่ว่าจะเกิดขึ้นในทวีปยุโรป ล้วนมีทิศทางของมันที่แน่นอน เพราะมันมิได้มาอย่างว่างเปล่า ไร้รากฐาน ตรงกันข้าม มันดำเนินไปบนฐานแห่ง “ผลประโยชน์” อย่างครบถ้วน

“ผลประโยชน์” ต่างหากคือ “คำตอบสุดท้าย”

 

ไม่ว่าจะมองกรณีของ “แม่ประนอม”

ไม่ว่าจะมองในกรณีของ “ประเทศไทย” ล้วนพัฒนามาไกลอย่างยิ่ง

ความเป็น “ส่วนตัว” ยังดำรงอยู่อย่างแน่นอน ความเป็น “ครอบครัว” ยังดำรง

อยู่อย่างแน่นอน แต่ก็เป็นการดำรงอยู่ภายในองคาพยพใหญ่แห่ง “สังคม”

อันมากด้วยพลวัต เปลี่ยนแปลงอย่างไม่ขาดสาย

“ผลประโยชน์” กำลังจะกลายเป็น “คำตอบสุดท้าย”