อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ 35 คน ในนามของเครือข่ายช่วยกันปฏิรูปประเทศไทยทันที (คชปท.) มี นพ.ชูชัย ศุภวงศ์ เป็นผู้ประสานงาน เคลื่อนตัวออกมาตอกย้ำกับสังคมว่า ข้อเสนอของสภาปฏิรูปแห่งชาติทั้งหลายทั้งปวงควรได้รับการขับเคลื่อนผลักดันต่อไปให้เกิดผล ความเคลื่อนไหวเกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันหลังจากที่คณะรัฐมนตรีเพิ่งมีมติเมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2561 เห็นชอบร่างแผนการปฏิรูปประเทศ 11 ด้าน
ความเคลื่อนไหวที่ว่าจึงเป็นทั้งคำถามและคำตอบในตัวเองว่า แล้วที่สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) กับแม่น้ำสายอื่นๆ ออกมาประกาศว่ามีผลงานมากมายหลายร้อยเรื่องนั้น ความเป็นจริงเป็นเช่นนั้นหรือไม่
หรือในมุมมองของเครือข่าย อดีต สปช.เห็นว่าผลงานที่ปรากฏออกมายังไม่บรรลุเป้าหมายที่ควรจะเป็น โดยเฉพาะในสามประเด็นสำคัญ คือ ลดความเหลื่อมล้ำ ปฏิรูปการศึกษาและการกระจายอำนาจ
เครือข่าย คชปท.จึงจะเชิญผู้มีคุณวุฒิมาร่วมเพื่อให้ได้ข้อเสนอการปฏิรูปประเทศเสนอรัฐบาลและทุกภาคส่วนต่อไป รวมทั้งภาคการเมืองโดยไม่สังกัดหรือผูกพันกับพรรคการเมืองใด
ครับ ความเป็นไปที่กำลังดำเนินต่อไปจึงเป็นสิ่งยืนยันว่า กระแสปฏิรูปค่อยๆ แผ่วลง จนไม่ได้รับความสนใจติดตาม ร่วมผลักดันเท่าที่ควร ซึ่งเกิดจากสาเหตุหลายประการด้วยกัน
ตั้งแต่การยุบ สปช. ปรับเปลี่ยนเป็น สปท. เพราะความไม่ประทับใจในบทบาทของ สปช.ของแม่น้ำสายหลัก ทำให้ข้อเสนอแนะต่างๆ ที่ทำไว้แทนที่จะนำไปสู่การปฏิบัติในทันที ถูกนำมาพิจารณาหาแนวทางใหม่ จนต่อมาถึงคณะกรรมการปฏิรูป 13 ด้าน
กระนั้นก็ตามปัญหาการไม่ได้รับรู้ ไม่ได้รับความสนใจและมีส่วนร่วมของสังคมในวงกว้างเท่าที่ควรยังดำรงอยู่ สาเหตุหลักไม่น่าจะใช่ขาดการตีฆ้องร้องป่าว ประชาสัมพันธ์เพียงประการเดียว
ที่สำคัญเป็นผลพวงมาจากจุดเริ่มต้น ที่มาของการใช้อำนาจพิเศษบริหารจัดการประเทศ ภายใต้โครงสร้างอำนาจตามโมเดลแม่น้ำห้าสายเป็นเหตุหลัก ทำให้สถานการณ์ในภาพรวมและบรรยากาศการปฏิรูปแตกต่างไปจากที่เคยเกิดขึ้นในช่วงการเมืองในระบอบรัฐสภา
เมื่อคราวเกิดคณะกรรมการปฏิรูป (คปร.) พ.ศ.2553 มีนายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน กับสมัชชาปฏิรูป โดยคณะกรรมการสมัชชา มี นพ.ประเวศ วะสี เป็นประธาน ตั้งสำนักงานปฏิรูปเป็นหน่วยงานภายในของสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ทำหน้าที่สำนักงานเลขานุการของทั้งสองคณะ
ขณะที่คณะกรรมการปฏิรูป (คปร.) เน้นการคิดมาตรการและกระบวนการแก้ไขปัญหาแต่ละด้าน มีการบอกกล่าวถึงความคืบหน้าการปฏิบัติงานเป็นระยะ 3 เดือน 6 เดือน 1 ปี จนครบวาระ สมัชชาปฏิรูปทำให้เกิดเวทีการมีส่วนร่วมคู่ขนานกันไปตลอดเวลา การรับรู้ ให้ข้อมูลข่าวสาร การร่วมแสดงความคิดเห็นเป็นไปสม่ำเสมอ เปิดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้เป็นระยะๆ รายประเด็นที่สังคมสนใจ มีการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่ปรับปรุงอยู่เสมอ
การผลิตข้อเสนอมุ่งรายงานต่อสังคม ต่อสาธารณะ องค์กรต่างๆ ทุกภาคส่วน รวมถึงพรรคการเมือง ที่จะเข้าสู่เวทีการเลือกตั้ง
ความแตกต่างนอกจากที่มาและคณะบุคคลแล้ว กลไก กระบวนการทำงานต่างกันอย่างชัดเจน ยุค คปร.ทำงานแบบองค์กรกึ่งราชการ วัฒนธรรมแบบองค์กรพัฒนาเอกชน มีความคล่องตัว เน้นการประสานงานแนวราบ แสวงหาความร่วมมือ จึงเกิดขึ้นมากกว่า โมเดลแม่น้ำห้าสายที่ยึดวัฒนธรรมการทำงานแบบราชการเต็มร้อย เน้นสั่งการแนวดิ่ง ตามลำดับขั้นตอนขององค์กรอำนาจ
ขณะที่การผลิตข้อเสนอของปฏิรูปยุคแม่น้ำห้าสายมุ่งเสนอต่อกรรมการลำดับถัดไปที่สูงกว่า ตั้งแต่คณะกรรมการปฏิรูป คณะกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ คณะรัฐมนตรี คณะรักษาความสงบแห่งชาติ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ
ล้วนเป็นผลมาจากกฎหมาย รัฐธรรมนูญ 2560 พ.ร.บ.การจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ 2560 และพ.ร.บ.แผนและขั้นตอนการดำเนินการปฏิรูปประเทศ 2560 จะเรียกว่าติดกับดักกฎหมาย ทำให้การปฏิรูปยังไม่บรรลุผลสู่การปฏิบัติทันที ได้หรือไม่
กฎหมายเป็นตัวตั้ง ส่วนความยึดโยงกับสังคมสาธารณะเป็นเพียงองค์ประกอบ การมีส่วนร่วมของสังคมอย่างจริงจังและจริงใจจึงไม่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องกว้างขวาง ไม่บรรลุผลตามเจตนารมณ์ที่ตั้งไว้ ผลผลิตที่ออกมาจึงถูกมองว่าเป็นชิ้นงานของแม่น้ำห้าสายมากกว่าของสังคมโดยรวม
ทำให้ผู้นำทั้ง สปช. สปท. ปรารภอยู่บ่อยๆ ว่ากลัวคนลืมปฏิรูป กลายเป็นสภาที่โลกลืมไปในที่สุด ผู้คนในสังคมและสื่อไม่สนใจติดตาม ไม่ให้ความสำคัญเท่าที่ควร
ร่างแผนการปฏิรูปประเทศซึ่งผ่านที่ประชุมคณะรัฐมนตรี จึงเงียบเหงา หงอย ไม่ฮือฮา น่าตื่นเต้น น่าสนใจและกระโดดเข้าร่วมวงอย่างมีชีวิตชีวา
ทั้งหลายทั้งปวงนี้ ไม่ใช่แค่ประเด็นติดกับดักกฎหมายเท่านั้น แต่ที่ส่งผลยิ่งกว่าคือติดกับดักอำนาจ ที่ทำให้บรรยากาศ เสรีภาพในการแสดงออก ความเห็นต่างไม่เอื้ออำนวย ภายใต้ความรู้สึกไม่ปลอดภัย หวาดกลัว การข่มขู่ คุกคาม จนไม่อยากมีส่วนร่วม เพราะคิดว่าสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่ของส่วนรวม แต่เป็นของคนในกลุ่มแม่น้ำห้าสายแค่นั้น
ยิ่งผู้มีอำนาจที่น่าจะเป็นคนกลาง ทำท่าทำทางจะโดดลงมาแข่งขันในเวที เป็นคู่ขัดแย้งเสียเอง เลยทำให้ของดีที่ทำไว้ไม่ได้รับความสนใจสานต่อเท่าที่ควร
คนเก่าคนแก่สอนไว้ว่า อ่อนเกินพินาศ แข็งเกินโดดเดี่ยวไร้เพื่อน ก็คงเป็นเช่นนี้

