หน้าแรก คอลัมนิสต์ บางเสี้ยวในเร...

บางเสี้ยวในเรื่องราวของคนไร้บ้านในนิวยอร์ก โดย พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์

3.04.18 | 13:10 น.

“ในอดีต ประเทศไทยพยายามเดินตามและอยากเป็นเหมือนสหรัฐอเมริกา แต่รัฐบาลนี้ยืนยันว่าสหรัฐจะไม่ใช่เป้าหมายของการพัฒนาประเทศ เพราะมีปัญหาคนไร้บ้านที่มักดักปล้นประชาชนในมหานครนิวยอร์ก”
(คลิกอ่านข่าว – กอบศักดิ์ สอนยุวชนปชต. สหรัฐฯไม่ใช่ต้นแบบพัฒนา ยกนิวยอร์กคนไร้บ้านปล้นชิงกันเพียบ)

มีโอกาสได้อ่านข่าวดังกล่าวนี้เมื่อตอนที่มานครนิวยอร์กพอดี ก็เลยอยากจะเขียนเรื่องประเด็นของคนไร้บ้านในนิวยอร์กสักหน่อย

เขียนงานชิ้นนี้ก็หวังว่ารัฐมนตรีท่านนั้นจะมีโอกาสได้ผ่านตาบ้าง เพราะไม่ได้มุ่งหวังว่าจะตอบโต้อะไรกับท่านในเรื่องนี้ว่าจริงหรือไม่จริง ด้วยกระแสโซเชียลคงทำหน้าที่ในเรื่องนี้อย่างเข้มข้นอยู่แล้ว

หรือคนที่จะให้ภาพได้ดีอีกกลุ่มหนึ่งก็คือคนที่อยู่ในนิวยอร์กเองนั่นแหละครับ ที่เข้าใจว่าแต่ละย่านในนิวยอร์กนั้นก็มีอัตราเสี่ยงในเรื่องอาชญากรรมแตกต่างกัน และเขาคงมีมุมมองในเรื่องของคนไร้บ้านที่แตกต่างกัน

ส่วนกูรูในเรื่องนี้ของบ้านเราก็คือ อาจารย์บุญเลิศ วิเศษปรีชา แห่งธรรมศาสตร์ ผู้ช่ำชองในเรื่องของมุมมองของคนไร้บ้านในหลายประเทศจากงานวิจัยของท่าน

Advertisement

อยากจะลองคิดเล่นๆ ว่า ถ้าการยกตัวอย่างของท่านรัฐมนตรีนั้นจริง บางทีคนอเมริกัน โดยเฉพาะชาวนิวยอร์กเองอาจจะภูมิใจก็ได้ว่า จำนวนที่น่าตกใจที่สุดของคนไร้บ้านของนิวยอร์กคือ หกหมื่นกว่าคน (ตัวเลขล่าสุดเมื่อมกราคม จาก coalitionforthehomeless.org) ซึ่งถือว่าขึ้นมามากในช่วงหลายปีนี้ คงไม่เยอะไปกว่าจำนวนคนจนที่มาลงทะเบียนของบางประเทศกระมัง?

อันนี้ก็เขียนแบบติดอารมณ์ขันหน่อย เถียงกันไปเรื่องนี้มันก็ไม่น่าจะได้อะไรขึ้นมา เพราะความห่วงใยของท่านรัฐมนตรีท่านนั้นต่อเป้าหมายการพัฒนาของบ้านเราคงไม่เป็นที่สงสัยอะไร เพียงแต่ความพยายามในการยกตัวอย่างของท่านนั้นอาจจะนำไปสู่ความไม่ค่อยเข้าใจในบริบทของปัญหาของคนไร้บ้านในอเมริกาอยู่ไม่ใช่น้อย

เพราะหากเราพูดถึงปัญหาความยากจนของบ้านเรา ตัวอย่างคงจะต้องเพิ่มเรื่องของชนบทเข้าไปด้วย

และถ้าจะหาตัวอย่างที่ใกล้เคียงกับเรื่องของคนไร้บ้านในเมืองของอเมริกานั้น ของบ้านเราอาจจะต้องไปทำความเข้าใจความเป็นอยู่ของพี่น้องแรงงานต่างด้าวชาวพม่าตามเมืองต่างๆ ซึ่งคุณภาพชีวิตอาจจะย่ำแย่กว่าเข้าไปอีก

ขอจบเรื่องการแซวท่านรัฐมนตรีแต่เพียงเท่านี้ครับ อยากจะนำเอาเรื่องราวของประเด็นคนไร้บ้านในมหานครนิวยอร์กบางส่วนมาเล่าสู่กันฟังเพิ่มเติมดีกว่า

ในฐานะที่เคยใช้ชีวิตในเมืองใหญ่ของอเมริกา การมานิวยอร์กในรอบนี้ของผมไม่ได้รู้สึกอะไรมากนักว่านิวยอร์กมีปัญหาคนไร้บ้านมากมายจนถึงขั้นวิกฤต แต่นั่นคือความคิดเห็นที่ผิวเผิน เพราะผมไม่ได้ไปสัมผัสปัญหาในส่วนที่อาจจะมีคนไร้บ้านหนาแน่น หรือบริเวณที่มีแนวโน้มไม่ค่อยปลอดภัย เรียกว่าถ้าเราเป็นคนนิวยอร์ก ในระดับหนึ่งเราย่อมจะรู้ว่าเราควรจะใช้ชีวิตแถวไหนบ้าง จะเจอมากเจอน้อย เช่น เราคงไม่ได้เดินออกมาบนถนนหลังเที่ยงคืนอะไรทำนองนี้

อีกอย่างหนึ่งที่ความเข้าใจของผมนั้นผิวเผินมาก ที่ไม่เห็นคนไร้บ้านในสายตามากนักในรอบนี้ ก็เพราะไม่ได้ติดตามข่าวข้อถกเถียงและวิกฤตปัญหาของคนไร้บ้านในนิวยอร์ก ซึ่งถือเป็นมหานครอันดับต้นๆ ของอเมริกา และเมื่อค้นข้อมูลลึกขึ้นก็พบว่ามีทั้งวิกฤตของปัญหาและมีประเด็นที่ผู้คนตั้งคำถามถึงความไม่ชอบมาพากลของนโยบายการแก้ปัญหาคนไร้บ้านในนิวยอร์ก

รวมถึงการถกเถียงกันเรื่องของแนวทางในการแก้ปัญหา

แต่ก่อนที่จะลงไปในแต่ละประเด็นปัญหาของคนไร้บ้าน หรือเรียกในความหมายทั้งคนไร้บ้านและคนจรจัด (homeless) ซึ่งไม่ใช่แค่ไม่มีบ้านอยู่เฉยๆ อยากจะชี้ให้เห็นเรื่องเชิงบวกของปัญหาคนไร้บ้านในนิวยอร์กสักสองเรื่อง

เรื่องแรก เหตุผลที่ประเด็นเรื่องคนไร้บ้านในนิวยอร์กนั้นทำให้ผมสนใจไม่ใช่เกิดจากคำพูดของท่านรัฐมนตรีโดยตรง แต่เมื่อวันก่อนมีโอกาสได้ขึ้นรถไฟใต้ดินในนิวยอร์ก แล้วสะดุดตากับป้ายรณรงค์ของหลายองค์กรการกุศลที่เชิญชวนผู้โดยสารให้บริจาคเงินเพื่อช่วยเหลือองค์กรเหล่านั้นในการจัดหาอาหารให้คนไร้บ้าน

ความน่าสนใจของเรื่องนี้ไม่ใช่การมาอธิบายว่าการแก้ปัญหาเรื่องของคนไร้บ้านนั้นจะแก้ได้ด้วยรัฐบาลและเหล่าเทคโนแครตเท่านั้น แต่หัวใจสำคัญในการทำความเข้าใจการเมืองและประชาธิปไตยกินได้ของอเมริกานั้นอยู่ที่การทำความเข้าใจว่า อเมริกานั้นขับเคลื่อนการเมืองด้วยแม่น้ำหลายสาย

สายแรกคือนักการเมืองและพรรคการเมือง ในกรณีนี้ก็คือปัญหาคนไร้บ้านเป็นปัญหาระดับเมือง และการประสานงานกันของรัฐบาลระดับมลรัฐ คือ ผู้ว่าการรัฐ และนายกเทศมนตรีมหานครนิวยอร์ก ซึ่งเป็นตำแหน่งที่มาจากการเลือกตั้งทั้งคู่ และว่ากันว่าสองคนนี้ไม่ค่อยจะกินเส้นกันเท่าไหร่ตอนนี้

รัฐบาลในระดับเทศบาลมหานครของนิวยอร์กนั้นถึงกับมีหน่วยงานที่เรียกว่า Department of Homeless Services (DHS) หรือแปลง่ายๆ ว่า สำนักงานบริการคนไร้บ้าน คอยทำหน้าที่ดูแลคนไร้บ้านเป็นพิเศษ

แม่น้ำสายที่สองก็คือ เหล่าประชาสังคม ซึ่งหมายถึง องค์กรอาสาสมัคร/จิตอาสา หรือองค์กรสังคมสงเคราะห์ ที่ออกมาช่วยเหลือบรรเทาทุกข์ ทั้งให้อาหารแก่คนไร้บ้าน และหาที่พักอาศัยให้ รวมทั้งจัดเก็บข้อมูลของคนไร้บ้านในนิวยอร์ก งานทั้งหลายนั้นเป็นงานที่ทำร่วมกันระหว่างรัฐบาลกับภาคประชาชนส่วนนี้

แม่น้ำสายที่สามก็คือ บรรดาสื่อสารมวลชน ที่นำเสนอเรื่องราวต่างๆ ให้ผู้คนสนใจ และที่สำคัญของการทำหน้าที่สื่อของสหรัฐอเมริกานั้น สื่อไม่ได้ทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงให้กับรัฐ หรือวิจารณ์รัฐอย่างเดียว แต่สื่อในเรื่องของคนไร้บ้านนั้นทำหน้าที่ที่น่าสนใจในการลงไปเก็บเรื่องราวและเสียงจริงๆ ของคนไร้บ้านที่หลากหลาย ซึ่งทำให้เราเข้าใจเรื่องคนไร้บ้านในมิติที่ซับซ้อนขึ้น มากกว่าสื่อบางประเทศที่ทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงให้รัฐบาล หรือคิดง่ายๆ ว่าจะประกอบสร้างข่าวอย่างไร โดยการสร้างคู่ขัดแย้งเฉยๆ เช่นภาครัฐ กับนักวิชาการเท่านั้น แต่ไม่ได้ให้น้ำหนักและคุณค่าไปกับเรื่องของความซับซ้อนจากพื้นที่จริงๆ

 

ส่วนหนึ่งผมก็คิดว่าเป็นเพราะลักษณะพื้นฐานและเบื้องหลังของตัวสื่อเองที่ไม่ได้มาจากพื้นที่ปัญหาโดยตรง หรือไม่ได้สนใจปัญหาเหล่านี้โดยตรง ยิ่งปัจจุบันก็ยิ่งง่าย เพราะทำหน้าที่แค่ก๊อบปี้ความเห็นตามหน้าเว็บมาใส่ไปแทนที่การสัมภาษณ์จริงในพื้นที่อีกต่างหาก

อะไรคือปัญหาที่น่าสนใจในเรื่องของคนไร้บ้านในนิวยอร์ก? ผมก็อยากจะนำเสนอประเด็นให้เห็นบางส่วน เพื่อก้าวพ้นไปจากการตั้งคำถามว่า เราเอาประเทศอเมริกาเป็นเป้าหมายการพัฒนา หรือประเทศอเมริกาดีกว่าเราหรือไม่ มาสู่เรื่องของการเรียนรู้ข้อถกเถียงและความซับซ้อนของปัญหา

ประการแรก เรื่องของจำนวนคนไร้บ้านที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ โดยตัวเลขยืนยันว่าสูงที่สุดเมื่อเทียบกับช่วงการล่มสลายทางเศรษฐกิจของอเมริกาในช่วง 1930 (The Great Depression) ทำให้เกิดข้อสงสัยว่า การแก้ปัญหานั้นมาถูกทางหรือไม่

ประการที่สอง แนวทางการแก้ปัญหาที่กำลังเป็นอยู่ เริ่มมีคนสงสัยว่าเป็นการแก้ปัญหาที่แท้จริงหรือแก้ปัญหาแบบประชารัฐสไตล์การเมืองนิวยอร์ก

อะไรคือ “ประชารัฐแบบนิวยอร์ก” ? คำตอบก็คือ ถ้าถามชาวบ้านร้านตลาดที่เป็นอเมริกันชนทั่วไปในนิวยอร์ก เขาก็จะรู้สึกว่า แหม่ๆ รัฐบาลท้องถิ่นของเขานั้นนี้ช่างดูแลคนไร้บ้านเป็นอย่างดี ถึงกับเช่าโรงแรมให้อยู่ เช่าตึกให้อยู่ หรือมีแหล่งพักพิงชั่วคราว (shelter) ให้

ที่ซับซ้อนไปกว่านั้น มีการหาประโยชน์และสร้างแรงจูงใจระหว่างผู้ประกอบการและนักการเมืองที่อยู่ในรัฐบาลท้องถิ่นไปด้วยกัน อย่างหลายกรณี มักจะมีการเจรจาให้ทุกโครงการที่พักใหม่ๆ จะต้องมีการเปิดให้มีการนำเอาครอบครัวของคนไร้บ้าน หรือครอบครัวของผู้มีรายได้น้อยนั้นเข้าไปพักอาศัยสักร้อยละสิบหรือยี่สิบ แลกกับการได้ประโยชน์ในการลดหย่อนทางภาษี

ทีนี้เรื่องมันก็ซับซ้อนหนักไปอีกตรงที่เกิดมีโครงการใหม่ๆ บางโครงการที่ไม่รู้อีท่าไหนที่ผู้ประกอบการตัดสินใจที่เหมือนจะใจดีในการยกเอาทั้งตึกให้คนไร้บ้านเช่าพัก โดยเก็บเงินจากรัฐบาลท้องถิ่นไปเลย (รัฐบาลท้องถิ่นนอกจากจะมีงบประมาณมหาศาลแล้ว ยังมีเงินอุดหนุนจากองค์กรอาสาสมัครสังคมสงเคราะห์อีกมากมายมาร่วมอุดหนุน) แล้วไปๆ มาๆ เขาคำนวณกันว่า ราคาที่เก็บจากรัฐบาลนั้นทำท่าจะไม่น้อยกว่าที่จะเปิดให้เช่าในราคาตลาด แถมยังมีความแน่นอนและยั่งยืนกว่าอีกต่างหาก เพราะเก็บกินได้ทุกเดือนจนคนเริ่มสงสัยว่า นี่มันประชารัฐแบบนิวยอร์กหรือเปล่า คือ ทำท่าจะช่วยคนไร้บ้าน แต่ดันผันงบประมาณไปช่วยกลุ่มทุนอสังหาเข้าไปอีกในท้ายที่สุด ด้วยเงินภาษีและเงินบริจาคของประชาชน

หลายคนอาจสงสัยว่า แล้วทำไมรัฐบาลท้องถิ่นถึงใจดีอยากช่วยเหลือคนไร้บ้านขนาดนั้น คำตอบหนึ่งก็คือ นอกจากเรื่องของการกุศลและความเป็นห่วงใยในฐานะคนด้วยกันตามที่ทุกที่เขามีแล้ว อีกเรื่องหนึ่งก็คือ การดูแลคนไร้บ้านให้ดี ก็ช่วยส่งเสริมเศรษฐกิจท้องถิ่นให้เติบโต ในแง่ของเมืองก็น่าอยู่ คนก็อยากย้ายมาอยู่ แล้วก็ลดทั้งปัญหาและงบประมาณอาชญากรรมด้วย ดังนั้นถ้าเทียบงบประมาณการดูแลคนไร้บ้านแล้ว ก็อาจไม่ได้มากมายนักในภาครวม เพราะมันไปลดงบประมาณด้านอื่นลงไปด้วย

 

ประเด็นในเรื่องของคนไร้บ้านเรื่องที่สามก็คือ ความซับซ้อนของปัญหาเอง เพราะเมื่อเอ่ยถึงคนไร้บ้านนั้น เรามักจะ “นึกถึง” คนจรจัด คนร้าย และคนบ้า ซึ่งไม่ใช่ว่าไม่จริง เพราะเราคงเห็นกับตาอยู่ไม่ใช่น้อย แต่ในอีกด้านหนึ่งมันมีตัวเลขที่น่าสนใจอีกหลายเรื่องอยู่เบื้องหลังสิ่งนั้น และอาจทำให้เราเข้าใจความห่วงใยของท่านรัฐมนตรี (แม้ว่าผมจะคิดว่าท่านยกตัวอย่างแบบผิดฝาผิดตัวและตีหัวเข้าบ้านมากไป เช่นไปจับผิดปัญหาของทุกประเทศ และที่น่าตลกคือเชื่อว่าแนวคิดการพัฒนาเศรษฐกิจของบ้านเราถูกแล้ว ทั้งที่ไม่มีประเทศไหนเขาเอาเราไปเป็นเป้าหมายในการพัฒนา เว้นแต่สามสิบบาทรักษาทุกโรคนั่นแหละครับ)

ตัวเลขที่น่าสนใจนั่นก็คือ ในบรรดาคนไร้บ้านหกหมื่นกว่าคนในมหานครนิวยอร์กนี้ มีตัวเลขจำนวนครอบครัวคนไร้บ้านถึงหนึ่งหมื่นกว่าครอบครัว และมีเด็กไร้บ้าน (ที่อยู่ในครอบครัว) ถึงสองหมื่นกว่าคน เรียกว่าในจำนวนของผู้ที่พักอาศัยในที่พักพิงของทางการนั้น ส่วนใหญ่เป็นครอบครัวของคนไร้บ้าน

ความสำคัญของการตั้งคำถามกับตัวเลขแบบครอบครัวนั้นก็คือ คนไร้บ้านไม่ใช่คนบ้า หรือคนจรหมอนหมิ่น แต่มันต้องมีปัญหาอะไรบางอย่างกับระบบเศรษฐกิจ และนโยบายการจัดสรรที่อยู่อาศัยในเมืองที่ทำให้พวกเขาเหล่านั้นหลุดออกมาจากวงจรความยากจนไม่ได้

ในแง่นี้ปัญหาเรื่องคนไร้บ้านจึงไม่ใช่ปัญหาเล็กๆ ที่เพียงต้องการการสงเคราะห์ไปเป็นรายๆ ด้วยเงินบริจาค แต่มันเป็นตัวสะท้อนโครงสร้างระบบเศรษฐกิจของประเทศ และเศรษฐกิจของเมือง ทั้งนโยบายโครงสร้างพื้นฐานของเมืองในอเมริกาแต่ละเมืองด้วย ว่าการพัฒนานั้นทิ้งคนบางคนไว้ข้างหลังหรือไม่ ตามคำสวยหรูที่ท่านรัฐมนตรีท่านนั้นชี้ให้เราเห็น

จะว่าไปแล้ว ผมแอบนึกว่าประเด็นการพัฒนาที่น่าสนใจอีกประการที่เราไม่ค่อยพูดเท่าไหร่ในบ้านของเราก็คือ เรื่องของนโยบายที่ดินเมืองและที่พักอาศัยในเมือง ซึ่งไม่ค่อยมีการปฏิรูปมากนัก แต่ใช้วิธีการหลับตาข้างหนึ่ง ปล่อยให้ความไม่เป็นทางการครอบงำ เพื่อให้อยู่ๆ กันไปได้ มากกว่าการแก้ปัญหาอย่างจริงๆ จังๆ เราจึงมีบ้านเช่าและบ้านพักที่ขาดคุณภาพมากมาย แต่ก็เปิดไปได้เพื่อให้คนเลือกอยู่ตามความสามารถทางการเงินของตน หรือเล่นเอาเถิดเจ้าล่อกับตำรวจและเจ้าหน้าที่เทศกิจเป็นวันๆ ไป

ความซับซ้อนของเรื่องตัวเลขเหล่านี้ เมื่อผนวกกับการอ่านข้อมูลสัมภาษณ์ที่สื่อต่างๆ ช่วยกันนำเสนอ ทำให้เราเห็นมิติของความซับซ้อนอีกมากมายในเรื่องของคนไร้บ้านในนิวยอร์กว่า คนไร้บ้านนั้นไม่ใช่คนจรหรือคนบ้าเท่านั้น แต่เป็นคนที่เข้าระบบไม่ได้ หรือวนเวียนอยู่ในวงจรที่เข้าๆ ออกๆ จากแหล่งพักพิง ทั้งที่แต่ละวันก็พยายามทำมาหากินอยู่ในมหานครแห่งโอกาส แต่ด้วยหนี้สินหรือพื้นฐานของครอบครัวบางอย่างทำให้ไม่สามารถหลุดจากวงจรหนี้ หรือไม่สามารถที่จะหาที่พักอาศัยได้

 

อย่าลืมว่า ใครที่เคยอยู่อเมริกานั้น เรื่องสำคัญเรื่องหนึ่งที่อาจจะสำคัญไม่น้อยกว่าเลขบัตรสวัสดิการสังคมก็คือ เบอร์โทรศัพท์บ้านและที่อยู่บ้าน (จะเช่าก็ไม่เป็นไร) ในการกรอกในเอกสารต่างๆ ดังนั้น จึงเกิดคำถามเสมอๆ ในเรื่องของคนไร้บ้านทำนองไก่กับไข่ นั่นก็คือ ตกลงคนไร้บ้านนั้นไร้บ้านเพราะไม่มีงาน (เป็นหลักแหล่งทำ) หรือเพราะเขาไม่มีงาน (ที่มั่นคงทำ) เพราะเขาเป็นคนไร้บ้านกันแน่?

มีเหตุผลอีกหลายประการที่ทำให้คนหลายคนเลือกที่จะเป็นคนไร้บ้านที่ไม่ยอมเข้าไปรับบริการส่วนหนึ่งของรัฐบาลท้องถิ่น อาทิ มีปัญหาทางจิต หรือไม่อยากอยู่เป็นเวลาในแหล่งพักพิง ที่จะเปิดและมีกิจกรรมตามเวลา ไม่ใช่นอนเล่นได้ทั้งวัน หรือแม้กระทั่งความไม่ปลอดภัยภายในศูนย์พักพิงเหล่านั้น ที่อาจจะมีขาใหญ่ หรือความไม่ปลอดภัยในชีวิตทรัพย์สิน

ในแง่นี้ส่วนหนึ่งที่เราต้องทำความเข้าใจว่าทำไมคนไร้บ้านนั้นเขาถึงปรากฏกายให้เราเห็น ก็เพราะว่าการถูกจ้องมองจากพวกเรานั้นเป็นความปลอดภัยและมั่นคงในชีวิตเขา ตั้งแต่เรื่องของการขอเศษเงิน ขายหนังสือพิมพ์การกุศลที่กำไรไปเข้ากับพวกเขา หรือแม้กระทั่งถูกจ้องมองจากพวกเรานั้นเขาก็อยู่ในสายตาและปลอดภัย (ในบ้านเราการที่คนไร้บ้านส่วนหนึ่งพยายามเข้ามานอนที่สถานีรถไฟตอนดึกๆ ก็เพราะเขาปลอดภัยกว่าไปแอบอยู่ตามซอกหลืบ หรือในอเมริกา การนอนในสถานีรถไฟใต้ดินหรือบนรถไฟนั้นก็ช่วยให้เขาปลอดภัยกว่าไปอยู่ในที่มืดๆ)

ไม่ใช่บอกว่าอย่าไปกลัวพวกเขาเลยนะครับ แต่เรื่องก็คือ เรื่องเล็กๆ น้อยๆ เช่นนี้เราอาจจะมองไม่เห็นถึงคิดแต่จะหนี หรือตั้งท่ารังเกียจเขาไปเสียทั้งหมด (ส่วนตัวผม คนไร้บ้านจำนวนหนึ่งจะเลี้ยงหมาน่ารักเอาไว้กอดแก้หนาว และเป็นอุปกรณ์อย่างหนึ่งในการขอความเมตตาจากคนทั่วไปด้วย)

อีกเรื่องหนึ่งที่กลายเป็นความกดดันกับคนไร้บ้านในอเมริกาคือ ถ้าไม่ป่วยทางจิต ก็อาจถูกบีบคั้นจากระบบการให้บริการจนป่วยทางจิตไปเอง ตามเรื่องราวที่เขาชอบนำมาถ่ายทอดกัน เพราะการจะเข้าไปพักอาศัยตามศูนย์พักพิงนั้นจะต้องผ่านการสัมภาษณ์ในเรื่องส่วนตัวมากมาย และในหลายๆ กรณีนั้น คนเหล่านี้อาจจะมีมุมมองบางอย่างในโลกที่ตรงกับความคาดหวังของฝ่ายผู้ให้บริการและอาจทำให้พวกเขาต้องหลุดออกจากศูนย์เหล่านั้น ซึ่งทำให้พวกเขาต้องมีความกังวลตลอดเวลาที่จะต้อง “ทำตัวให้เป็นปกติตามมาตรฐานของการสังคมสงเคราะห์ของศูนย์นั้น”

สำหรับในกรณีของการไปได้รับความช่วยเหลือแม้ว่าอาจจะได้พักในโรงแรมระดับพอดีๆ ในบางที่ จนถึงกับคนออกมาพูดว่า เป็นคนไร้บ้านนี่ดีนะ รัฐบาลดูแลขนาดเช่าโรงแรมให้อยู่ พอเอาเข้าจริงเรื่องราวก็ไม่ง่ายขนาดนั้น เพราะมีระเบียบมากมายที่ไม่ให้ผู้พักเหล่านั้นไปปะปนกับแขกในโรงแรม อาจจะเป็นเรื่องของการใช้พื้นที่ทำครัวที่ต้องถูกแยก หรือต้องไม่ให้แขกในโรงแรมเห็นตัว หรือบางทีที่พักอาจจะอยู่ไกลแหล่งงาน หรือในกรณีการพักในศูนย์พักพิงนั้นอาจจะมีระเบียบมากมายที่ไม่ได้สอดคล้องกับความเป็นจริงของการทำงานจนเขามีปัญหาในที่ทำงาน เป็นต้น

ส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหาเรื่องคนไร้บ้านในอเมริกาที่เริ่มเป็นที่ยอมรับกันก็คือเรื่องของการมีความเข้าใจโลกของพวกเขาเหล่านั้นมากกว่าไปมโนเอาเองว่าเขาเป็นไปในแบบที่เราคิด หรือเชื่อว่าที่เราช่วยเขาแล้วมันดีที่สุดแล้ว และส่วนที่สองคือการผลักดันส่งเสริมให้เขากลับสู่ระบบปกติได้ ทั้งในแง่งานและการมีที่พักอาศัยที่มั่นคง และการจัดการการเงิน การผ่อนชำระเพื่อมีบ้านพักอาศัยได้ กล่าวคือ ประชาธิปไตยในอเมริกานั้นจะต้องทั้ง “กินได้” และ “มีที่พักอาศัยที่มั่นคง” ไปพร้อมๆ กันครับ

แน่นอนครับว่าเราคงไม่ได้เอาอเมริกาเป็นต้นแบบในการพัฒนา แต่เราอาจจะสามารถเข้าใจข้อถกเถียงและความซับซ้อนของปัญหาและการแก้ปัญหาของเรื่องราวทางเศรษฐกิจของอเมริกาได้ และสังคมอเมริกาก็ยังเป็นสังคมที่มีเสน่ห์ให้เราค้นหาอยู่เสมอ

มิพักต้องกล่าวถึงความมหัศจรรย์ในทุกๆ นาทีที่คุณจะได้พบในมหานครนิวยอร์กโดยเฉพาะครับ