นักท่องเที่ยวจีนกำลังกลายเป็นเสาหลักของการท่องเที่ยวไทย โดยเฉพาะในเชียงใหม่ได้เข้ามาช่วยเติมเต็ม Low season แล้ว คำถามที่น่าสนใจก็คือ การที่คนจีนมาเที่ยวมากๆ ดีกับทุกคนใช่ไหม การศึกษาเรื่องการกระจายรายรับจากการท่องเที่ยวของคนจีนในประเทศไทยและผลกระทบจากการปราบปรามทัวร์ศูนย์เหรียญในงานศึกษาของ ดร.อัครพงศ์ อั้นทอง ดร.ดนัยธัญ พงษ์พัชราธรเทพ และผู้เขียน ซึ่งสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) เป็นผู้สนับสนุน พบว่า
หากแบ่งนักท่องเที่ยวจีนเป็น 2 กลุ่ม คือ มาทัวร์กับกลุ่มท่องเที่ยวอิสระแล้ว ส่วนแบ่งผลประโยชน์การท่องเที่ยวจากนักท่องเที่ยวจีนแบบอิสระ (FIT) ในจังหวัดภูเก็ตสูงกว่าราคาทัวร์ถึงกว่า 6,000 บาทต่อคนต่อทริป สำหรับ FIT จะจ่ายค่าที่พักแพงกว่าทัวร์เกือบ 1 เท่าตัว และจ่ายค่าอาหารและพาหนะแพงกว่าบริษัททัวร์เพียงเล็กน้อยประมาณ 170 บาทต่อหัว แต่ FIT จะไปจ่ายค่าเรือเพิ่มถึง 1,739 บาทต่อหัว ค่าใช้จ่ายอีกส่วนหนึ่งที่ต่างกัน คือ FIT จะมีค่าใช้จ่ายในการเข้าชมสถานที่เพียง 650 บาท คิดเป็นหนึ่งในสี่ของผู้มาทัวร์ซึ่งต้องซื้อออปชั่นเพิ่มเติม
สำหรับจังหวัดเชียงใหม่ พบว่า FIT จะจ่ายค่าที่พักแพงกว่าทัวร์ 1.5 เท่า และจ่ายค่าอาหารและพาหนะแพงกว่าบริษัททัวร์กว่าร้อยละ 30 นักท่องเที่ยวจีนทั้ง 2 กลุ่มจะประหยัดค่าห้องได้มากกว่าที่เชียงใหม่ ทำให้นักท่องเที่ยวช้อปปิ้งที่เชียงใหม่ในสัดส่วนที่สูงกว่า
ในช่วงที่ทำการศึกษาเป็นช่วงของการปราบปรามทัวร์ศูนย์เหรียญ ข้อมูลที่ได้จึงไม่มีข้อมูลโครงสร้างการใช้จ่ายของทัวร์ศูนย์เหรียญ อย่างไรก็ดี เราสามารถคำนวณผลกระทบของการปราบปรามทัวร์ศูนย์เหรียญที่เกิดขึ้นตั้งแต่ 15 มิถุนายน ถึง 9 กันยายน พ.ศ.2559 ซึ่งทำให้การขยายตัวของนักท่องเที่ยวจีนลดลงโดยฉับพลันทันที โดยอัตราขยายตัวติดลบตั้งแต่เดือนตุลาคม พ.ศ.2559 ถึงเดือนเมษายน พ.ศ.2560 คำนวณได้เป็นการสูญเสียระดับ 35.8 พันล้านบาท ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 3.7 ของรายได้จากนักท่องเที่ยวจีนในปี พ.ศ.2559 และปี พ.ศ.2560 รวมกันซึ่งเท่ากับ 977.4 พันล้านบาท ซึ่งนับว่าไม่มากนัก
อย่างไรก็ดี ในช่วงเดียวกันนี้เป็นช่วงเวลาที่รัฐบาลประกาศลดงานรื่นเริงเพื่อแสดงความอาลัยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จสวรรคต ซึ่งก็อาจมีผลกระทบให้นักท่องเที่ยวจีนบางส่วนยกเลิกการเดินทางมาท่องเที่ยวไทย
ตลาดนักท่องเที่ยวจีนเกิดขึ้นใหม่มีโครงสร้างค่าใช้จ่ายแตกต่างจากตลาดนักท่องเที่ยวยุโรปอย่างชัดเจน โดยนักท่องเที่ยวจีนมีสัดส่วนค่าใช้จ่ายเพื่อซื้อสินค้า/ของที่ระลึก บริการท่องเที่ยวในประเทศ และค่าใช้จ่ายอื่นๆ ในสัดส่วนที่สูงกว่านักท่องเที่ยวยุโรป ส่วนค่าใช้จ่ายด้านที่พักแรม อาหารและเครื่องดื่ม และค่าเดินทางภายในประเทศ เป็นหมวดค่าใช้จ่ายที่นักท่องเที่ยวจีนใช้จ่ายในสัดส่วนที่น้อยกว่านักท่องเที่ยวยุโรป
ทั้งนี้ เพราะนักท่องเที่ยวจีนมีวันพักแรมสั้นกว่ามาก (ประมาณครึ่งหนึ่งของนักท่องเที่ยวยุโรป) แม้ว่าจะเข้ามาท่องเที่ยวจำนวนมากกว่า แต่การศึกษาพบว่า การใช้จ่าย 1 บาทเท่ากัน แบบแผนค่าใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวจีนสร้างรายได้ให้กับเศรษฐกิจของประเทศ 2.21 บาท ในขณะที่นักท่องเที่ยวยุโรปสร้างรายได้ให้กับเศรษฐกิจของประเทศ 2.33 บาท ซึ่งคิดเป็นมูลค่า 1.16 ล้านล้านบาท สำหรับนักท่องเที่ยวจีน และ 1.12 ล้านล้านบาท สำหรับนักท่องเที่ยวยุโรปในปี พ.ศ.2560
ความแตกต่างของโครงสร้างค่าใช้จ่ายดังกล่าวส่งผลกระทบที่แตกต่างกันต่อสาขาการผลิต/บริการต่างๆ ในระบบเศรษฐกิจ โดยสาขาการผลิตที่อยู่นอกภาคเศรษฐกิจการท่องเที่ยวที่มีการขยายตัวของมูลค่าผลผลิตมาก ได้แก่ การผลิตผลิตภัณฑ์ยาง เคมีภัณฑ์ และพลาสติก ส่วนหนึ่งเพราะคนจีนชอบซื้อหมอน ที่นอนยางและเครื่องสำอาง การธนาคารและการประกันภัย และการบริการอื่นๆ
ส่วนที่ต้องลดการผลิตลงมาก ได้แก่ การผลิตผลิตภัณฑ์อโลหะ โลหะ และเครื่องมือเครื่องจักร การผลิตภัณฑ์อาหาร และเกษตรกรรม การล่าสัตว์ การป่าไม้ สำหรับภาคเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว ต้องมีการผลิตเพิ่มขึ้นมาก ได้แก่ การขายสินค้าเพื่อการท่องเที่ยว เช่น ของที่ระลึก ของฝาก เป็นต้น และการบริการที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยวอื่นๆ ในขณะที่การบริการโรงแรมและที่พัก การขนส่งผู้โดยสารทางบก และการบริการอาหารและเครื่องดื่ม เป็นสาขาการบริการที่มีการผลิตลดลงตามความต้องการที่น้อยลง
ส่วนหนึ่งเป็นเพราะนักท่องเที่ยวจีนเริ่มนิยมเข้าพักบ้านเช่าและคอนโดที่นักธุรกิจจีนเป็นผู้จัดการให้ รวมทั้งรับประทานอาหารตามร้านอาหารที่ดำเนินโดยนักธุรกิจจีน
การหลั่งไหลมาของนักท่องเที่ยวจีนอย่างมหาศาลในระยะเวลาอันสั้น ในขณะที่กำลังรองรับยังไม่มีการปรับตัวจะทำให้เกิดปัญหาทางสังคมในรูปแบบคุณภาพชีวิตที่ลดลง ปัญหาการแบ่งใช้สาธารณูปโภคและทรัพยากรที่เป็นของส่วนรวม เช่น การใช้หาดทราย น้ำตก เป็นต้น หรือการใช้พื้นที่สาธารณะร่วมกัน เช่น ทำให้เกิดความคับคั่งแออัด เป็นต้น ดังนั้น แม้ว่าการท่องเที่ยวจะสามารถสร้างรายได้และการจ้างงาน แต่การท่องเที่ยวที่ขยายตัวอย่างไม่สมดุลก็อาจก่อให้เกิดผลกระทบในด้านสังคม วัฒนธรรม และความอยู่ดีมีสุขของประชาชนในแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ
การศึกษานี้ติดตามผลกระทบนี้ในจังหวัดเชียงใหม่และภูเก็ต โดยใช้แบบสอบถามสัมภาษณ์คนท้องถิ่นของเชียงใหม่และภูเก็ตจำนวน 450 รายต่อพื้นที่ ซึ่งมีข้อกำหนดให้ผู้ให้สัมภาษณ์เป็นคนท้องถิ่นที่พำนักหรืออาศัยอยู่ในท้องถิ่นถาวรในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาและมีอายุระหว่าง 18-65 ปี ซึ่งเป็นผู้ที่เคยสัมผัส/มีประสบการณ์/ได้รับผลกระทบจากการท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวชาวจีน ระยะเวลาในการเก็บข้อมูลอยู่ระหว่างเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม พ.ศ.2559
การศึกษาพบว่า พฤติกรรมการต่อรองเพื่อความคุ้มค่าเป็นพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวจีนที่คนเชียงใหม่และภูเก็ตสังเกตได้ชัด ในขณะที่คนเชียงใหม่รับรู้ผลกระทบเชิงบวกจากการท่องเที่ยวของคนจีนในด้านการสร้างโอกาสทางธุรกิจและกระตุ้นการลงทุนในจังหวัด
ในกรณีคนภูเก็ตการเพิ่มโอกาสในการทำงานและรายได้ให้กับคนท้องถิ่นจากการท่องเที่ยวจีนเป็นปัจจัยที่สำคัญกว่า
แม้ว่าการรับรู้พฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของนักท่องเที่ยวจีน เช่น การแซงคิว การไม่รักษากฎระเบียบ การส่งเสียงดังในที่สาธารณะ ทำให้คนท้องถิ่นยอมรับนักท่องเที่ยวจีนลดลง แต่การรับรู้ถึงผลประโยชน์ที่ได้รับจากการท่องเที่ยวของคนจีน โดยเฉพาะผลประโยชน์ด้านเศรษฐกิจซึ่งมีขนาดอิทธิพลต่อการยอมรับพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวจีนสูงกว่าการรับรู้พฤติกรรมที่เป็นลบประมาณ 3 เท่า
ดังนั้น หากการมาท่องเที่ยวของคนจีนยังคงสร้างประโยชน์ให้กับท้องถิ่น คนเชียงใหม่และภูเก็ตก็ยังคงยินดีต้อนรับนักท่องเที่ยวจีนต่อไป
งานวิจัยประเภทนี้ควรมีการทำทุก 2-3 ปี เพื่อติดตามผลกระทบอย่ารอให้คนท้องถิ่นออกมาเดินขบวนขับไล่นักท่องเที่ยวจีนอย่างเช่นที่เกิดขึ้นในฮ่องกงและมาเก๊า ที่นั่นเขาเป็นเผ่าพันธุ์เดียวกัน ทะเลาะกันเดี๋ยวก็หาย แต่หากคนท้องถิ่นของไทยลุกขึ้นมาทำเช่นเดียวกันก็จะทำให้เกิดความบาดหมางที่สมานแผลยาก
ดังนั้นอยากโปรโมตการท่องเที่ยวก็ทำไปเถิด แต่ให้นึกถึงคนไทยตาดำๆ ที่ถูกท่องเที่ยวด้วย!
มิ่งสรรพ์ ขาวสอาด
สถาบันศึกษานโยบายสาธารณะ

