เปลี่ยนประเทศไทยด้วย ประชาธิปไตย(ใหม่) โดย ไพโรจน์ วงศ์วิภานนท์

ในบรรยากาศที่ประเทศไทยกำลังเข้าสู่โหมดเลือกตั้งในอนาคตอันใกล้ ในช่วง 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมา ผู้เขียนรู้สึกดีใจและมีความสุขที่ได้เห็นการเปลี่ยนแปลงในบางเรื่องของการเมืองไทย ได้เห็นการเกิดของพรรคการเมืองใหม่ 2 พรรค คือ พรรคอนาคตใหม่ และพรรคเกรียน ผู้เขียนได้เข้าไปหาข้อมูลเพิ่มเติมในโซเชียล
มีเดีย เช่น Google Youtube ซึ่งเดี๋ยวนี้ทันสมัยและเร็วมาก ได้อ่านและฟัง แม้ผู้เขียนจะรู้พื้นเพของผู้ก่อตั้งพรรคทั้งสองนี้มาบ้างพอสมควร

ความดีใจและความสุขของผู้เขียนไม่ได้อยู่ที่เพียงสองพรรคนี้ (หรือไม่ว่าจะพรรคไหนก็ตาม) ประกาศจุดยืนไม่เอานายกฯคนนอก ซึ่งถ้าเป็นเพียงแค่นี้ ถึงแม้จะเป็นประเด็นสำคัญก็คงไม่ใช่ปรากฏการณ์ที่สำคัญอะไรมากมาย จะขอพูดถึงกรณีของพรรคอนาคตใหม่เป็นพิเศษ ผู้เขียนคิดว่าการเปิดตัวของพรรคอนาคตใหม่ สำหรับผมเป็นอะไรที่น่าสนใจและน่าตื่นเต้นมาก การที่คนอย่างอาจารย์ ดร.ปิยบุตร จากกลุ่มนิติราษฎร์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งเคยเขียนหนังสือ บทความ และกล้าแสดงความคิดความเห็นอย่างบริสุทธิ์ใจนั้น กล้าลาออกจากราชการ ทั้งที่ยังหนุ่มแน่น

สำหรับผมเป็นนิมิตหมายที่ดีสำหรับสังคมและการเมืองไทย โดยเฉพาะเมื่อมาจับมือกับนักธุรกิจหนุ่มอย่าง คุณธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ซึ่งก็ยังหนุ่มมาก มาตั้งพรรคการเมือง ย่อมไม่ใช่เป็นอะไรที่ธรรมดา โดยเฉพาะเมื่อผมเคยรับซื้อและอ่านวารสารอย่าง “ฟ้าเดียวกัน” มาเป็นเวลานาน และรู้ว่าคุณธนาธรเป็นผู้หนึ่งที่ให้การสนับสนุนทางการเงินแก่วารสารฉบับนี้ ผู้เขียนอาจจะต่างกับคนอื่นบางคนที่อาจจะมีความรู้สึกว่า คนทุกคนที่ทำหนังสือหรือเกี่ยวข้องกับวารสารฟ้าเดียวกันน่าจะเป็นคนที่มีหัวรุนแรง ไม่ชอบหรือต้องการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างสถาบัน เช่น สถาบันกษัตริย์ของประเทศไทย

แต่ผู้เขียนไม่เคยคิดเช่นนั้น ผู้เขียนชอบอ่านฟ้าเดียวกันเพราะเป็นวารสารที่เจาะลึกในการตั้งประเด็น และหาข้อเท็จจริง ทำให้เกิดการคิด ข้อโต้แย้ง และจำนวนมากก็เป็นบทความวิชาการที่ดีมากจากนักเขียนที่เป็นนักวิชาการชั้นนำ เช่นเดียวกับอาจารย์ปิยบุตร ซึ่งเกี่ยวพันกับกลุ่มนิติราษฎร์นั้น
ผู้เขียนก็คิดว่ากลุ่มนี้และงานของ ดร.ปิยบุตรก็เป็นงานทางวิชาการ ทางนโยบาย เป็นมุมมองในเชิงโครงสร้างที่ผู้อ่านอย่างผู้เขียนเมื่ออ่านแล้วก็ไม่ได้รู้สึกเป็นเรื่องของแสลงหรือเป็นพิษเป็นภัยแต่อย่างใด แม้ว่ามีบางเรื่องที่ผู้เขียนเองก็ไม่ได้เห็นด้วยกับกลุ่มนิติราษฎร์ในทุกเรื่อง

ผมจึงเห็นว่าทั้งสองคนนี้น่าจะเป็นเพชรงามสำหรับการเมืองไทยในอนาคต ผมเริ่มรู้สึกว่าอนาคตการเมืองไทย ประชาธิปไตยไทย ไม่น่าจะมืดมนไร้อนาคต ที่น่าชมเชยและน่าทึ่งมากก็คือ ทั้งสองคนมีความตั้งใจแน่วแน่ว่าจะต่อสู้เพื่อให้เกิดประชาธิปไตยที่แท้จริงในเมืองไทย ทำให้สังคมไทยก้าวหน้าทันโลก และถ้าไม่ชนะก็จะไม่เลิก


ผ มไม่คิดว่าพรรคนี้จะชนะแบบพลิกแผ่นดิน อย่างน้อยก็ในอนาคตอันใกล้ แต่พรรคนี้น่าจะเป็นผู้นำกล้าที่จะมีมุมมองปัญหาของประเทศและทางออกในอนาคต ทั้งในเรื่องใหญ่ๆ และเรื่องเล็กๆ โดยใช้มุมมองในเชิงโครงสร้าง มีทิศทางและอุดมการณ์ประกาศชัดเจน (จากวิกิพีเดีย) เช่น พัฒนาการนิยมคตินิยม สิทธิสตรี สังคมนิยมแบบประชาธิปไตย ประชานิยมปีกซ้าย อิสระนิยมอย่างซ้าย แน่นอนว่าเรายังคงต้องติดตามรายละเอียดและงานทางด้านนโยบาย และวิธีแก้ปัญหา ซึ่งในความเป็นจริง ในชีวิตจริงจะไม่ใช่เรื่องง่าย ที่จะดึงดูดความสนใจของทั้งคนรุ่นเก่ารุ่นใหม่ และแปลงเป็นคะแนนเสียงในการเลือกตั้ง

แต่มีอะไรอีกหลายอย่างที่ผู้เขียนคิดว่าน่าจะเป็นมิติใหม่ของการเมืองไทยที่ต้องติดตามดู เช่น ที่สำคัญมากคือ ทั้งพรรคอนาคตใหม่และพรรคเกรียนจะสามารถลบภาพพจน์เดิมๆ ที่สังคมไทยซึ่งรวมทั้งทหาร จริงบ้างไม่จริงบ้างกับพฤติกรรมด้านลบของนักการเมือง โดยเฉพาะการทุจริตคอร์รัปชั่น การหลุดออกมาจากระบบการเมืองอุปถัมภ์ หรือภาพของนักการเมืองที่ไม่มีคุณภาพ ไม่สามารถนำสังคมได้อย่างน่าเชื่อถือ มีการคิดและออกแบบนโยบายที่ก้าวหน้าทันสมัย กล้าที่จะทำและคิดนอกกรอบเดิมๆ กล้าลองของใหม่ๆ ถ้าทำได้ สองพรรคนี้ก็จะมีคุณูปการมหาศาลต่อการเมืองไทย การจะไม่ใช้เงินส่วนตัวก็ดี จะระดมทุนแบบ crowd-funding การเปิดประเด็นเรื่องอนาคตของทหารกับการเมืองไทย หรือการยกเลิกการเกณฑ์ทหาร นี่เป็นเพียงบางตัวอย่างที่มีการยกขึ้นมา

แต่ที่สำคัญมากที่พรรคนี้ให้ความสำคัญอยู่ที่การจะต้องถอดรื้อหรือ deconstruct รัฐธรรมนูญ และกฎหมายหลักๆ ของ คสช. ซึ่งจะเป็นกรอบใหญ่หรือมรดกที่รัฐบาลใหม่หรือสังคมไทยต้องถูกวางหรือจำกัดการเดินตามแนวทางหรือ masterplan ที่รัฐบาล คสช.วางไว้ (เช่น ภายใน 20 ปีต้องปฏิรูปแบบนี้ แบบนั้น ฯลฯ) มีความเป็นไปได้ว่า แม้ไม่มีพรรคอนาคตใหม่ แล้วแต่ว่าใครมาเป็นรัฐบาล เป็นไปได้ว่าพรรคหลักๆ พรรคใหญ่ เช่น เพื่อไทย หรือประชาธิปัตย์ คงพยายามที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในหลายๆ เรื่องที่อาจจะเป็นอุปสรรคถ้าพรรคของตัวเองได้เป็นรัฐบาล แต่ผู้เขียนคิดว่ามันไม่น่าจะเหมือนกับโลกทัศน์ วิธีคิด วิธีการมองปัญหาอย่างเป็นระบบของพรรคอนาคตใหม่ที่มี ดร.ปิยบุตรเป็นผู้ครองความคิดนำ สิ่งที่สังคมหรือประชาชนจะได้คือการเกิดวาทกรรมใหม่ การต่อสู้หรือการเผชิญหน้ากันทางความคิด ซึ่งเป็นเรื่องที่งดงาม

ประเทศไทยต้องก้าวไปข้างหน้า ความก้าวหน้าต้องการการเปลี่ยนแปลง การเลือกตั้งครั้งหน้าจะเป็นการเลือกตั้งครั้งแรกหลังรัฐบาลที่มาจากการทำรัฐประหารที่ประเด็นการต่อสู้ทางการเมือง หรือผู้ออกเสียงไม่ใช่จะต้องเป็นเพียงการเลือกระหว่างนายกฯคนนอกกับนายกฯคนใน หรือระหว่างผู้นำทหารหรือผู้นำที่มาจากพรรคการเมืองโดยชอบธรรม แต่จะเป็นการเลือกที่เป็นอะไรมากกว่านั้นซึ่งผู้เขียนคิดว่า ดร.ปิยบุตรในมุมมองของพรรคอนาคตใหม่ไปไกลกว่าผู้อื่น ซึ่งได้แก่

“การเลือกที่จะยอมอยู่ใต้กรอบกติกาที่เป็นมรดกของ คสช.ซึ่งจะล็อกและเป็นอุปสรรคต่อการทำงานของรัฐบาลหลัง คสช. กับการสร้างกติกาใหม่สำหรับอนาคตประเทศไทย เป็นการเลือกระหว่างความเชื่อที่ว่าประชาธิปไตยเต็มใบกินได้ สามารถเป็นกลไกสำคัญในการเปลี่ยนแปลงสำหรับอนาคตที่ดีและก้าวหน้าสำหรับประเทศไทย ดีกว่าทางเลือกประชาธิปไตยแบบชี้นำหรือแบบที่ คสช.เรียกว่าประชาธิปไตยแบบไทยๆ”

บทความก่อนหน้านี้การ์ตูนรุทธ์ ประจำวันที่ 6 เม.ย. 61
บทความถัดไป“ศรีวราห์” เผย ได้รับความเห็นคดี “เปรมชัย” จากอัยการภาค7 แล้ว ประชุมเห็นแย้ง9 เม.ย.นี้