หน้าแรก คอลัมนิสต์ อนาคตของพม่าอ...

อนาคตของพม่าอยู่ในอุ้งมือ นักธุรกิจเก่าๆ และทหารแก่ๆ โดย ลลิตา หาญวงษ์

6.04.18 | 14:00 น.
ธูระ ฉ่วย มาน (คนที่สองจากขวา) อู วิน มยิ้น (คนที่สามจากขวา) พลเอกมิน อ่อง หล่าย (คนที่สี่จากขวา) และออง ซาน ซูจี (คนที่เจ็ดจากขวา) ในงานรำลึกวันวีรบุรุษที่บ้านออง ซาน ซูจี, กรกฎาคม 2016 (ภาพจาก Irrawaddy)

เมื่อสัปดาห์ก่อน ผู้เขียนกล่าวถึงข่าวการลาออกของประธานาธิบดีถิ่น จอ และ อู วิน มยิ้น ว่าที่ประธานาธิบดีคนที่ 10 ของพม่า ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา แม้ข่าวการลาออกของประธานาธิบดีคู่บุญของออง ซาน ซูจี ผู้นี้จะไม่ได้รับความสนใจจากสื่อต่างชาติมากนัก แต่เป็นที่กล่าวขวัญถึงอย่างมากในแวดวงข่าวในพม่า แน่นอนว่าสำหรับคนพม่าโดยทั่วไป การเปลี่ยนตัวประธานาธิบดีไม่มีผลกระทบกับปากท้องและการเมืองเท่าใดนัก เพราะพวกเขาเห็นว่า “ที่พึ่ง” เดียวของประชาชนผู้รักประชาธิปไตยคือ ออง ซาน ซูจี มีอดีตนักเคลื่อนไหวทางการเมืองพม่าผู้หนึ่งเคยกล่าวกับผู้เขียนว่า หาก ออง ซาน ซูจี ตั้งพรรคใหม่เพื่อลงเลือกตั้ง พรรคใหม่นั้นก็จะได้รับชัยชนะอย่างถล่มทลาย เพราะสำหรับชาวพม่าแล้ว สิ่งสำคัญที่สุดในการเมืองภายในประเทศอาจไม่ใช่ประชาธิปไตยที่จริงแท้ก็ได้ แต่เป็นตัวผู้นำอย่างออง ซาน ซูจี ผู้เขียนฟังคอมเมนต์นี้จากมิตรชาวพม่าด้วยความประหลาดใจ เท่ากับว่าชาวพม่าไม่ได้มีความสนใจประชาธิปไตยที่แท้จริง และตั้งคำถามกับท่าทีของ ออง ซาน ซูจี น้อยมาก พวกเขาถือคติคล้ายๆ กับที่รัฐบาลไทยยุคจอมพล ป. เคยนำมาใช้ว่า “เชื่อผู้นำชาติพ้นภัย”

ผู้เขียนยังเคยกล่าวถึงบทบาทของ ธูระ ฉ่วย มาน อดีตหัวหน้าพรรค USDP พรรคนอมินีของกองทัพ แต่เมื่อไม่กี่ปีก่อน ธูระ
ฉ่วย มาน เพิ่งถูกเตะออกจากพรรค USDP ด้วยความสัมพันธ์ที่ไม่ดีนักกับอดีตประธานาธิบดีเตง เส่ง หลังจากนั้นมา สถานะทางการเมืองของเขาไม่ชัดเจน แต่ที่แน่ๆ คือเขามีความสัมพันธ์ที่ดีเป็นพิเศษกับ ออง ซาน ซูจี และผู้นำระดับสูงในพรรครัฐบาล ในปัจจุบัน ธูระ ฉ่วย มาน ทำหน้าที่เป็นประธานคณะกรรมการด้านกฎหมายและเรื่องพิเศษ จุดแข็งของฉ่วย มานคือเครือข่ายที่แพรวพราวกับทุกฝั่ง ด้วยความที่เขามีลักษณะสุขุม สุภาพ นิ่ง และลุ่มลึก ทำให้เขาเป็นพันธมิตรกับทุกฝ่าย และสามารถเชื่อมความสัมพันธ์กับฝ่ายตรงข้ามได้อย่างดี นอกจาก ที คุน มยัต (T. Kun Myat) นักการเมืองและอดีตผู้นำกองกำลังติดอาวุธในรัฐกะฉิ่น ที่เป็นคนสนิทของ ธูระ ฉ่วย มาน จะขึ้นมาเป็นประธานสภาผู้แทนราษฎรแทน อู วิน มยิ้น
แล้วยังมีรัฐมนตรีอีกหลายคนในรัฐบาล NLD ที่ ธูระ ฉ่วย มาน แนะนำให้ ออง ซาน ซูจี และคนเหล่านี้ก็ล้วนแต่มีความสัมพันธ์ที่ดีกับนายทหารระดับสูงในกองทัพทั้งสิ้น

สื่อกระแสหลักในพม่าอย่างสำนักข่าวอิรวดีมองว่าการลาออกของประธานาธิบดี ถิ่น จอ เป็นการวางแผนภายในพรรคมาสักระยะใหญ่ๆ แล้ว เพราะถิ่น จอ มิได้อยากขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีตั้งแต่แรก และผู้นำพรรคเองต้องการปรับเปลี่ยนหลายตำแหน่งในพรรค เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการเลือกตั้งทั่วไปที่กำลังจะมาถึงในปี 2020 นอกจากนี้ การเปลี่ยนตัวประธานาธิบดีไปเป็น อู วิน มยิ้น ยังชี้ให้เห็นว่า NLD ต้องการผู้นำที่มีความสนิทสนมและคุ้นเคยกับบรรดาตัวแทนของกองทัพในรัฐสภาพม่า และการเมืองพม่าในเวลานี้ต้องการผู้นำ (นอกจากออง ซาน ซูจี) ที่เด็ดขาดและมีอำนาจการตัดสินใจมากกว่า ถิ่น จอ ที่ถูกทำให้มีคาแร็กเตอร์อ่อนแอและอยู่ภายใต้เงาของ ออง ซาน ซูจี มาโดยตลอด เป็นการวิเคราะห์ที่ดูจะไร้เดียงสาไปสักหน่อย

มีนักวิเคราะห์การเมืองชาวพม่าเคยกล่าวกับผู้เขียนว่า พรรค NLD มีการพูดคุยกับกองทัพน้อยมาก ทั้งๆ ที่ทั้งสองฝ่ายควรจะพูดคุยกันเพื่อหาทางแก้ปัญหาที่รุมเร้าประเทศ และเพื่อหาทางพัฒนาประเทศให้ก้าวหน้าต่อไป แสดงให้เห็นว่าความสัมพันธ์ระหว่าง
ออง ซาน ซูจี กับ พลเอกมิน อ่อง หล่าย ผู้บัญชาการทหารสูงสุดนั้น ถ้าไม่อยู่ในสภาวะ “ตึงเครียด” ก็อยู่ในสภาพแบบ “กลืนไม่เข้าคลายไม่ออก”

เป็นด้วยเหตุผลนี้หรือไม่ที่ทำให้กองทัพต้องหาคนกลาง ผู้ที่มีทั้งบารมีและเป็นที่เคารพทั้งจากฝ่ายกองทัพและฝ่ายพลเรือน เข้ามาเป็นสะพานเชื่อมเพื่อรักษาผลประโยชน์ของกองทัพ และเพื่อรักษาภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศ

Advertisement

ใ นหนังสือของ Paul Chambers และ Napisa Waitoolkiat ชื่อ Khaki Capital: The Political Economy of the Military in Southeast Asia (ทุนสีกากี: เศรษฐศาสตร์การเมืองว่าด้วยกองทัพในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้) ที่เพิ่งจะวางแผงไปเมื่อปลายปีที่แล้ว เชมเบอร์สและนภิสา ไวฑูรเกียรติ ชี้ให้เห็นว่าการดำรงอยู่ของกองทัพในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในปัจจุบันเป็นไปเพื่อการหาผลประโยชน์ที่เป็นเม็ดเงินทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นการสร้างเครือข่ายกับนักธุรกิจหรือกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ การเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับธุรกิจผิดกฎหมาย หรือการอยู่ในอำนาจเพื่อนำงบประมาณมาจัดหาอาวุธโดยใช้ข้ออ้างเรื่อง “ความมั่นคง” และการพัฒนากองทัพให้ทัดเทียมนานาอารยประเทศ

การกล่าวถึงบทบาทและอิทธิพลของอดีตนายทหารระดับสูงอย่าง ธูระ ฉ่วย มาน ทำให้ผู้เขียนอดนึกถึงข้อเสนอของ เชมเบอร์ส และ
นภิสา ไม่ได้ และมองว่าความเปลี่ยนแปลงในพม่าแท้ที่จริงแล้วมีส่วนที่เกี่ยวกับการสร้างประชาธิปไตยที่ยั่งยืนน้อยมาก หากแต่เป็นการรักษาผลประโยชน์และสถานะทางอำนาจของอดีตนายพล ของคนในกองทัพ หรือแม้แต่เป็นการหาประโยชน์ของคนในพรรค NLD เอง เมื่อไม่นานมานี้ ยาน เมี้ยว เตง นักวิเคราะห์การเมืองชื่อดังของพม่าโพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กส่วนตัวของตน เขาตั้งคำถามถึงความสัมพันธ์ระหว่างครอบครัวของ อู วิน มยิ้น (ว่าที่ประธานาธิบดีคนใหม่) กับ ห้าง City Mart ซุปเปอร์มาร์เก็ตที่ใหญ่ที่สุดในพม่า เพราะบุตรสาวเพียงคนเดียวของ อู วิน มยิ้น เคยทำงานเป็นที่ปรึกษาอาวุโสของบริษัท City Mart และนักวิเคราะห์ก็ตั้งคำถามเพียงว่าสายสัมพันธ์นี้จะเอื้อผลประโยชน์ให้กับ City Mart แต่โพสต์ของ ยาน เมี้ยว เตง กลับถูกเฟซบุ๊กลบ ด้วยเหตุผลที่ว่าเป็นโพสต์ที่ไม่เหมาะสมและละเมิดมาตรฐานของชุมชนในเฟซบุ๊ก ผู้เขียนเพิ่งจะทราบว่าพม่ามีตัวแทนของเฟซบุ๊กแล้ว และเฟซบุ๊กในพม่าก็จะทำหน้าที่สอดส่องความเรียบร้อยและรับเรื่องร้องเรียน ซึ่งเกิดจากผู้เล่นเฟซบุ๊กในพม่ามีปริมาณเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว (10 ล้านคนในปี 2016) และบรรยากาศทางการเมืองที่ “ถอยหลังลงคลอง” อย่างต่อเนื่อง

กรณีโพสต์ในเฟซบุ๊กของยาน เมี้ยว เตง ทำให้ผู้เขียนยิ่งมั่นใจว่าการลาออกของประธานาธิบดีถิ่น จอ การเข้ามาของอู วิน มยิ้น และบทบาทของธูระ ฉ่วย มาน ไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่เป็นอุบายทางการเมือง (political intrigue) ที่วางกันมาอย่างแยบคาย เป็นการเชื่อมสายสัมพันธ์ระหว่างคนในกองทัพเข้ากับนักธุรกิจกลุ่มใหญ่ๆ ในพม่าและพรรครัฐบาล NLD การมองโครงสร้างในรัฐบาลพม่าจึงต้องมองด้วยความระแวดระวัง และพิจารณาเครือข่ายระหว่างกองทัพ โครนี่ (นักธุรกิจที่มีสายสัมพันธ์ที่ดีกับรัฐ) และพรรค NLD เพราะทุกอย่างคือผลประโยชน์และล้วนเป็นทุนสีกากีทั้งสิ้น