‘บิ๊กตู่’ ใช้ยาแรง ม.44 เด้ง ‘สมชัย’ ระวัง ‘ดื้อ’-บานปลาย

25.03.18 | 12:45 น.

หลังจากบินกลับจากทำภารกิจที่ประเทศออสเตรเลีย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. ได้ลงนามในคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 4/2561

เรื่อง ให้กรรมการการเลือกตั้งยุติการอยู่ปฏิบัติหน้าที่

มีเนื้อความสรุปว่า นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต. มีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมในกรณีการให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนถึงความเห็นของตนเกี่ยวกับกระบวนการและกำหนดการการเลือกตั้งด้วยถ้อยคำที่ไม่สมควรในลักษณะที่อาจก่อให้เกิดความสับสน …

ทั้งได้ปรากฏข้อเท็จจริงด้วยว่า นายสมชัยสมัครเข้ารับการคัดเลือกให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการ กกต. โดยไม่ได้ลาออกจาก กกต. เสียก่อน ถือเป็นการกระทำที่เข้าข่ายเป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์

จึงไม่สมควรให้นายสมชัยปฏิบัติหน้าที่ กกต.ต่อไป

Advertisement

สั่ง ณ วันที่ 20 มีนาคม 2561

ต่อมา พล.อ.ประยุทธ์ได้เปิดเผยถึงสาเหตุการออกคำสั่งดังกล่าว

พล.อ.ประยุทธ์ให้สัมภาษณ์ว่า มีความจำเป็น

“ยอมรับว่ามีหน่วยงานเขาขอมา เป็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทางกฎหมาย เขาบอกว่ามันไม่ไหวแล้ว ทำให้ทุกอย่างสับสนอลหม่านมากพอสมควร 

ผมไม่ได้อยากจะออกคำสั่งนี้กับใคร ขอร้องสื่อว่าพอ และจบได้แล้ว อย่าไปขยายความให้กับเขาเลย เขาก็รู้ตัวเอง

ถ้าวันนี้สื่อยิ่งไปขยายให้กับเขา ก็ยิ่งออกมาพูดหนักขึ้นไปอีก แล้วคราวนี้จะให้ใช้อะไร 

อยากจะขอร้อง ให้ดูว่าถ้าอะไรที่เป็นประโยชน์ ผมก็ฟัง แล้วไม่คิดกันบ้างหรือว่าผมฟังมา 4 ปีแล้ว ตอนนี้ก็กำลังจะเลือกตั้งแล้ว แต่ทำให้สับสนอลหม่านไปกันหมด

เลือกอย่างนั้นอย่างนี้ ขอถามว่าเขาเป็นคนเลือกหรือ เขาเป็นคนกำหนดวันเวลาวันเลือกตั้งหรือ ใครเป็นคนกำหนด รัฐบาลกับ คสช.ไม่ใช่หรือ

หรือ กกต.เป็นคนกำหนด

เมื่อใดที่มีการกำหนดวันเลือกตั้ง เขาถึงจะมีหน้าที่ตรงนั้น อย่าออกมาพูดว่าเมื่อนั้น เมื่อนี้ ผมบอกไปแล้วว่าต้นปี 2562 ก็แค่นั้น จบแล้ว จะมาบอกเลือกวันไหนกันอีก

จะย้อนกลับมาเดือนตุลาคมอะไรกันอีก พูดจนสับสนอลหม่านกันหมด 

แต่เขาอาจจะหวังดีมั้ง”

นั่นคือเหตุที่สั่งเด้ง

ขณะที่นายสมชัยเดินทางเก็บของที่ห้องทำงาน โดยบอกว่าเป็นเกียรติที่ได้รับคำสั่งดังกล่าว

และพอใจที่ได้เปิดหน้า คสช. ให้สังคมได้เห็น

นอกจากนี้ยังโพสต์ข้อความเรื่องที่เคยทักท้วง 6 ข้อ ประกอบด้วย

1.ก่อนการเลือกตั้ง 2 กุมภาพันธ์ 2557 ได้บอกกับรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ว่าหากเดินหน้าจัดการเลือกตั้งทั้งๆ ที่ 28 เขตไม่สามารถรับสมัครได้

ท้ายสุดการเลือกตั้งจะเป็นโมฆะ เนื่องจากเป็นการจัดการเลือกตั้งที่ขัดรัฐธรรมนูญ คือ ไม่ใช่วันเดียวกันทั้งประเทศ

2.มีประเด็นหัวหน้า คสช.ตั้งคำถามต่อประชาชนว่า คสช.มีสิทธิสนับสนุนพรรคการเมืองหรือไม่

เห็นว่าหาก คสช.หมายถึงตัวบุคคล ย่อมสนับสนุนพรรคใดก็ได้ แต่หาก คสช.เป็นองค์กรที่เป็นหลักในกลไกการบริหารประเทศ การสนับสนุนพรรคการเมืองอาจไม่เหมาะสม

3.ได้ให้ข้อเท็จจริงว่า การเลือก กกต.จากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาไม่เป็นไปตามกฎหมาย ไม่เป็นการลงคะแนนโดยเปิดเผย

ผลคือ สนช.ลงมติไม่รับรองชื่อ กกต. 7 คน

ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาต้องมีการคัดเลือกใหม่โดยยอมแก้ไขข้อบังคับ

4.ได้คาดการณ์ว่า หาก สนช.เสนอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. โรดแมปจะเคลื่อนออกไป 2 เดือน ซึ่งตรงกับที่ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ประธาน สนช. และ นายสมชาย แสวงการ สนช. ให้สัมภาษณ์ตรงกัน

5.คาดการณ์ว่า หาก สนช.ยื่นศาลรัฐธรรมนูญ ในประเด็นร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว. โรดแมปจะเคลื่อน 0-6 เดือน

นั่นคือ กรณีที่ศาลวินิจฉัยเร็วและไม่เป็นการแก้ไขในสาระสำคัญ สามารถเสร็จในช่วงเวลาไม่เกิน 90 วัน โรดแมปจะไม่เคลื่อน

แต่หากศาลชี้ว่าประเด็นที่ขัดหรือแย้งเป็นสาระสำคัญของ

ร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว. ทำให้ร่าง พ.ร.ป.ตกไป

ต้องใช้เวลา 6 เดือน

และ 6.วันที่ 23 มีนาคม จะเล่าให้ฟัง ซึ่งภายหลังขอให้รอฟังในวันอาทิตย์ที่ 25 มีนาคม

น่าสังเกตว่าสิ่งที่นายสมชัยเชื่อว่าทำให้เกิดความสับสนในความหมายของหน่วยงานทางกฎหมายที่ร้องขอไปทาง พล.อ.ประยุทธ์ นั้นคือความเห็นที่อ้างอิงกับข้อกฎหมาย

เป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้ง และข้อกฎหมายเกี่ยวกับ กกต.

น่าสังเกตว่าข้อกฎหมายดังกล่าวล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องที่นายสมชัยกำลังปฏิบัติหน้าที่ หรือมีความถนัดจัดเจนอยู่

นอกจากนี้ แม้นายสมชัยจะไม่มีสถานะเป็น กกต.แล้ว แต่ความเห็นของนายสมชัยในฐานะอดีต กกต.ก็ยังเป็นเรื่องที่น่าสนใจ

ยิ่งนายสมชัยนิยมการใช้เฟซบุ๊ก เพื่อสื่อสารสิ่งที่ตัวเองคิดออกมาอยู่เนืองๆ

อาจทำให้สิ่งที่ พล.อ.ประยุทธ์คาดหวัง คือ ให้เรื่องมันจบๆ ได้แล้วนั้น ไม่เป็นไปตามที่คาด

ยกเว้นเสียแต่ว่า “ข้อเท็จจริง” ที่นายสมชัยอ้างอิงนั้นไม่ใช่เรื่องจริง

ยกเว้นเสียแต่ว่า การยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว. จะไม่เป็นไปตามที่นายสมชัยให้ความเห็น

ยกเว้นเสียแต่ว่า สาเหตุที่ สนช. ไม่รับรอง กกต. ที่ได้รับการคัดเลือกและสรรหามาแล้วในครั้งนั้น และการแก้ไขข้อบังคับของศาลฎีกาเรื่องการคัดเลือก กกต. จะไม่ได้เป็นไปอย่างที่นายสมชัยอ้างถึง

หากสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้เป็นไปตามเหตุที่นายสมชัยระบุเอาไว้ ทุกอย่างย่อมจบลงดั่งที่ พล.อ.ประยุทธ์หวัง

แต่ถ้ารัฐบาล หรือ แม่น้ำ 5 สาย กระทำสิ่งใดที่ไม่ตรงตามกฎหมาย แล้วนายสมชัยออกมาแย้งตามข้อกฎหมาย

น่าเชื่อว่า เรื่องคงไม่จบ

ดังนั้น จังหวะก้าวต่อๆ ไปของรัฐบาลและแม่น้ำ 5 สายจึงต้องยึดกฎหมายเป็นหลัก มิเช่นนั้นสถานการณ์ที่เรียกว่า “สับสน” จะเกิดขึ้นอยู่เรื่อยๆ

และเกิดขึ้นอยู่บ่อยๆ จนอาจบานปลายขยายออกไป