พระราชบัญญัติทรัพยากรนํ้าแห่งชาติใช้แก้ปัญหากรุงเทพฯ ขาดนํ้าดิบในการผลิตนํ้าประปาได้จริงหรือ?

หลังจากก่อสร้างอ่างเก็บน้ำเขื่อนสิริกิติ์แล้วเสร็จในปี พ.ศ.2514 ผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าใจว่าปริมาณน้ำที่สามารถเก็บกักได้ในอ่างเก็บน้ำเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์มีมากพอที่จะเปิดโครงการชลประทานด้านท้ายน้ำได้อีกมาก ร้อนถึงธนาคารโลกซึ่งให้กู้เงินมาพัฒนาโครงการชลประทานเจ้าพระยา อ่างเก็บน้ำเขื่อนภูมิพลและอ่างเก็บน้ำเขื่อนสิริกิติ์ ได้เสนอแนะให้ว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษาจากต่างประเทศมาศึกษาการใช้น้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยา-แม่กลอง (Chao Phraya-Meakong Basin Study)

อนึ่ง บริษัทที่ปรึกษาที่ได้รับการคัดเลือกให้มาศึกษาเป็นบริษัทที่ปรึกษาขนาดใหญ่จากประเทศแคนาดา ซึ่งมีผลงานอยู่ทั่วโลก รวมทั้งในประเทศสหรัฐอเมริกาด้วย และผู้เขียนเคยไปปฏิบัติงานที่สำนักงานใหญ่ของบริษัทนี้ในปี พ.ศ.2517-2518

ผลการศึกษาการใช้น้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยาอย่างเป็นระบบด้วยแบบจำลอง ปรากฏว่าปริมาณน้ำที่สามารถเก็บกักได้ในอ่างเก็บน้ำเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์มีไม่เพียงพอสำหรับการเพาะปลูกฤดูแล้งในเขตโครงการชลประทานเจ้าพระยาได้เต็มพื้นที่ (เต็มตามความสามารถที่คลองส่งน้ำจะส่งให้ได้) ทุกปี

เป็นผลให้โครงการชลประทานพิษณุโลกฝั่งซ้าย (หันหน้าตามน้ำ) ระยะที่ 2 ในเขต จ.พิษณุโลก พิจิตร และ นครสวรรค์ ประมาณ 5 แสนไร่ ต้องถูกยกเลิก เพราะการพัฒนาเพื่อเพาะปลูกฤดูฝนอย่างเดียวไม่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจ

การศึกษาดังกล่าวมีข้อเสนอแนะที่สำคัญมากข้อหนึ่งคือ ไม่ควรก่อสร้างอ่างซ้อนอ่างแล้วเปิดพื้นที่ชลประทานท้ายอ่างด้านเหนือน้ำเพิ่ม เพราะจะเป็นการย้ายการเพาะปลูกฤดูแล้งจากโครงการชลประทานเจ้าพระยาไปยังพื้นที่ชลประทานท้ายอ่างด้านเหนือน้ำ ซึ่งต้องเสียค่าก่อสร้างเพิ่ม และขณะนั้นอ่างเก็บน้ำเขื่อนแม่งัดพร้อมระบบชลประทานท้ายอ่างในเขตจังหวัดเชียงใหม่และอ่างเก็บน้ำเขื่อนแม่กวง พร้อมระบบชลประทานท้ายอ่างในเขต จ.ลำพูน เหนืออ่างเก็บน้ำเขื่อนภูมิพลยังไม่ได้ก่อสร้าง

หลังจากนั้นบริษัทที่ปรึกษาได้เพิ่มประสิทธิภาพการจัดการน้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยาด้วยการพัฒนาแบบจำลอง สำหรับจัดสรรน้ำล่วงหน้ารายสัปดาห์และใช้งานประมาณปี พ.ศ.2522-2525

เมื่อสิ้นสุดสัญญาจ้างก็ได้หยุดการจัดสรรน้ำล่วงหน้ารายสัปดาห์ด้วยแบบจำลองในลุ่มน้ำเจ้าพระยา เพราะหน่วยงานที่รับผิดชอบไม่สามารถดำเนินการต่อได้

อย่างไรก็ดี ต่อมาก็ได้มีการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำเขื่อนแม่งัดพร้อมระบบชลประทานท้ายอ่างและอ่างเก็บน้ำเขื่อนแม่กวงพร้อมระบบชลประทานท้ายอ่าง โดยก่อสร้างอ่างที่มีขนาดใหญ่เกินไปจนไม่มีน้ำจะให้เก็บกักได้เต็มอ่าง และปัจจุบันกำลังก่อสร้างอุโมงค์ผันน้ำจากแม่น้ำแม่แตง (แม่น้ำแม่แตงไหลลงแม่น้ำปิงเหนือที่ตั้ง จ.เชียงใหม่) ไปยังแม่น้ำปิง-อ่างเก็บน้ำเขื่อนแม่งัด และอ่างเก็บน้ำเขื่อนแม่กวง เหนืออ่างเก็บน้ำเขื่อนภูมิพล ทั้งๆ ที่ในปัจจุบันอ่างเก็บน้ำเขื่อนภูมิพลมีปริมาตรอ่างว่างโดยเกณฑ์เฉลี่ยปีละเกือบ 4,000 ล้าน ลบ.ม.

ดังนั้น โครงการดังกล่าวนี้จึงเป็นโครงการที่ไม่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจ และในปัจจุบันกำลังก่อสร้างเขื่อนผาจุก (เขื่อนผันน้ำเพื่อการชลประทาน) พร้อมระบบชลประทานในเขต จ.อุตรดิตถ์ ท้ายอ่างเก็บน้ำเขื่อนสิริกิติ์ อีกนับแสนไร่ ซึ่งเป็นโครงการลักษณะเดียวกับโครงการพิษณุโลก ระยะที่ 2 ที่ถูกยกเลิกไป ดังนั้น โครงการเขื่อนผาจุกจึงเป็นโครงการที่ไม่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจ

อนึ่ง ในปี พ.ศ.2536 ได้เกิดความแห้งแล้งอย่างรุนแรงในลุ่มน้ำเจ้าพระยา จนทำให้น้ำเค็มขึ้นมาถึงสถานีสูบน้ำสามแล จ.ปทุมธานี ของการประปานครหลวง แต่ความเค็มยังไม่เกินข้อกำหนดของน้ำดิบที่ใช้ในการผลิตน้ำประปา ได้มีความพยายามที่จะผันน้ำจากแม่น้ำแม่กลองมาลงแม่น้ำท่าจีน และสูบน้ำจากแม่น้ำท่าจีนผ่านคลองพระยาบันลือมาลงแม่น้ำเจ้าพระยาท้ายศูนย์ศิลปาชีพบางไทร แต่ผันน้ำมาได้เพียงประมาณ 5-10 ลบ.ม.ต่อวินาที เท่านั้น เผอิญโชคดีที่ในวันที่ 5 พฤษภาคม 2536 เกิดฝนตกที่นครสวรรค์มากกว่า 200 มม. จึงทำให้ปัญหาการขาดน้ำดิบในการผลิตน้ำประปาคลี่คลายไปในทางที่ดี

หลังจากปี พ.ศ.2536 การพัฒนาแหล่งน้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยาทั้งโครงการชลประทานขนาดกลางและขนาดใหญ่ ไม่ได้มีการศึกษาการใช้น้ำอย่างเป็นระบบลุ่มน้ำที่ถูกต้องดังที่ประเทศที่พัฒนาแล้วได้ดำเนินการและตามที่บริษัทที่ปรึกษาจากต่างประเทศได้ศึกษาไว้ แต่กลับศึกษาเพื่อพัฒนาเป็นโครงการๆ ไป ซึ่งเป็นผลให้ไปลดปริมาณน้ำใช้เพื่อการเพาะปลูกฤดูแล้งในเขตโครงการชลประทานเจ้าพระยาและเพื่อการประปาของการประปานครหลวงและปริมาณน้ำใช้เพื่อดันน้ำเค็มซึ่งอยู่ท้ายน้ำสุดของลุ่มน้ำโดยเฉพาะในฤดูแล้ง

จึงทำให้เชื่อได้อย่างแน่นอนว่าถ้าเกิดความแห้งแล้ง เช่น ปี พ.ศ.2536 ขึ้นมาอีก กรุงเทพฯจะขาดน้ำดิบในการผลิตน้ำประปาอย่างแน่นอน

ข้อเสนอแนะในการแก้ปัญหา ประกอบด้วย1.หยุดการพัฒนาโครงการผันน้ำจากแม่น้ำแม่แตง-แม่น้ำปิง-อ่างเก็บน้ำเขื่อนแม่งัดและอ่างเก็บน้ำเขื่อนแม่กวง และโครงการชลประทานเขื่อนผาจุก เพราะไม่ได้มีการศึกษาอย่างเป็นระบบลุ่มน้ำที่ถูกต้อง จึงเป็นโครงการที่ไม่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจ เพราะจะเป็นการย้ายการใช้น้ำจากโครงการชลประทานด้านท้ายน้ำ (ซึ่งก็มีน้ำไม่เพียงพออยู่แล้ว) มาใช้ในโครงการดังกล่าว

2.ในอนาคตถ้าจะมีการพัฒนาโครงการแหล่งน้ำทั้งขนาดกลางและขนาดใหญ่บนลุ่มน้ำเจ้าพระยาก่อนการพัฒนาจะต้องมีการศึกษาอย่างเป็นระบบลุ่มน้ำที่ถูกต้อง ดังที่ประเทศที่พัฒนาแล้วกระทำกัน (รวมทั้งโครงการแม่วงก์ด้วย) หรือตามที่บริษัทที่ปรึกษาจากประเทศแคนาดาได้ศึกษาเป็นตัวอย่างไว้ในช่วงปี พ.ศ.2522-2525

3.รีบศึกษาเพื่อผันน้ำจากสาขาของแม่น้ำสาละวินที่อยู่ในประเทศไทย โดยเฉพาะโครงการที่มีศักยภาพสูงทั้ง 3 โครงการ ที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยได้เคยศึกษาไว้มาลงอ่างเก็บน้ำเขื่อนภูมิพลโดยจะต้องมีการศึกษาการใช้น้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยาอย่างเป็นระบบด้วยแบบจำลองควบคู่ไปด้วย ทั้งนี้ เพื่อจะได้ทราบว่าโครงการผันน้ำโครงการใดบ้างที่มีความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ

4.เพิ่มประสิทธิภาพการจัดการน้ำอย่างเป็นระบบด้วยแบบจำลองบนลุ่มน้ำเจ้าพระยา ดังเช่นที่เคยปฏิบัติมาแล้วในช่วงปี พ.ศ.2522-2525 โดยนำมาประยุกต์ใช้ให้ทันสมัยและเหมาะสม รวมทั้งมีการเก็บข้อมูลจากสนามมาสอบเทียบแบบจำลองที่มากพอและเป็นเวลานานพอด้วย และนำไปประยุกต์ใช้ในลุ่มน้ำอื่นของประเทศ เช่น ลุ่มน้ำชี เป็นต้น ถ้าสามารถดำเนินการได้ จะช่วยลดปัญหาน้ำท่วมและภัยแล้งในลุ่มน้ำเจ้าพระยาได้มาก

5.ปฏิรูปหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เป็นหน่วยงานที่ปฏิบัติงานเฉพาะทาง ดังเช่นประเทศที่พัฒนาแล้วได้กระทำมาเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 50 ปี

6.เพื่อให้โครงการแหล่งน้ำที่จะพัฒนาขึ้นมาใหม่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจและเกิดประโยชน์สูงสุด จึงเสนอแนะให้เพิ่มข้อความในพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ฉบับที่กำลังร่างอยู่ดังนี้ “โครงการแหล่งน้ำที่จะพัฒนาขึ้นมาใหม่ จะต้องศึกษาการใช้น้ำอย่างเป็นระบบลุ่มน้ำที่ถูกต้อง ทั้งนี้ เพื่อไม่ให้โครงการที่จะพัฒนาขึ้นมาใหม่ไปลดผลประโยชน์ของโครงการที่พัฒนาอยู่ก่อนแล้ว” ดังเช่นที่ได้เกิดขึ้นและกำลังเกิดขึ้นในลุ่มน้ำเจ้าพระยา และลุ่มน้ำอื่นของประเทศ

ผู้เขียนเชื่อว่าถ้าดำเนินการตามข้อเสนอแนะ หลังจากที่สามารถผันน้ำจากสาขาของแม่น้ำสาละวินที่อยู่ในประเทศไทยโดยเฉพาะโครงการที่มีความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจมาลงอ่างเก็บน้ำเขื่อนภูมิพลได้แล้วและมีการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการน้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยาอย่างเป็นระบบด้วยแบบจำลองแล้ว และถ้าเกิดความแห้งแล้งเช่นปี พ.ศ.2536 ขึ้นมาอีก กรุงเทพฯจะไม่ขาดน้ำดิบในการผลิตน้ำประปาอย่างแน่นอน และถ้าผันน้ำมาได้แล้ว แต่ความแห้งแล้งเช่นปี พ.ศ.2536 ไม่เกิดขึ้นอีก และถ้าโครงการผันน้ำได้ศึกษาอย่างเป็นระบบลุ่มน้ำที่ถูกต้อง โครงการผันน้ำดังกล่าวก็ยังเป็นโครงการที่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจ เพราะโครงการชลประทานเจ้าพระยายังขาดน้ำเพื่อการเพาะปลูกฤดูแล้งเป็นปริมาณมาก จึงไม่มีเหตุผลอะไรที่จะไม่รีบดำเนินการ

อนึ่ง ถ้าไม่ดำเนินการอะไรเลยและปล่อยให้เป็นเช่นนี้เรื่อยๆ ไป นอกจากเศรษฐกิจของประเทศที่เกิดจากการพัฒนาและการจัดการน้ำจะไม่ดีขึ้นแล้ว ผลกระทบที่จะเกิดจากภัยแล้งและน้ำท่วมต่อประชาชนก็จะรุนแรงมากยิ่งขึ้น และถ้าเกิดความแห้งแล้งเช่นปี พ.ศ.2536 ขึ้นมาอีก กรุงเทพฯจะขาดน้ำดิบในการผลิตน้ำประปาอย่างแน่นอน

กล่าวโดยสรุป การพัฒนาแหล่งน้ำก่อนการพัฒนาจะต้องทำการศึกษาการใช้น้ำอย่างเป็นระบบลุ่มน้ำที่ถูกต้องเพื่อวัตถุประสงค์ที่สำคัญ 2 ประการคือ
1) ไม่ให้โครงการที่เกิดขึ้นก่อนไปขัดขวางโครงการที่จะเกิดขึ้นในภายหลัง และ
2) ไม่ให้โครงการที่จะเกิดขึ้นในภายหลังไปลดผลประโยชน์ของโครงการที่เกิดขึ้นก่อนแล้ว
ทั้งนี้ เพื่อให้การพัฒนาแหล่งน้ำในลุ่มน้ำเกิดประโยชน์สูงสุด
อนึ่ง ลุ่มน้ำเจ้าพระยาซึ่งเป็นลุ่มน้ำที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ และได้พัฒนาโครงการชลประทานเจ้าพระยาซึ่งอยู่ท้ายน้ำสุดขึ้นมาก่อน ต่อมาได้มีการว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษาขนาดใหญ่จากต่างประเทศ ซึ่งมีผลงานอยู่ทั่วโลกรวมทั้งสหรัฐอเมริกาด้วย เข้ามาศึกษาการใช้น้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยาอย่างเป็นระบบด้วยแบบจำลอง ภายใต้โครงการเงินกู้จากธนาคารโลก (ตามคำแนะนำของธนาคารโลก) รายงานผลการศึกษาออกมาประมาณปี พ.ศ.2522
จากผลการศึกษาดังกล่าวมีข้อเสนอแนะสำหรับการที่จะพัฒนาโครงการแหล่งน้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยาที่จะดำเนินการต่อไปไว้ดีมาก แต่เป็นที่น่าเสียดายที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ได้สนใจข้อเสนอแนะดังกล่าว แต่กับไปดำเนินการโครงการพัฒนาแหล่งน้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยาเหนือน้ำของโครงการชลประทานเจ้าพระยาโดยมิได้มีการศึกษาการใช้น้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยาอย่างเป็นระบบที่ถูกต้องตามคำแนะนำของบริษัทที่ปรึกษาดังที่กล่าวไว้ในตอนต้นหลายโครงการ จึงทำให้เกิดการย้ายการใช้น้ำจากโครงการชลประทานเจ้าพระยาไปยังโครงการชลประทานที่เปิดใหม่ด้านเหนือน้ำหลายโครงการ

ฉะนั้น โครงการพัฒนาแหล่งน้ำเหล่านี้นอกจากจะเป็นโครงการที่ไม่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจแล้ว ถ้าในอนาคตเกิดความแห้งแล้งเช่นปี พ.ศ.2536 ขึ้นมาอีกจะทำให้กรุงเทพฯ (ซึ่งอยู่ท้ายน้ำสุดของลุ่มน้ำ) ขาดน้ำดิบในการผลิตน้ำประปาอย่างแน่นอน

เมื่อรายงานการศึกษาการใช้น้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยาออกมาประมาณปี พ.ศ.2522 ทำให้ทราบว่าโครงการชลประทานเจ้าพระยาขาดน้ำเพื่อการเพาะปลูกฤดูแล้งเป็นจำนวนมาก ทำให้มีการศึกษาถึงการผันน้ำจากนอกลุ่มน้ำ (แต่อยู่ในประเทศไทย) มาเพิ่มให้กับลุ่มน้ำเจ้าพระยาหลายโครงการ เช่น โครงการ กก-อิง-น่าน โดยบริษัทที่ปรึกษาจากประเทศอังกฤษ และการผันน้ำจากสาขาแม่น้ำสาละวินที่อยู่ในประเทศไทยมาลงอ่างเก็บน้ำเขื่อนภูมิพล โดยไจก้าจากประเทศญี่ปุ่น

ส่วนผู้เขียนได้ศึกษาเบื้องต้นเกี่ยวกับการผันน้ำจากลุ่มน้ำปายตอนบนมาลงแม่น้ำแม่แตง ซึ่งไหลลงแม่น้ำปิงเหนือตัว จ.เชียงใหม่ ลงพิมพ์ในวิศวกรรมสาร วสท.ปี พ.ศ.2535 และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยได้ศึกษาเพื่อผันน้ำจากสาขาของแม่น้ำสาละวินที่อยู่ในประเทศไทยมาลงอ่างเก็บน้ำเขื่อนภูมิพล

โดยสรุปผลการศึกษาว่า มีโครงการที่มีศักยภาพสูง 3 โครงการ (โดย 1 โครงการมีลักษณะใกล้เคียงกับโครงการของผู้เขียน) สามารถผันน้ำมาลงอ่างเก็บน้ำเขื่อนภูมิพลได้ปีละประมาณ 1,350 ล้าน ลบ.ม. (ซึ่งอ่างเก็บน้ำเขื่อนภูมิพล ปัจจุบันมีปริมาตรอ่างว่างโดยเกณฑ์เฉลี่ยปีละเกือบ 4,000 ล้าน ลบ.ม.) โดยรายงานการศึกษาได้ลงพิมพ์ในปี พ.ศ.2536 และโครงการผันน้ำทั้ง 3 โครงการนี้จะมีความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจหรือไม่จะต้องมีการศึกษาการใช้น้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยาอย่างเป็นระบบด้วยแบบจำลอง และถ้าสามารถผันน้ำมาได้ ก็ยังจำเป็นจะต้องเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการน้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยาโดยการจัดสรรน้ำล่วงหน้ารายสัปดาห์ด้วยแบบจำลองดังเช่นที่เคยปฏิบัติในปี พ.ศ.2522-2525

จากเหตุผลโดยย่อดังกล่าว จึงน่าจะมีการย้ายการใช้น้ำ (ดังเช่นที่เกิดขึ้นในลุ่มน้ำเจ้าพระยา) เพื่อการชลประทานเกิดขึ้นในลุ่มน้ำอื่นของประเทศ เพราะหลังจากปี พ.ศ.2522 หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่เคยศึกษาการใช้น้ำในลุ่มน้ำอย่างเป็นระบบด้วยแบบจำลองที่ถูกต้อง ก่อนที่จะพัฒนาแหล่งน้ำในลุ่มน้ำเลย ยกเว้นลุ่มน้ำชีโดยกรมพัฒนาและส่งเสริมพลังงานศึกษาในปี พ.ศ.2544 และปัจจุบัน (ก.พ.2561) กำลังจะก่อสร้างอ่างเก็บน้ำเขื่อนชีบน โดยไม่ได้มีการศึกษาการใช้น้ำอย่างเป็นระบบลุ่มน้ำ

จึงมีราษฎรที่จะได้รับผลกระทบอย่างแน่นอน

สุดท้ายผู้เขียนขอขอบพระคุณบริษัท เอเคอร์ อินเตอร์เนชันแนล ลิมิทเตด จากประเทศแคนาดา ที่สนับสนุนให้ผู้เขียนได้ไปปฏิบัติงานที่สำนักงานใหญ่ของบริษัทซึ่งปฏิบัติงานเฉพาะทางเป็นเวลา 1 ปี และมีงานมาให้ปฏิบัติจากทั่วโลกรวมทั้งสหรัฐอเมริกาด้วย (2517-2518) กับอีก 3 ปี (2522-2524) ในโครงการ “การศึกษาการใช้น้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยาอย่างเป็นระบบด้วยแบบจำลอง”

ถ้าปราศจากการสนับสนุนดังกล่าวแล้วการเขียนบทความเรื่องนี้คงเป็นไปไม่ได้

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ฉลอง เกิดพิทักษ์

บทความก่อนหน้านี้จับแล้ว! คนร้ายพยายามจี้ร้านทอง สารภาพอยากได้เงินสักก้อนไปใช้จ่าย-สร้างบ้านให้แม่
บทความถัดไปอนาคตของพม่าอยู่ในอุ้งมือ นักธุรกิจเก่าๆ และทหารแก่ๆ โดย ลลิตา หาญวงษ์