บรรยากาศการเมืองขยับเปลี่ยนไปอีก
พรรคใหม่เปิดตัว ยื่นจดทะเบียนมาตั้งแต่ 1 มี.ค.ที่ผ่านมา ส่วนพรรคเก่าเริ่มสะสาง สมาชิกพรรคยืนยันสถานภาพ และจ่ายเงินค่าบำรุงพรรค 100 บาท ตั้งแต่ 1 เม.ย.ที่จะถึงนี้
ทั้งหมดนี้ ภายใต้เหตุผลว่า เพื่อความเสมอภาคระหว่างพรรคเก่าและพรรคใหม่
ก็คงจะเสมอภาคกันจริงๆ คือ กระดิกกระเดี้ยแทบไม่ได้ไปด้วยกัน
ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ก็คือ กิจกรรมเสวนา เชิญตัวแทนพรรคต่างๆ
มาเปิดแนวคิด เริ่มเห็นหนาตามากขึ้น
เป็นเรื่องดี ที่ให้ประชาชนได้เปิดหูเปิดตา ได้ฟัง ได้ชมรายการที่เกี่ยวกับการบ้านการเมืองกันบ้าง
ไม่ใช่ดูกันแต่รายการร้องเพลง ชกมวย เกมโชว์ หรือรายการของรัฐบาล
ประเทศที่จะเดินไปสู่ 4.0 ต้องขับเคลื่อนด้วยความสดใหม่ของเทคโนโลยีใหม่ และภูมิปัญญาใหม่ของพลเมือง
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากการเปิดกว้าง การปลดล็อก ยังไม่เกิดขึ้น การพูดจากันในเวทีเหล่านี้ เลยยังเกร็งๆ ดูระมัดระวังกันมาก
ก่อนหน้านี้ นายกฯ และแกนนำ คสช.หลายคน เคยกล่าวถึงการเลือกตั้งว่า คนใหม่ๆ จะต้องเข้ามา มาขับเคลื่อนการเมืองแทนคนเก่าๆ
พร้อมกับแนะนำทำนองว่า ให้ประชาชนเลือกคนรุ่นใหม่ คนใหม่ๆ
สภาพในตอนนี้คล้ายจะขานรับคำเรียกร้องของ คสช.อยู่พอสมควร
เข้าใจได้ว่า การเมืองไทยย่ำเท้ามาตั้งแต่รัฐประหาร 2549 ที่คนกลุ่มหนึ่งเห็นว่า “เสียของ” เลยแก้มืออีกรอบ
ตอนนี้ผ่านไป 4 ปี จะเสียของรอบ 2 หรือไม่ยังไม่ทราบ ที่แน่ๆ คือสร้างความเหนื่อยหน่ายให้ประชาชนพอสมควร
11-12 ปีที่ผ่านมา อาจจะมีความก้าวหน้าในบางเรื่อง แต่ก็เป็นฉากหลัก คือ การฟาดฟันจะถอนรากถอนโคนกัน
เมื่อการเลือกตั้งจะเกิดขึ้น ประชาชนก็เลยมองหาสิ่งใหม่ๆ
อาจจะกล่าวได้ว่า จุดขายของการเมืองในรอบนี้ จะเป็นเรื่องของ “ความใหม่”
นักการเมืองคนเก่า ขวัญใจคนเดิม โผล่หน้าออกมา พร้อมกับวาทกรรม ตรรกะ หรือคำพูดเก่าๆ ไม่มีอะไรน่าตื่นเต้นอีกต่อไป
ความใหม่ในที่นี้ ไม่ใช่วัย อายุ เพราะหน้าใหม่บางคนโผล่ออกมา ปรากฏว่าแนวคิดไม่ได้ต่างจากรุ่นพ่อรุ่นลุง ตกยุคหรือเป็นสาวกลัทธิโลกแบนไปนั่น
“ใหม่” ในที่นี้ คือ แนวคิด ความคิด และวิธีการใหม่ เพื่อขับเคลื่อนนำพาประเทศไทย ไปสู่สถานการณ์ใหม่ การพัฒนาและโฉมหน้าใหม่ๆ ที่สอดคล้องกับโลกที่เปลี่ยนไป
ไม่ใช่ย่ำเท้ากับความเกลียดชังเดิมๆ ความเคียดแค้นเดิมๆ และบทสรุปเดิมๆ
การเลือกตั้ง วิธีการเก่าๆ เดิมๆ นี่แหละ คือประตูผ่านไปสู่เนื้อหาใหม่ๆ ความเปลี่ยนแปลงที่แปลกใหม่
ซึ่งสำหรับคนบางกลุ่ม อาจเป็นเรื่องน่าหวาดผวาที่สุด
……………
วรศักดิ์ ประยูรศุข

