หน้าแรก คอลัมนิสต์ ศาลกับระบอบเศ...

ศาลกับระบอบเศรษฐกิจ

29.03.18 | 13:30 น.

ศตวรรษที่ 20 ที่ผ่านมา เป็นศตวรรษของการต่อสู้กันทางความคิดเรื่องระบอบเศรษฐกิจ ว่าระบอบเศรษฐกิจประเภทใดหรือชนิดใด ที่จะให้คำตอบว่าเป็นระบอบเศรษฐกิจที่จะนำไปสู่การจัดสรรทรัพยากรทางเศรษฐกิจของชาติ อันได้แก่ ทุนและแรงงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ไล่มาตั้งแต่ระบอบเศรษฐกิจที่เสรีที่สุดอย่างเช่น ฮ่องกง ไปสู่ระบอบที่รัฐมีบทบาทมากขึ้นตามลำดับที่เรียกกันว่าระบอบเศรษฐกิจสังคมนิยม อย่างเช่น ยุโรปตะวันตก อังกฤษ ฝรั่งเศส สเปน โปรตุเกส อิตาลี สแกนดิเนเวีย รวมทั้งประเทศทุนนิยมใหม่ เช่น ยุโรปตะวันออก รัสเซีย มาจนถึงระบอบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมโดยรัฐ เช่น สาธารณรัฐประชาชนจีน ระบอบสังคมนิยมเวียดนาม ไปจนถึงประเทศคอมมิวนิสต์ที่ยังเหลืออยู่คือเกาหลีเหนือและคิวบา

ในที่สุด เมื่อการค้าและการลงทุน การถ่ายทอดวิทยาการการผลิตหรือเทคโนโลยี กลายเป็นอีกหนึ่งมิติของระบอบเศรษฐกิจ ที่ต้องคำนึงถึงตลาดของตนในเวทีการค้าระหว่างประเทศเป็นสำคัญด้วย ประเทศที่มีขนาดใหญ่ทั้งขนาดพื้นที่และขนาดของประชากร เช่น สหรัฐอเมริกา จีน รัสเซียและพันธมิตร บราซิล อินเดีย และประเทศอื่นๆ ซึ่งเดิมต่างก็คิดว่าตลาดของตนมีขนาดใหญ่พอ ไม่จำเป็นต้องให้ความสำคัญกับตลาดโลก ในที่สุดก็ได้พิสูจน์แล้วว่าตลาดโลกหรือตลาดระหว่างประเทศมีความสำคัญกับทุกประเทศ ไม่ว่าประเทศนั้นจะใหญ่โตเพียงใด ไม่ต้องพูดถึงประเทศที่เล็กอย่างประเทศทั้งหลายในยุโรป เอเชีย ละตินอเมริกา แอฟริกา ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์และประเทศอื่นๆ ทุกประเทศล้วนให้ความสำคัญต่อการตลาดและการลงทุนระหว่างประเทศทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นประเทศเล็กหรือประเทศใหญ่

ประเทศใหญ่หลายประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา สาธารณรัฐประชาชนจีน สหภาพสังคมนิยมโซเวียต ไม่ต้องพูดถึง ญี่ปุ่นสมัยก่อนการปฏิรูประบอบเศรษฐกิจและการปกครอง เมื่อเรือปืนสหรัฐอเมริกานำโดยนายพลเรือเพอรี่มาเคาะประตูบ้านให้เปิดประเทศ ไทยเราถูกบังคับโดยสนธิสัญญาเบาว์ริงกับอังกฤษ ให้เปิดเสรีการค้ากับอังกฤษ อเมริกาและประเทศยุโรปอื่นๆ จนเราเข้าเป็นสมาชิกของ “ความตกลงทั่วไปว่าด้วยการค้าและภาษีศุลกากร” หรือ GATT ซึ่งต่อมาได้พัฒนาเป็นองค์การการค้าโลก หรือ World Trade Organization หรือ WTO ในปัจจุบัน

ดยสหรัฐอเมริกาและประเทศมหาอำนาจยุโรปเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงผลักดัน เพื่อให้โลกทั้งโลกเปิดการค้าและการเงินเสรี จนเรียกว่า “โลกาภิวัตน์” หรือ Globalization โลกที่ไร้พรมแดนสำหรับสินค้าบริการและทุน ยังคงเหลือเพียงแรงงานเท่านั้นที่ยังไม่ข้ามพรมแดนได้ทั่วโลก แต่ภายในองค์กรตลาดร่วมในแต่ละภูมิภาค เช่น ยุโรป อาจจะเริ่มให้มีการเคลื่อนย้ายแรงงานระหว่างกันได้ แม้จะยังไม่เสรีอย่างสมบูรณ์ก็เสมือนการเคลื่อนย้ายแรงงานภายในประเทศเดียวกัน

การที่ความคิดเรื่องระบอบเศรษฐกิจเป็นเรื่องที่ยุติว่า “ระบบเศรษฐกิจแบบตลาด” หรือ “market economy” ที่ใช้กลไกราคาเป็นเครื่องมือในการจัดสรรทรัพยากร ทั้งที่เป็นทุน แรงงานและการค้าระหว่างประเทศ เป็นระบอบที่จะทำให้การผลิตมีประสิทธิภาพสูงสุด จนสามารถแข่งขันในเวทีการค้าระหว่างประเทศได้

Advertisement

ดีกว่าระบอบเศรษฐกิจที่ดำเนินการและกำกับโดย “รัฐ” ส่วนการแทรกแซงโดยรัฐเพื่อวัตถุประสงค์อื่นอาจจะมีบ้างเพื่อวัตถุประสงค์บางอย่าง เช่น สวัสดิการหรือเพื่อการกระจายบริการของรัฐที่จำเป็น หรือเพื่อคุณภาพชีวิตของประชาชนทั่วไป ก็เป็นเรื่องที่นำมาเสริมข้อด้อยของระบอบทุนนิยม หรือระบอบเศรษฐกิจแบบตลาด หรือระบอบเศรษฐกิจแบบเสรีนิยม และระบอบทุนนิยมโดยรัฐที่เรียกว่า “State Capitalism”

เช่น กรณีของสาธารณรัฐประชาชนจีน ที่ระบอบการปกครองยังเป็นระบอบเผด็จการคอมมิวนิสต์โดยพรรคเดียวคือพรรคคอมมิวนิสต์ แต่ไม่เป็นคอมมิวนิสต์ทางเศรษฐกิจ

จุดมุ่งหมายหลักของระบอบเศรษฐกิจสมัยใหม่ก็คือ ความสามารถในการแข่งขัน การผลักดันให้เศรษฐกิจขยายตัวอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานานโดยไม่มีภาวะเงินเฟ้อ คือการปรับตัวของระบบเศรษฐกิจให้สามารถแข่งขันในเวทีการค้าระหว่างประเทศให้ได้ การชนะในเวทีการค้าระหว่างประเทศก็คือ การเกินดุลการค้า กล่าวคือ สามารถส่งออกได้มูลค่ามากกว่ามูลค่าการนำเข้า สามารถขายบริการ เช่น การท่องเที่ยว การธนาคาร การเงิน ได้มากกว่าการซื้อ การบริการหรือการท่องเที่ยวทำให้มีเงินตราต่างประเทศเพียงพอเพื่อการลงทุนขยายการผลิตเพื่อการส่งออกต่อไป

ระบบเศรษฐกิจแบบนี้เรียกว่าเป็นระบอบเศรษฐกิจที่ใช้การส่งออกเป็นตัวนำในการผลักดันเศรษฐกิจไปข้างหน้าหรือ “export led economy” ประเทศต่างๆ ที่ใช้นโยบายนี้และประสบความสำเร็จมากตามลำดับก็คือ อังกฤษ ญี่ปุ่น เกาหลี ไต้หวัน ฮ่องกง สิงคโปร์ และประเทศอื่นๆ ในประชาคมอาเซียน

บทบาทของรัฐจากที่เคยเป็นผู้ปกครองและผู้ให้การคุ้มครองความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน หรือ Governing state ไม่พอเสียแล้ว หน้าที่ของรัฐจึงต้องขยายไปเป็นผู้ให้บริการรับใช้ประชาชนหรือ “service state” ในการพัฒนาประเทศให้ก้าวหน้าทัดเทียมกับ “นานาอารยประเทศ” ในโลกปัจจุบันการจะดันเศรษฐกิจไปข้างหน้าได้มีทางเดียว คือความสามารถในการส่งออกสินค้า การบริการและเงินทุน

หน้าที่ของรัฐบาลก็คือ ออกไปต่อสู้ปกป้องและเจาะตลาดให้กับผู้ส่งออกหรือผู้ผลิตของตน ทำให้ประเทศตนเป็นประเทศที่น่าลงทุน เป็นสวรรค์ของผู้มีเงินทุน ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวก เช่น การขนส่งทางบก เรือ อากาศ ให้มีประสิทธิภาพและราคาถูก มีระบบราชการที่ไม่เป็นอุปสรรคต่อผู้ผลิตและผู้ส่งออก แต่เป็น
ผู้อำนวยความสะดวกแก่ผู้ลงทุนระหว่างประเทศ มีสถาบันการเงินที่มีต้นทุนถูกและมีประสิทธิภาพ มีระบบการเงินและค่าเงินที่มั่นคงแข็งแรงเพราะมีทุนสำรองระหว่างประเทศที่เพียงพอ ค่าเงินมีเสถียรภาพ ไม่อ่อนหรือแข็งจนเกินไปภายในกรอบเวลาที่เหมาะสม มีระบบภาษีที่ไม่ทำให้ผู้ผลิตของเราเสียเปรียบประเทศอื่น

ที่สำคัญก็คือ มีระบบความยุติธรรมที่เป็นสากล มีมาตรฐานไม่ด้อยกว่ามาตรฐานของนานาอารยประเทศ เพราะระบบความยุติธรรมมีความสำคัญต่อความอยู่รอดและความเจริญรุ่งเรือง ให้ความเป็นธรรมในการแข่งขันของธุรกิจ

การบังคับใช้กฎหมายอย่างเสมอภาค แน่นอน เป็นกลาง ปราศจากการแทรกแซง ทั้งจากฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติโดยการบังคับใช้กฎหมายย้อนหลัง จะเป็นการสร้างความแน่นอนและความมั่นใจ

การปกครองโดยนิติรัฐหรือ rule of law ไม่ใช่การปกครองโดยอำเภอใจ หรือ arbitrary rule เป็นของจำเป็น เป็นหลักประกัน เป็นความแน่นอนของกติกา ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญของการแข่งขัน ไม่ว่าจะเป็นการค้า การกีฬา หรือการเมือง เป็นเงื่อนไขที่สำคัญของความแน่นอนของระบอบเศรษฐกิจ

ในประเทศที่การปกครองระบอบประชาธิปไตยยังด้อย ไม่เข้มแข็ง พรรคการเมืองยังไม่เข้มแข็ง มีระบอบการเมืองแบบเผด็จการทหารเป็นหลักโดยมีประชาธิปไตยสลับฉากในช่วงสั้นๆ รัฐสภาและรัฐบาลย่อมไม่มีส่วนเชื่อมโยงกับประชาชนเลย ประชาชนไม่มีตัวแทนที่จะเป็นปากเสียงให้เมื่อเกิดความขัดแย้งระหว่างเจ้าหน้าที่ของรัฐกับราษฎร ประชาชนไม่อาจถือเอาสภานิติบัญญัติและคณะรัฐมนตรีเป็นที่พึ่งได้

“ศาลจึงเป็นที่พึ่งแหล่งสุดท้ายของประชาชน” เพราะความปราศจากการเมืองของศาลในการเข้ารับตำแหน่งการเลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่งของศาล เป็นสถาบันเดียวที่นักลงทุนต่างประเทศให้ความเชื่อถือเพื่อเข้ามาลงทุน

ตั้งแต่เราเริ่มปฏิรูปการปกครองในปี พ.ศ.2435 เป็นต้นมา ศาลเป็นสถาบันเดียวที่มีความยั่งยืน ไม่ถูกแตะต้องและสามารถพิจารณาอรรถคดีต่างๆ ได้อย่างอิสระ เช่นเดียวกับ “ระบอบเศรษฐกิจที่เปิดและเสรี” ของไทย ไม่ว่าจะมีรัฐบาลมาจากการปฏิวัติรัฐประหารหรือมาจากการเลือกตั้ง ระบอบเศรษฐกิจก็ไม่ได้ถูกปฏิรูปเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง เศรษฐกิจและศาลยังคงดำเนินการไปได้อย่างปกติ ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทย เพราะมีความต่อเนื่อง มีความแน่นอนของกฎหมาย อันเป็นกติกาในการดำเนินการทางธุรกิจ

ในทางกลับกัน หากศาลไม่เป็นอิสระในการพิจารณาพิพากษาอรรถคดี หากแต่เป็นไปตามอำเภอใจของศาลเองหรือของผู้มีอำนาจ หรือไม่ถ่วงดุลอำนาจบริหารและนิติบัญญัติ “ใช้อำนาจเป็นธรรม ไม่ใช้ธรรมเป็นอำนาจ” การวางแผนเศรษฐกิจและการวางแผนธุรกิจเพื่อการลงทุนย่อมทำไม่ได้ เห็นกันอยู่เสมอว่าคดีที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจขนาดใหญ่ ย่อมเป็นที่สนใจของสื่อมวลชนและประชาชนเสมอ เพราะจะเป็นบรรทัดฐานให้กับคดีและความขัดแย้งต่อไปในอนาคต ความเสี่ยงทางธุรกิจก็จะสูง ถ้าจะมาลงทุนก็ต้องคิดต้นทุนแพงๆ แพงมากกว่าประเทศที่มีความเสี่ยงทางกฎหมายน้อยกว่า

เพราะคำพิพากษาส่วนหนึ่งก็คือกฎหมาย