คุณสมชัย ศรีสุทธิยากร กำลังจะกลายเป็นวีรบุรุษประชาธิปไตยคนใหม่ของไทย ก็ไม่น่าประหลาดใจแต่อย่างไร ในประเทศที่วีรบุรุษประชาธิปไตยเกิดขึ้นได้ในทุกต้นฤดูฝนเช่นนี้
เส้นทางที่นำคุณสมชัยมาสู่สถานะที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้น่าสนใจ เพราะมันสะท้อนชะตากรรมของการรัฐประหารโดยกองทัพในเมืองไทยไว้ด้วย
การยึดอำนาจของกองทัพในวันที่ 22 พ.ค.2557 นั้นแตกต่างจากการยึดอำนาจของกองทัพระหว่าง 2491-2534 เป็นอย่างยิ่ง ระหว่าง 4 ทศวรรษนั้น กองทัพอาจตัดสินใจยึดอำนาจมานานก่อนวันทำรัฐประหาร แต่กระบวนการตัดสินใจอยู่ในกองทัพเองเป็นหลัก บางครั้งกองทัพอาจร่วมมือกับองค์กรภายนอกอื่นบ้าง แต่ก็ต้องทำกันอย่างเป็นความลับ และร่วมดำเนินการกันอยู่ในวงการทางการเมืองที่จำกัด
กองทัพและพันธมิตรลับได้แต่เฝ้ารอสถานการณ์ให้สุกงอม หรืออย่างมากก็ช่วยเร่งให้สถานการณ์สุกงอมอย่างลับๆ ก่อนจะเคลื่อนกำลังออกมายึดอำนาจอย่างเปิดเผยในวันใดวันหนึ่ง
แต่รัฐธรรมนูญ 2540 เปิดให้เกือบทุกภาคส่วนของสังคมไทยเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมือง (แน่นอน ไม่ใช่รัฐธรรมนูญเพียงอย่างเดียว สังคมไทยเองก็มีความพร้อมมากขึ้นด้วย) จนกระทั่งการยึดอำนาจของกองทัพ ไม่อาจทำได้เฉพาะอาศัยความพร้อมเพรียงในกองทัพเป็นหลักเพียงอย่างเดียวอีกแล้ว จำเป็นต้องมีการประสานความร่วมมือกับอีกหลายหน่วยหลายองค์กร เพื่อสร้างสถานการณ์ที่สุกงอม
กว่าจะยึดอำนาจใน พ.ศ.2549 ได้ แค่การชุมนุมอย่างยาวนานของกลุ่มพันธมิตรเพียงอย่างเดียวก็ไม่พอ จำเป็นต้องสร้างเงื่อนไขทางกฎหมาย และกระบวนการยุติธรรมหลายด้าน จนทำให้กระบวนการทางการเมืองตามที่บัญญัติในรัฐธรรมนูญดำเนินไปได้ยาก กองทัพจึงเคลื่อนออกมายึดอำนาจได้ แม้กระนั้น กองทัพก็เตรียมการไว้ไม่ดีพอ ทำให้ฝ่ายต่อต้านสามารถรวมตัวและจัดองค์กรของตนเองลุกขึ้นต่อสู้ได้ คณะรัฐประหารไม่สามารถสถาปนาภาพของ “กฎหมายและระเบียบ” (Law and Order) ขึ้นแทนที่ความไร้ระเบียบที่ร่วมกันก่อขึ้นก่อนหน้าการรัฐประหารได้
ยิ่งกลับมาพิจารณาการเตรียมการเพื่อความสุกงอมของสถานการณ์ของการรัฐประหาร 2557 ก็จะเห็นได้ว่ามีความจำเป็นต้องดึงฝ่ายต่างๆ มากเสียยิ่งกว่าเดิม เพื่อร่วมกันทำให้กระบวนการทางการเมืองที่มี “ระเบียบ” ไม่อาจดำเนินต่อไปได้ ซึ่งไม่ง่ายนัก เพราะแม้แต่เมื่อนายกรัฐมนตรีต้องคำพิพากษาของศาลปกครองจนต้องยุติการปฏิบัติหน้าที่ รัฐบาลรักษาการก็ยังอยู่เพื่อดูแลให้เกิดการเลือกตั้งขึ้น
จึงไม่เคยมีครั้งใดที่การรัฐประหารต้องใช้พันธมิตรมากหน้าหลายตา มากองค์กรที่เป็นทางการ และองค์กรที่ไม่เป็นทางการ มากตำแหน่งที่มาตรฐานทางกฎหมายหรือสังคมบังคับให้ต้องเป็นกลางทางการเมือง นับตั้งแต่พระสงฆ์องค์เจ้าไปจนถึงปัญญาชน นักวิชาการในมหาวิทยาลัย ผู้บริหารมหาวิทยาลัย แพทย์ เอ็นจีโอ นักธุรกิจ และดาราทีวี
ทุ่มกันสุดตัวจนกระทั่ง หลายคนและหลายองค์กรได้ปิดทางเดินในอนาคตของตนให้เหลืออยู่ทางเดียวคือเผด็จการโดยธรรม หรือประชาธิปไตยไม่เสรีเท่านั้น คงต้องเป็นเวลาอีกนาน อาจเกินหนึ่งชั่วอายุคน ที่ผู้บริหารมหาวิทยาลัยไทยจะสามารถประกาศได้อย่างไร้เสียงเย้ยหยันว่า ทุกตารางนิ้วของพื้นที่มหาวิทยาลัยคือเสรีภาพ
ในทำนองเดียวกัน เมื่อสูญเสียความไว้วางใจของสังคมไปถึงระดับนี้ องค์กรทางสังคมอีกมากจะทำงานต่อไปได้อย่างไร ไม่ว่าจะเป็นองค์กรด้านกระบวนการยุติธรรม, องค์กรพลังกดดันเช่นแพทย์ชนบท, เอ็นจีโอ, องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ, องค์กรอิสระเชิงบริหาร, หรือแม้แต่พรรคการเมือง ฯลฯ
ไม่เคยมีการยึดอำนาจของกองทัพครั้งใดที่ต้องใช้ทุนทางสังคมสูงถึงเพียงนี้ จนอาจกล่าวได้ว่าไทยอยู่ในภาวะใกล้ล้มละลายเต็มทีแล้ว ไม่ว่าจะมีหรือไม่มี คสช.ในอนาคตก็ตาม
ปัญหาเฉพาะหน้าก็คือ เมื่อยึดอำนาจได้แล้ว จะแบ่งบทบาทและอำนาจให้แก่พันธมิตรมากหน้าหลายตาเหล่านี้อย่างไร แม้ว่าทุกฝ่ายยอมรับบทบาทนำของกองทัพ แต่จะนำในลักษณะใดจึงเป็นที่พอใจแก่ทุกฝ่าย นำเด็ดขาด, นำแบบร่วมกัน, นำแบบปรึกษาต่อรอง, ฯลฯ องค์กรทางการเมืองซึ่งตั้งขึ้นหลังรัฐประหารดูเหมือนเป็นพื้นที่การมีส่วนร่วมของพันธมิตร เช่น สภาปฏิรูปและสภานิติบัญญัติ แต่แทนที่จะมีคนซึ่งพันธมิตรพอจะมองได้ว่าเป็นตัวแทนของฝ่ายตน กลับเต็มไปด้วยคนใกล้ชิดของฝ่ายทหารซึ่งเป็นที่ไว้วางใจของฝ่ายทหาร
ใครมาจากสายไหนของกลุ่มนายทหาร คสช. ดูจะมีความสำคัญกว่าใครเป็นตัวแทนของพันธมิตรก่อนยึดอำนาจฝ่ายไหน ผิดความคาดหวังของแกนนำความเคลื่อนไหวต่างๆ
ยิ่งกว่านั้น กว่าสามปีที่ผ่านมา สนช.ไม่ได้ออกกฎหมายสักฉบับ เพื่อปลดสายนกหวีดซึ่งพันคอคนจำนวนไม่น้อย อันล้วนเป็นคนที่ได้สู้ปูทางให้ทหารยึดอำนาจได้สำเร็จ ปัญญาชนบางคนอาจส่งเสริมให้บริวารของตนได้เข้าไปนั่งใน สนช., สภาปฏิรูป หรือแม้แต่ ครม.ได้บ้างก็จริง แต่เมื่อเวลาผ่านไป บริวารของเขากลับถูกขับออกจากวงอำนาจไปจนแทบไม่เหลือสักคน ตัวเขาเองก็สูญเสียบทบาทนำทางความคิดในโครงการประชารัฐ ซึ่งเปิดให้ทุนได้เข้ามาทำธุรกิจกับโครงการและงบประมาณของรัฐโดยตรง
ลำพังความหลากหลายแตกต่างของพันธมิตรของกองทัพเพียงอย่างเดียว ก็ยากมากอยู่แล้วที่จะรักษาพันธะทางการเมืองของคนที่มีทรรศนะทางการเมือง, ความต้องการทางการเมือง, ปูมหลังทางการเมือง ฯลฯ ซึ่งแตกต่างกันขนาดนี้ ให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้ตลอดไป แต่ คสช.กลับปล่อยพันธมิตรเหล่านี้ไปตามวิถีทางตัวใครตัวมัน
ที่น่าอัศจรรย์อีกอย่างหนึ่งก็คือ จากวันที่ 22 พ.ค.2557 ถึงวันนี้ คสช.มีพันธมิตรเพิ่มขึ้นในคนกลุ่มไหนบ้างหรือไม่? อันที่จริงการได้ถืออำนาจบ้านเมืองอย่างยาวนาน ย่อมเปิดโอกาสให้ขยายพันธมิตรและเครือข่ายได้กว้างขวางขึ้น โครงการรับจำนำยุ้งฉางทำให้ชาวนากลายเป็นพันธมิตรของ คสช.สักเท่าไร เช่นเดียวกับธงฟ้าประชารัฐ มาตรการป้องกันการค้ามนุษย์ในอุตสาหกรรมประมง การขึ้นทะเบียนแรงงานต่างชาติ งบช่วยคนจน ฯลฯ
อาจมีคนที่หันมานิยม คสช.หรือระบอบปกครองแบบ คสช. แต่ในบรรดาผู้ที่ลุกขึ้นมาปกป้อง คสช.จากการถูกโจมตีในแต่ละครั้ง กลับไม่ใช่คนที่มาจากโครงการเหล่านี้เลย แต่คือบรรดาคนหน้าเดิมที่สนับสนุนการรัฐประหารมาแต่ต้นแล้วทั้งนั้น
ดูจะแสดงว่า คสช.ไม่สามารถสร้างพันธมิตรใหม่ได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ
พันธมิตรเก่าที่ร่วมกันสร้างสถานการณ์ปิดล้อมประชาธิปไตย ก็ปลีกตัวไปจำนวนหนึ่ง พันธมิตรใหม่ก็ไม่เกิดขึ้น นี่คือเหตุผลที่ คสช.โดดเดี่ยวมากขึ้นทุกที เหลือแต่ปากกระบอกปืนซึ่งอาจมีเพิ่มขึ้นกว่าเดิม แต่ในโลกนี้อำนาจไม่เคยอยู่กับปากกระบอกปืนเพียงอย่างเดียว พันธมิตรทางการเมืองที่มากและพร้อมพรั่งต่างหาก ที่ทำให้ไม่ต้องใช้ปืนสักกระบอกเดียวในการรักษาอำนาจ

สถานการณ์จึงย้อนกลับไปคล้ายรัฐบาลพลเรือนหลังรัฐประหาร 6 ต.ค.2519 ภายในระยะเวลาเพียงปีเดียว พันธมิตรเก่าก็หายไป พันธมิตรใหม่ก็ไม่เกิดขึ้น รัฐบาลอยู่อย่างโดดเดี่ยวได้ไม่กี่เดือน ทหารก็ทำรัฐประหารซ้อน เพราะการพยุงรัฐบาลพลเรือนที่โดดเดี่ยวชุดนั้น จะพากองทัพไปสู่ความเอือมระอาและเกลียดชังของประชาชนไปด้วย
บทสุดท้ายของ คสช.มาถึงแล้ว โดยทางการตามโรดแมปหรือไม่ใช่ก็ต้องจบ และฉากอวสานมีได้เพียงสามทางเท่านั้น
1.หลังการเลือกตั้ง ไม่ว่าใครเป็นผู้จัดตั้งรัฐบาล เงื่อนไขของการรัฐประหารได้หมดลงแล้ว กองทัพจะคุมทุกฝ่ายในการเมืองได้อย่างไร กลไกการรักษาอำนาจตามรัฐธรรมนูญ แม้แต่ที่ คสช.ตั้งมากับมือก็จำเป็นต้องดูทิศทางลมให้รอบด้านขึ้น ไม่จำเป็นต้องตอบสนอง “นายกฯคนนอก” อย่างดุษณี แต่อย่างน้อยการเลือกตั้งก็ทำให้ คสช.จบลงอย่างสวยที่สุด
2.มีเหตุที่ทำให้ประชาชนซึ่งไม่พอใจ คสช. สามารถรวมตัวกันเคลื่อนไหวขนาดใหญ่ และกดดันให้สภาวะรัฐประหารยุติลงเสียที ความเป็นไปได้ในข้อนี้มีน้อย ความไม่พอใจนั้นมีอยู่และกว้างขวางพอสมควร แต่มีจินตกรรมเกี่ยวกับอนาคตไม่ชัดเจนและเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันพอจะทำให้รวมตัวกันเคลื่อนไหวได้ ล้ม คสช.ได้ แล้วยังไง? คำตอบนั้นมีมาก แต่ไม่ชัดและไม่ตรงกัน
3.รัฐประหารซ้อน แต่ดังที่กล่าวแล้วว่า การรัฐประหารที่เป็นไปได้ในประเทศไทยปัจจุบัน ไม่อยู่ที่การตัดสินใจของกองทัพแต่เพียงฝ่ายเดียว ต้องร่วมมือร่วมใจกันในหลายฝ่ายอย่างกว้างขวางพอสมควร และด้วยเหตุดังนั้น การรัฐประหารซ้อนซึ่งในสถานการณ์ปัจจุบันต้องถือว่าพร้อมจะเกิดเมื่อไรก็ได้ จึงจะไม่นำไปสู่ระบอบที่ประกันสิทธิเสรีภาพของประชาชนอย่างเต็มที่นัก ภาวะรัฐประหารคงสิ้นสุดลง อย่างน้อยก็โดยทางการ แต่ส่วนใหญ่ของการเมืองยังต้องอยู่ภายใต้การบงการของคนหยิบมือเดียว แต่เป็นกลุ่มคนที่มีความหลากหลายกว่า คสช. โดยทางการก็คงประกาศว่าเป็นประชาธิปไตย
แต่เป็นประชาธิปไตยแบบหอเอน

